"อนุทิน" ดันเมกะโปรเจ็กต์น้ำ ลั่นไม่แบ่งพรรค มุ่งช่วยประชาชน
วันนี้ (18 ต.ค.2569) เวลา 15.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี พร้อมกำชับเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีน แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ พร้อมขยายช่องทางระบายน้ำและเพิ่มประตูระบายน้ำจาก 3 บาน เป็น 5 บาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นซ้ำทุกปี
ขณะที่การแก้ปัญหาระยะสั้น ทั้งการสูบน้ำ การขนย้ายเครื่องสูบน้ำ และการระดมอุปกรณ์จากทั่วประเทศ ต้องใช้ไฟฟ้า น้ำมัน และทรัพยากรจำนวนมาก รวมถึงงบประมาณเยียวยาประชาชนปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถาวร จึงจำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว เพื่อลดความเสียหายและภาระงบประมาณในอนาคต
นายอนุทินกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำภาพรวม "ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย" ให้เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 โดยคาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 7 ปี จึงแล้วเสร็จ พร้อมกำชับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมชลประทานเร่งรัดทุกขั้นตอน ทั้งการเวนคืนที่ดินและการจ่ายค่าชดเชย เพื่อไม่ให้โครงการล่าช้า โดยรัฐบาลจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด
รัฐบาลชุดนี้ไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่าพี่น้องประชาชน ต้องลดความเดือดร้อน นี่คือความแตกต่างจากรัฐบาลอื่น และ การตัดสินใจลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงรับฟังรายงานจากกระทรวงหรือทำเนียบรัฐบาล
ส่วนเสียงวิจารณ์ว่าเป็น "มิสเตอร์โปรเจ็กต์" หรือการเร่งสร้างโครงการเพื่อผลประโยชน์ก่อนพ้นตำแหน่ง นายอนุทินระบุว่า ไม่กังวลต่อคำวิจารณ์ ขอให้พิจารณาจากผลการดำเนินงานจริงและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมุ่งใช้แรงและความคิดแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงพูด โดยต้องการให้โครงการที่ช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชนได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ชี้แจงกรณีฝ่ายค้านวิจารณ์การเตรียมงบเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยว่า ปกติภัยพิบัติฉุกเฉินไม่ได้อยู่ในงบประมาณประจำ จึงต้องใช้งบกลางสำรองจ่าย โดยรัฐบาลอนุมัติงบกลางก้อนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2569 จำนวน 4,700 ล้านบาท เพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชนทั้งที่สถานการณ์ภัยพิบัติยังไม่สิ้นสุด ต่างจากแนวทางในอดีตที่ต้องรอให้สถานการณ์สิ้นสุดและประเมินความเสียหายก่อนเสนอขอรับงบประมาณ
นายนิรัตน์ยืนยันว่า การคำนวณงบเยียวยาไม่ได้ผิดพลาดหรือทำให้ประชาชนตกหล่น โดยใช้ข้อมูลจำนวนครัวเรือนที่กรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศรายงาน ณ วันที่ 29 ก.ย. 2569 คำนวณตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ หากพบจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นจากข้อมูลเดิม จะรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อเสนอขอรับงบประมาณเพิ่มเติมต่อไป
อ่านข่าว:
รัฐบาลขอประชาชนอย่ากังวล ถ้าเข้าเงื่อนไขเยียวยาน้ำท่วมได้เงินทั่วถึงแน่นอน
กรมอุตุฯ เตือนฉบับ 3 ให้เตรียมรับมือฝนตกหนัก 8 วัน ระหว่าง 19-25 ต.ค.นี้
คพ.เร่งคุมฟิล์มน้ำมัน "ปราจีนบุรี" ผนึกหลายหน่วยงานสกัดปนเปื้อนแม่น้ำ