โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถึงเวลา ? ชาวนาไทยปรับตัวรับเทรนด์โลก ผลิต "ข้าว"คาร์บอนต่ำ

Thai PBS

อัพเดต 12 พ.ย. 2567 เวลา 05.22 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2567 เวลา 05.20 น. • Thai PBS

Green house effect หรือภาวะ “โลกร้อน” ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นทุกปี โดยประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดของโลก 5 อันดับแรก คือ จีน, สหรัฐอเมริกา, อินเดีย, รัสเซีย และญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก หรือ ประมาณ 0.8% ของโลก และเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด

เฉพาะภาคเกษตรไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 2 หรือ 15.23 % ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด รองจากภาคพลังงาน ที่มีสัดส่วน 69.96% เฉพาะการปลูกข้าวเป็นกิจกรรมที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด มีสัดส่วนถึง 50.58 % ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรทั้งหมด

โลกรวน อากาศปรวนแปร กระทบจีดีพี

ต้นเหตุจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ทั้งการตัดไม่ทำลายป่า การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ จากการขนส่ง การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการผลิตและการค้าภาคเกษตร ทำให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นที่รู้จักกันโดยเรียกว่า สภาวะเรือนกระจก

กัญญณัช ศิริธัญญา นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กล่าวว่า เมื่อโลกเกิดการแปรปรวนจากสภาพอากาศที่เริ่มเลวร้าย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอันดับต้นๆของโลกว่า อุณหภูมิที่เฉลี่ยปรับขึ้น 2 องศาฯ ในปี 2050 ซึ่งมีการคาดการณ์ผลกระทบต่อจีดีพีทั่วโลกอย่างมาก

เช่น อเมริกาเหนือมีผลต่อจีดีพีลบ 6.9% , ยุโรปจีดีพีลบ 7.7% ,เอเชีย จีดีพีลบ 14.9% , ตะวันออกกลางและแอฟริกา จีดีพีลบ 10% , อเมริกาใต้ จีดีพีลบ 10.8% โอเอเชีย จีดีพีลบ 11.2% ขณะที่ไทยจีดีพีจะติดลบ ถึง 19.5%โดยที่ผลกระทบหลัก จะอยู่ในอุตสาหกรรมเกษตร ที่จะสูญเสียผลผลิตภาคเกษตร รวมไปถึงสูญเสียผลผลิตด้านแรงงานและภาคการท่องเที่ยวที่ต้องเสียรายได้ไป

ทั้งนี้ผลกระทบที่มีต่อภาคเกษตรมีการคาดการณ์ตั้งแต่ปี 2011-2045 ที่จะมีผลกระทบต่อราคาที่ดินภาคเกษตรในเขตเกษตรนำฝน ซึ่ง 20 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบสูงสุด เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร สงขลา นครราชสีมา ตรัง ร้อยเอ็ด พัทลุง เชียงใหม่ ชลบุรี ปัตตานี เป็นต้น

โดยตั้งแต่ปี 2040-2049 ราคาที่ดินจะลดลงจากกรณีโลกร้อนขึ้น 2.7-3.1 องศาฯ ราคาที่ดินลดลง 165-635 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไร่ และหากปริมาณน้ำผลลดลงจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว ในปี2090-2099 ลดลงถึง 21.7% ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง 30%

ดังนั้นในภาคเกษตร ชาวนา ผู้ผลิต ต้องปรับตัวใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ เพื่อป้องกันสินค้าการกีดกันทางการค้าและปรับลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดย7 วิธีการปรับตัวของชาวนาที่ทำได้เอง ไม่ว่าจะเป็น การกระจายผลผลิตพืช เพื่อลดความเสี่ยง ปลูกพืชสลับที่เหมาะกับสภาพอากาศเพื่อลดการเกิดโรคพืช

และปรับปฏิทินการปลูกเลือกวันปลูกที่เหมาะสมกับกับการโตของพืช ทำระบบน้ำหยุดเพื่อป้องกันความเสี่ยงนกรณีที่ฝนแล้งหรือฝนขาดช่วง ปรับปรุงพันธ์ที่ทนต่อโรค ทนแล้ง ทนน้ำท่วมและอากาศที่ร้อนจัด การทำประกันพืชผลด้วยดัชนีราคา ซึ่งรัฐบาลอุดหนุนเบี้ยประกันและคิดเบี้ยตามความเสี่ยง การสลับพื้นที่ปลูกพืชไร่มาเป็นพืชสวน บนพื้นที่เขา และสุดท้าย คือ การหารายได้จากนอกภาคเกษตร เช่นปลุกพืชที่เก็บเกี่ยวได้ในระยะสั้น

การส่งออกข้าวไทย จะเผชิญกับ ปัญหาเงื่อนไขการค้าแห่งอนาคต ถ้า ยังคงมีการทำนาข้าวแบบดั้งเดิม ที่ถูกเรียกว่าผู้ร้ายในสังคมคาร์บอนฟุตปริ้น จากกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 55% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรมไทย

โดยที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯและกรมการข้าวได้มีการเร่งเครื่องทำนาข้าวลดโลกร้อนผ่านแรงจูงใจด้วยการขายคาร์บอนเครดิตไร่ละ 400 บาท หลังจากมีการนำร่องทำนาเปียกสลับนาแห้ง ภายใต้ โครงการไทยไรซ์ นามา (Thai Rice NAMA) ซึ่งจะสิ้นสุดในปีนี้

“ข้าวนาหยอด”ลดต้นทุนผลิตได้จริง

นาย วัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด กล่าวว่า เพื่อช่วยให้ชาวนาลดต้นทุนการผลิตข้าว และมีรายได้เพิ่มขึ้น โครงการหงษ์ทองนาหยอด นับว่าเป็นอีกโครงการที่เข้ามาช่วยเหลือชาวนาในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิ มีต้นทุนที่ลดลง เพิ่มผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายข้าวในราคาที่ดีกว่าตลาดถึง 0.5บาทต่อกิโลกรัม

ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการจะได้เมล็ดพันธฺ์ที่มีคุณภาพซึ่งจะทำให้ขายข้าวเปลือกได้ในราคาดีเพราะลดการตัดราคาจากการที่มีข้าวสายพันธุ์อื่นปนมา ทำให้ข้าวใช้ปลูกนั้นบริสุทธิ์และปลอมปนน้อย ขณะที่ชาว นาที่มีอาชีพทำนามีความมั่นใจว่าจะไม่ถูกทอดทิ้งและได้ราคาที่เป็นธรรมจากโรงสี

นาย วัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด

โครงการหงษ์ทองนาหยอด เป็นการทำในพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ 3 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีษะเกษ และร้อยเอ็ด มีพื้นที่ 28,721 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วม 1,775 ราย โดยมีแผนขยายพื้นที่เพาะปลูกในปี2568-2572 ให้ได้ 100,000 ไร่ ในปี2572

นอกจากนี้ ยังมีโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว นอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดซึ่งช่วยให้ชาวนามีรายได้ที่มั่งคงขึ้น เพราะราคารับซื้อข้าวเปลือกสูงกว่าตลาด 3 บาทต่อกิโลกรัม

ไทยประกาศศึก "ชิงบัลลังก์"ข้าวคาร์บอนต่ำ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันการผลิตและการค้าภาคเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่เกี่ยวกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ

ดังนั้นเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมทั้งกฎระเบียบและมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ควรเร่งปรับตัวและพัฒนาการผลิตเพื่อคว้าโอกาสและช่วงชิงตำแหน่งผู้นำในตลาดข้าวคาร์บอนต่ำหรือข้าวลดโลกร้อน

หลายประเทศรวมทั้งไทย มีการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม (Green Consumer) ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าในการเจาะตลาดข้าวพรีเมียม เพราะ เวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลกมีนโยบายส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำอย่างจริงจังแล้ว

ผอ.สนค. กล่าวอีกว่า “ข้าวคาร์บอนต่ำ” คือ ข้าวที่ผลิตและแปรรูปด้วยวิธีการและเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็นการทำนาเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เช่น ไม่เผาฟางข้าว

นอกจากนี้ การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับกฎระเบียบและมาตรการระหว่างประเทศที่นำประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาเป็นเงื่อนไขทางการค้า สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวด เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

ไทยมีการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ผ่านการดำเนินการต่าง ๆ เช่น โครงการไทยไรซ์ นามา (Thai Rice NAMA) กับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนาผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสนับสนุนทางการเงิน

เวียดนาม เอาจริง “รุก” ตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ

ผอ.สนค. กล่าวว่า เวียดนาม มีนโยบายรุกตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ และพัฒนาการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างรวดเร็ว โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่มุ่งเน้นเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร ซึ่งเวียดนามใช้เทคนิคการปลูกข้าวคล้ายกับไทย

โดยเน้นการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ปัจจุบันเวียดนามผลักดันนโยบาย Net Zero Emission ผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice)” เพื่อตอบโจทย์ประเทศคู่ค้ากลุ่มตลาดพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องลดโลกร้อนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ เวียดนามมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย และเข้าถึงตลาดข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า โดยเฉพาะการมีข้อตกลง FTA กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด จึงอาจทำให้สามารถเจาะตลาดยุโรปได้ดีกว่าข้าวไทย

จากสถิติการส่งออกข้าวระหว่างไทยกับเวียดนาม พบว่า มีปริมาณและมูลค่าใกล้เคียงกันมาก ในปี 2566 ไทยส่งออกข้าว 8.77 ล้านตัน มูลค่า 5,147.3 ล้านเหรียญสหรัฐ และเวียดนามส่งออกข้าว 8.13 ล้านตัน มูลค่า 4,675.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค. – ก.ย.) ไทยส่งออกข้าว 7.45 ล้านตัน มูลค่า 4,833.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และเวียดนามส่งออกข้าว 6.96 ล้านตัน มูลค่า 4,353.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

ข้าวหอมมะลิ จากโครงการหงษ์ทองนาหยอด

ความต้องการข้าวคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่อาจขยายครอบคลุมถึงสินค้าเกษตรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไทยจึงต้องให้ความสำคัญและเร่งส่งเสริมการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกและรักษาความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในอนาคต

อย่างไรก็ตามการแข่งขันของตลาดข้าวโลกในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ไทยจึงควรมุ่งพัฒนาการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก ด้วยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการเกษตร เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าข้าวให้สูงขึ้น

“ข้าวคาร์บอนต่ำ” ถือเป็นอีกกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาส่วนแบ่งในตลาดข้าวโลก เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และส่งผลต่อเนื่องไปถึงการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับการค้าข้าวและภาคการเกษตรไทยในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

อ่านข่าว:

ตลาดข้าวโลกป่วน หลังอินเดียคัมแบ็ค ไทยเบอร์ 2 ส่งออกข้าว

ทุกข์ของชาวนา กับปัจจัยลบรุมเร้าราคา "ข้าวไทย"

“นวัตกรรม” ทางรอดอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย หลังถูก “จีน” ตีตลาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

"อนุทิน" ห่วงทุกด้าน หวังสงครามกระทบประชาชนน้อยที่สุด

20 นาทีที่แล้ว

มหาเศรษฐี UAE ตั้งคำถาม ทรัมป์ เกี่ยวกับการโจมตีอิหร่าน

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประเมินสงครามยืดเยื้อ สภาพัฒน์คาดราคาน้ำมันพุ่งแตะ 125 เหรียญฯ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ราคาทองคำ เปิดตลาด - 100 ตะวันออกกลางยังตึงเครียด ทองลง -35.91ดอลลาร์

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ธุรกิจ-เศรษฐกิจ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...