โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“ฟินันเซีย ไซรัส” แนะซื้อ SCC ชี้ผลงาน Q2 นิวไฮ รับปันผล-บุ๊กกำไรพิเศษหนุน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 03.57 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 03.56 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุบทวิเคราะห์เชิงบวกต่อบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC โดยประเมินว่าธุรกิจหลักของบริษัทฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และได้ผ่านจุดต่ำสุดของกำไรไปแล้วในไตรมาส 4/2567 ซึ่งในไตรมาส 1/2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1.1 พันล้านบาท ขณะที่ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์เติบโต 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้นจาก 5% ในไตรมาสก่อนหน้า ได้แรงหนุนหลักจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ

ทั้งนี้ ธุรกิจปูนซีเมนต์ยังได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นราคาขาย 20% ในไตรมาส 2/2568 ซึ่งช่วยชดเชยปริมาณขายที่ชะลอตัวตามฤดูกาล โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 2/2568 จะเป็นจุดสูงสุดของปี จากแรงสนับสนุนของรายได้เงินปันผล การดำเนินงานที่ดีขึ้น และกำไรพิเศษจากการเข้าซื้อโรงกลั่นของ PT Chandra Asri Pacific Tbk (CAP) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอินโดนีเซียที่ SCGC

สำหรับกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของรายได้รวม ยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาวะล้นตลาดและส่วนต่างราคาที่อ่อนตัว โดย LSP ในเวียดนามที่เพิ่มกำลังการผลิตของบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ถึง 40% จำเป็นต้องหยุดดำเนินการชั่วคราวเนื่องจากราคาขายต่ำกว่าจุดคุ้มทุน

อย่างไรก็ดีบริษัทมีแผนลงทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปรับวัตถุดิบเป็นเอเทนในสัดส่วน 2 ใน 3 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ราว 250 ดอลลาร์ต่อตัน คาดแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2570 พร้อมทั้งเร่งเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (HVA) เพื่อรักษาอัตรากำไรในช่วงวัฏจักรขาลง

ด้านงบการเงิน SCC ยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้จะมีระดับหนี้สูง โดยตั้งงบลงทุนปี 2568 ไว้ที่ 30,000–35,000 ล้านบาท ลดลงจากเฉลี่ยกว่า 60,000 ล้านบาทในช่วงปี 2562–2567 หนี้สินสุทธิอยู่ที่ 2.9 แสนล้านบาทในไตรมาส 1/2568 และคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E) จะทยอยลดลงมาอยู่ในระดับ 0.7–0.8 เท่าภายในปี 2570

นอกจากนี้ SCC ยังได้ขายหุ้น 10.6% ที่ถืออยู่ในบริษัท CAP ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกำไรทางบัญชี ลดการขาดทุนจากเงินลงทุน และปรับโครงสร้างทางการเงินให้ดีขึ้น

โดยทางฝ่ายวิจัยให้คำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 200 บาท อิงวิธี SOTP และใช้ EV/EBITDA ที่ 6–13 เท่า ซึ่งสะท้อนค่า P/BV ปี 2568 เพียง 0.7 เท่า โดยแม้จะมีปัจจัยลบระยะสั้น แต่การมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ HVA นวัตกรรมสีเขียว และการควบคุมต้นทุน ยังคงเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ ความเป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์ HVA ทำให้ SCC ควรได้รับมูลค่าเหนือกว่าคู่แข่ง และสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรแม้อยู่ในวัฏจักรอุตสาหกรรมที่ผันผวน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...