มติเอกฉันท์!!! ศาลรธน.ชี้ 2 มาตรา ป.วิอาญา ไม่ขัดรธน.
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคสามที่บัญญัติว่า “ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ ศาลมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลย ให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลย รายตัวไป กับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบ จำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลฟ้อง โดยตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ ด้วยหรือไม่ก็ได้ หรือจำเลยจะไม่มา แต่ตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ก็ได้ ห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลย และก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น” และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “คำสั่ง ของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วย ลักษณะอุทธรณ์ฎีกา” ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 และมาตรา 27 วรรคหนึ่ง
ทั้งนี้ คดีดังกล่าว ศาลจังหวัดชลบุรี ได้ส่งคำโต้แย้งของ นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล ที่ 1 นายนรพัทธ์ ตียพันธ์ ที่ 2 และนายเอกชัย รุ่งนิศากร ที่ 3 จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.772/2565 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ซึ่งก่อนมีมติ ศาลฯ ได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยและเห็นว่าคำโต้แย้งของจำเลยทั้งสาม และเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามแสดงเหตุผลประกอบคำโต้แย้งว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 165 วรรคสาม และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคสองถึงวรรคห้าอย่างไร จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในส่วนนี้ และเห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงไม่ทำการไต่สวนตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง
- 006