โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เกาะโลซิน" ตัวอย่างเปลี่ยนการพิพาทเป็นข้อตกลงร่วมสร้าง "ก๊าซธรรมชาติ" ให้ไทย

Thai PBS

อัพเดต 07 ก.พ. 2567 เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2567 เวลา 07.37 น. • Thai PBS

ยังเป็นประเด็นไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันที่ยังไงก็ยังหาคำตอบไม่ได้ กับการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทยของประเทศไทยและกัมพูชา ที่ต่างฝ่ายต่างถือ "เส้นเขตแดนทางทะเล" คนละเส้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักเกิดกับประเทศชายฝั่งแทบทั่วโลก ในอดีตประเทศไทยก็เคยประสบปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลแบบนี้เช่นกัน แต่จากการเจรจาของ 2 รัฐบาล ทำให้ข้อพิพาทกลายเป็นความร่วมมือ และสร้างผลประโยชน์ที่เอื้อต่อกันระยะยาวกว่าครึ่งศตวรรษ

แหล่งพลังงานที่เรียกว่า "ก๊าซธรรมชาติ"

ในยุคที่มีการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและทะเลอันดามันกันอย่างจริงจังราวปี 2511 ไทยพบว่าบริเวณรอยต่อทางทะเลของไทย-มาเลเซียนั้นเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่อาจมีปริมาณถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ทางการไทยได้ประกาศพิกัดแนวเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทย ในเวลาไล่เลี่ยกัน "มาเลเซีย" ก็เริ่มสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลของตนเองเช่นกัน

และจุดที่ก่อให้เกิดข้อพิพาทคือ การประกาศเขตแดนทางทะเล-การกำหนดไหล่ทวีป ของทั้ง 2 ประเทศ ที่ทับซ้อนกัน

ด้วยอนุสัญญาว่าด้วย "กฎหมายทางทะเล" ที่แต่ละประเทศสามารถประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะของรัฐชายฝั่งของตนออกมาได้ 200 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 370 กิโลเมตร มาเลเซียที่ลากเส้นมัธยฐาน หรือ เส้นเขตแดนทางทะเลของตัวเองจึงทับอาณาเขตบริเวณแหล่งก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาลนั้น

แต่ด้วยกองหินใต้ทะเลที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาประมาณ 10 ม. อยู่ห่างออกจากชายฝั่ง จ.นราธิวาส ออกไปทางทิศตะวันออกประมาณ 100 กม. ไม่มีหาดทราย ไม่มีต้นไม้ และไม่มีคนอาศัยอยู่ มีแต่ "ประภาคาร" ที่กองทัพเรือไทยสร้างไว้ให้เป็นจุดสังเกต ป้องกันชาวเรือไม่ให้เดินเรือมาชนกองหิน ได้กลายเป็น "หลักเขต" ของประเทศไทย ทำให้ไทยสามารถประกาศเส้นเขตแดนทางทะเลได้กว้างกว่าหากนับจากแผ่นดิน

ประภาคารที่ถูกกองทัพเรือไทยสร้างไว้บนกองหินโลซิน

และพื้นที่นั้นก็ทับอาณาเขตบริเวณแหล่งก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาล ที่มาเลเซียระบุว่าเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะของมาเลเซียเช่นกัน เกิดเป็นพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 7,250 ตร.กม.

โลซินเป็น "เกาะ"

หลังจากที่มาเลเซียรู้เรื่องว่า ไทยนับอาณาเขตจากกองหินโลซิน มาเลเซียจึงไม่เห็นด้วยกับการประกาศของไทย โดยมาเลเซียอ้างถึงแผนที่ 68A หรือแผนที่ ป.1 ของไทยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกองหินโลซินแต่แรก ซึ่งจะทำให้เส้นแบ่งเขตของมาเลเซียสามารถลากเอียงขึ้นทางทิศเหนือมากขึ้น

แต่ไทยอ้างถึงแผนที่ ป.2 ซึ่งเป็นแผนที่ที่ทำขึ้นใหม่เมื่อต้องทำข้อตกลงเพื่อกำหนดเขตน่านน้ำกับประเทศมาเลเซีย ทางการไทยระบุว่า แผนที่ ป.1 นั้นไทยทำและใช้กันเองภายในประเทศ แต่แผนที่ ป.2 ที่นับกองหินโลซินเข้าเป็น "เกาะ" ที่อยู่ในน่านน้ำทะเลไทยนั้น ถูกปรับและจัดทำขึ้นมาใหม่แล้ว นอกจากนั้นไทยยังอ้างข้อตกลงเกี่ยวกับกฎหมายทางทะเล (Convention on the Law of the Sea) ในอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ.1958 ว่าโลซินเป็น "เกาะ" ตามนิยามในข้อตกลง อีกทั้งยังมี "ประภาคาร" ซึ่งตั้งอยู่มานานมากแล้วด้วย

ที่มา : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)

อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1958 (UNCLOS I) ข้อ 10 ตีความว่าโลซินเป็น "เกาะ" เพราะมีพื้นที่ดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ล้อมรอบด้วยน้ำ และอยู่เหนือระดับน้ำขณะน้ำขึ้น เมื่อเป็นเกาะจึงสามารถมี ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปได้

Win-win Situation 50 ปี คนละ 50%

พอเป็นเรื่องของ "ผลประโยชน์" ย่อมไม่มีใครยอมใคร ต่างฝ่ายย่อมต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ในพื้นที่ของตนเองให้ได้มากที่สุด หลังจากที่ 2 ฝ่ายจัดทำแผนที่ทางทะเลของตัวเองกันขึ้นมา และพบข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ทับซ้อน 7,250 ตร.กม. ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่ามิได้

แผนที่แสดงเส้น baseline และเขตพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area) ที่มา : https://diveshop.in.th/

ตั้งแต่ปี 2515 ทั้งไทยและมาเลเซียต่างพยายามเจรจาเพื่อหาข้อยุติในพื้นที่เจ้าปัญหานี้ ด้วยสถานการณ์โลกที่ความต้องการพลังงานจากก๊าซธรรมชาติเริ่มมากขึ้น แต่การเจรจาไม่เคยหาข้อสรุปร่วมได้เลยตลอด 7 ปี จนถึงปี 2522 ด้วยความสัมพันธ์อันดีของ 2 นายกรัฐมนตรีของ 2 ประเทศ นายเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และ ดาโต๊ะ ฮุสเซน ออนน์ ที่เห็นว่าหากยังถือเอาการอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่เป็นที่ตั้ง ก็รังแต่จะเสียผลประโยชน์กันไปทั้งคู่อีกนาน การเจรจาที่เปลี่ยนจากข้อพิพาทเป็นความร่วมมือจึงเริ่มขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ ภายใต้บันทึกข้อตกลงประเด็นสำคัญว่า

2 ประเทศจัดตั้งองค์กรร่วมเพื่อแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว มีอายุ 50 ปี (พ.ศ.2522-2572) ให้สำรวจและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าวภายใต้ชื่อ Malaysia-Thailand Joint Authority (MTJA) โดยทั้ง 2 ประเทศจะแบ่งกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและรับผลประโยชน์จากการดำเนินการคนละร้อยละ 50 และแบ่งปริมาณก๊าซที่ผลิตได้คนละร้อยละ 50 เช่นกัน

แต่การประชุมที่จัดขึ้นที่เชียงใหม่เป็นเพียงการพูดคุยกันเท่านั้น ไทยและมาเลเซียยังต้องใช้เวลาอีก 15 ปีร่วมกัน กว่าที่จะได้ข้อสรุปที่เป็นที่พอใจของทั้ง 2 ประเทศและได้ประกาศลงนามร่วมกันอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ม.ค.2534 นำไปสู่การจัดตั้ง บริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศมาเลเซีย) จำกัด ในปี 2543 โดยมีบริษัทการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. และ บริษัทน้ำมันแห่งชาติมาเลเซีย หรือ Petronas เป็นผู้ถือหุ้นแทนรัฐบาล ลงทุนร่วมกันในอัตราส่วน 50:50

แผนที่แสดงพื้นที่การใช้ประโยชน์ร่วมระหว่างไทยและมาเลเซีย ที่มา : MALAYSIA-THAILAND JOINT AUTHORITY (MTJA)

แต่กว่าที่จะได้ดำเนินการสำรวจ ขุดเจาะ นำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้จริงก็เรื่อยยาวมาจนถึงปี 2548 หรือกว่า 26 ปีหลังจากที่ตกลงทำ MTJA หรือเปลี่ยนชื่อเป็น JDA (Joint Development Agreement) ในปัจจุบัน และหากนับถอยหลัง เท่ากับว่าข้อตกลงนี้จะเหลืออายุเพียง 5 ปีเท่านั้น

พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area: JDA) ถูกนับเป็นต้นแบบสำคัญที่ใช้เป็นแนวทางให้กับปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศอีกหลายกรณี ในแง่ของ "ความมั่นคง" ก็ช่วยยืดเวลาที่ประเทศคู่กรณีต้องกลับมาเจรจาเรื่องการแบ่งเขตแดนออกไป อีกทั้งยังสามารถลด "ความขัดแย้ง" ระหว่างประเทศไปได้อีกระยะหนึ่งเช่นกัน

การลดความขัดแย้งระหว่างประเทศลงได้ ย่อมหมายความว่าสร้างความมั่นคงให้กับประเทศได้ด้วยเช่นกัน

หมดสัญญา อนาคตแหล่งก๊าซธรรมชาติไทยไปทางไหน?

ในบันทึกความเข้าใจที่ทำร่วมกัน ได้เพิ่มข้อตกลงอีกว่า หากเมื่อถึงเวลา 50 ปีที่ข้อตกลงร่วมกันดังกล่าวหมดอายุแล้วนั้น ถ้ายังไม่มีฝ่ายใดหาข้อยุติเรื่องของไหล่ทวีปได้ ให้ใช้ข้อตกลงที่มีอยู่ต่อไป แต่หากได้ข้อยุติก็ให้ยกเลิกข้อตกลงให้เสร็จสิ้น ส่วนทรัพย์สินที่เกิดจากโครงการร่วมดังกล่าว ให้แบ่งกันคนละครึ่งหรือให้ทำข้อตกลงกันใหม่ได้

ที่มา : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)

มุมหนึ่งอาจจะมองได้ว่า JDA เป็นข้อตกลงที่ประนีประนอมเพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่อีกมุมหนึ่งก็มองได้ว่า JDA อาจเป็นตู้เย็นที่แช่แข็งข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลของไทยและมาเลเซียไว้ยาวๆ 50 ปี เท่านั้น เพราะตลอดเวลาทั้ง 2 ประเทศก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ว่า

พื้นที่ทับซ้อนที่เกิดขึ้นกว่า 7,000 ตร.กม. นั้น ใครเป็นเจ้าของพื้นที่ที่แท้จริง

โลซิน "ไม่ใช่" เกาะอีกต่อไป

มีข้อสันนิษฐานว่า ตลอด 7 ปี (พ.ศ.2515-2522) ที่ทั้งไทยและมาเลเซียพยายามเจรจาหาข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ข้อหนึ่งที่ไม่สำเร็จเป็นเพราะ มาเลเซียรอผลการประชุมอนุสัญญาเจนีวาเรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับกฎหมายทางทะเลครั้งที่ 3 ที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการอยู่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะกำหนดให้เกาะเล็กๆ ไม่มีเขตไหล่ทวีป ซึ่งจะทำให้ไทยไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก "เกาะโลซิน" ในการอ้างแนวเขตได้

และก็เป็นดั่งที่มาเลเซียคาดการณ์ไว้ เมื่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law Of the Sea 1982) กำหนดนิยามคำว่า "เกาะ (Island)" ไว้ว่า เกาะคือบริเวณแผ่นดินที่ก่อตัวขึ้นตามธรรมชาติ มีน้ำล้อมรอบอยู่เหนือน้ำในขณะน้ำขึ้นสูงสุด … โขดหินซึ่งโดยสภาพแล้ว "มนุษย์" ไม่สามารถอยู่อาศัยหรือยังชีพทางเศรษฐกิจได้ จะไม่มีเขตเศรษฐกิจจำเพาะหรือไหล่ทวีป

แปลให้เข้าใจคือ เกาะโลซิน ไม่ได้เป็นเกาะอีกต่อไป มีสถานะเป็นเพียง กองหินโลซิน และเมื่อไม่ใช่เกาะ ก็ไม่สามารถนับเป็นไหล่ทวีปได้

แต่เมื่อเซ็นข้อตกลงร่วมกันไปแล้วในปี 2522
โลซินหลุดจากสถานะ "เกาะ" ในปี 2525

ที่ตั้งเกาะโลซิน

วันนี้ไทยจึงต้องลุ้นว่าเมื่อข้อตกลงร่วมระหว่างไทย-มาเลเซียสิ้นสุดลงในปี 2572 แล้วนั้น มาเลเซียจะยื่นกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมดตามที่แผนที่ที่มาเลเซียเองเคยประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2515 หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น จากกองหินที่เคยพิทักษ์พื้นที่แหล่งก๊าซธรรมชาติมูลค่านับแสนล้านบาทให้ไทยมาตลอดครึ่งศตวรรษ อาจกลับไปเป็นสถานที่หนึ่งที่ส่องแสงสว่างให้กับชาวเรือยามที่กลางทะเลเข้าสู่ความมืดมิด เหมือนที่เคยเป็นมา

โลซินที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ อาจเหลือแค่ตำนานหลักเขตสุดท้ายของทะเลไทย

*รู้หมือไร่ : สถานภาพปัจจุบัน "โลซิน" เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2565 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส.ในขณะนั้น เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาได้ออกประกาศกฎกระทรวงกำหนดให้บริเวณเกาะโลซิน ต.บ้านน้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2565 โดยได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 31 ม.ค.2565 จะมีผลบังคับใช้วันที่ 28 ก.ค.2565 เป็นต้นไป หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากเกาะโลซินเป็นพื้นที่มีความสำคัญและเปราะบางมาก*

อ่านข่าวเพิ่ม :

ทส.ยก "เกาะโลซิน" พื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเล มีผล 28 ก.ค.นี้

สำเร็จ! เก็บกู้ซากอวน 800 กก. คลุมปะการังเกาะโลซิน

ที่มา :

Diveshop, Digitalay, สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4, เอกสาวิชาการ "เกาะโลซิน" : ข้อท็จจริงเรื่องเขตแดนและผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลกับการปลุกกระแสสนับสนุนการซื้อเรือดำน้ำ โดย ดร.วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ตรวจสอบเกลือร้านก๋วยเตี๋ยว หลังลูกค้าท้องเสีย 13 คน จ.อุดรธานี

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นาซาเปิดรายชื่อ 4 นักบินอวกาศ เดินหน้าภารกิจอาร์เทมิส 3 ในปี 2027

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ขสป.เขาบรรทัด ปิด 5 เส้นทางศึกษาธรรมชาติ หลังนักท่องเที่ยวเสียชีวิต

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กระบะขนชาวจีนลอบเข้าเมือง ขับย้อนศรหนี ตร. พุ่งชนไรเดอร์เสียชีวิต

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...