‘แลนด์บริดจ์’ กำลังมา คนระนอง…ว่าพรื้อ!!!
จังหวัดระนอง วางยุทธศาสตร์สู่ “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” (Wellness Tourism) บนต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทั้งแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ผืนป่า ภูเขาเขียวขจี ท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงความมั่นคงทางอาหาร ที่หล่อเลี้ยงชีวิตและเศรษฐกิจของผู้คนในพื้นที่
แต่ท่ามกลางภาพฝันของ “แลนด์บริดจ์” กลับมีข้อมูลอีกชุด ที่กำลังตั้งคำถามต่อทิศทางการพัฒนาที่อาจเกิดขึ้นที่นั่น
ผลการศึกษาประชาคมสัตว์หน้าดินพื้นทะเล บริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาท่าเรือระนองแห่งใหม่ แหลมอ่าวอ่าง และดอนตาแพ้ว อำเภอเมืองระนอง ซึ่งอยู่ใกล้จุดที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ จากการทำงานร่วมกันของนักวิชาการ องค์กรสิ่งแวดล้อม ภาคประชาชน และชาวบ้านในพื้นที่ พบสัตว์หน้าดินมากถึง 447 ชนิด เฉลี่ย 1,884 ตัวต่อตารางเมตร
สวนทางกับข้อมูลในรายงาน EHIA ของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่ระบุ พบเพียงเฉลี่ย 1 ชนิด 7 ตัวต่อตารางเมตร หรือแตกต่างกันเกือบ 400 เท่า
ตัวเลขที่ห่างกันมหาศาล ไม่เพียงสะท้อนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าชายเลนในจังหวัดระนอง หากยังนำมาสู่คำถามสำคัญว่า ผลการศึกษาของหน่วยงานรัฐ สะท้อนข้อเท็จจริงของพื้นที่มากเพียงใด ? หรือกำลังเร่งเดินหน้า แลนด์บริดจ์ ท่ามกลางข้อมูลที่ยังถูกตั้งข้อสงสัย
เพราะสิ่งที่อาจได้รับผลกระทบ ไม่ได้มีแค่ผืนป่าหรือทะเล แต่คือสายพานที่เชื่อมโยง ชีวิต อาชีพ และรายได้ ของผู้คนทั้งจังหวัด บนฐานทรัพยากรที่เป็นหัวใจของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ถ้าหากทรัพยากรที่ถือเป็นจุดไข่แดง และหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ นั่นอาจหมายถึงทั้งห่วงโซ่การท่องเที่ยวจังหวัดระนองก็จะเปลี่ยนไปด้วย
The Active ชวนฟังเสียงคนระนอง ในวันที่สัญญาณเดินหน้า แลนด์บริดจ์ เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
จุดเด่นบนฐานทรัพยากรที่สมบูรณ์สู่ความยั่งยืน ที่อาจพังลงจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ?
“ถ้าพูดถึงเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ จริงๆ แล้ว คนระนองเองไม่ได้ใจแคบ มีความใจกว้างพอ ถ้าแลนด์บริดจ์ดีจริง เชื่อว่าคนละระนองก็ยินดีให้การสนับสนุน แต่ที่ผ่านมา การรับฟังความเห็น เวที ค1,ค2,ค3 และรายงานการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราเห็นชัดเจนว่า มีสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พรมค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะการไม่บอกความจริง ว่าจริง ๆ เรามีความอุดมสมบูรณ์แค่ไหน อย่างสัตว์ทะเลหน้าดิน บอกว่ามีอยู่ไม่กี่ชนิด ไม่กี่ตัว ต่อตารางเมตร อ่านแล้วรู้สึกมันไม่ไม่ใช่เลย มีความคลางแคลงใจว่า ขณะที่เริ่มต้นนับหนึ่ง ยังติดกระดุมผิดเม็ดเลย แล้วจะพัฒนากันต่ออย่างไร หากไม่มองบนพื้นฐานว่าจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่ทำร้ายจนเกินไป และมีเก็บไว้ให้ลูกหลาน นี่คือความกังวลอย่างมาก”
นฤมล วิริยบัณฑร อดีตประธานหอการค้าจังหวัดระนอง และในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ wellness สะท้อนความกังวลต่อการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะมีการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่บนแหลมอ่าวอ่าง
โดยยุทธศาสตร์หลักของจังหวัดระนอง ชูเรื่อง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตามด้วยเกษตรมูลค่าสูง เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก ทั้ง ภูเขาที่โอบล้อมเมือง มีน้ำแร่ผุดกลางเมือง เป็นน้ำแร่ที่ดีที่สุดอีกแห่งของโลก เพราะไม่มีกำมะถัน มีคาร์บอเนต จึงกระตุ้นหลอดเลือด และการไหลเวียนโลหิตได้ดี นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ มาแช่เพื่อฟื้นฟูร่างกาย
นฤมล ย้ำว่า การท่องเที่ยวระนองเมืองสุขภาพในปีนี้เติบโตอย่างมาก เฉพาะแค่ส่วนตัวที่เปิดธุรกิจ House of wellness คือ บ้านที่ดูแลเรื่องของสุขภาพ ได้รับการตอบรับ ในช่วง 5 เดือน High Season ลูกค้าจองเข้าพักเต็ม 100% สะท้อนว่า นักท่องเที่ยว มองระนอง คือ Destination หรือ จุดหมายปลายทางของเมืองที่มาแล้วสบายใจ
เพราะฉะนั้นคิดว่าเราเดินยุทธศาสตร์มาถูกทางแล้ว 3 ปีที่ผ่านมาเราเติบโตแบบก้าวกระโดด และปีสุดท้ายที่ผ่านมาใน 14 จังหวัด ระนองเป็นเมืองที่เล็กก็จริง แต่อัตราการเติบโตของเราสูงที่สุดใน 14 จังหวัด
“ตอนนี้เรามุ่งสู่เมืองท่องเที่ยว High 6 และ Green 6 ไม่มี Low season คือ 6 เดือนช่วง High season ก็เที่ยวทะเล เกาะพยาม เกาะช้าง เกาะต่าง ๆ อีก 6 เดือน Green season พบกับความเขียวชะอุ่ม ท่องเที่ยวหน้าฝน อาบน้ำแร่ ได้ความสดชื่น ที่สำคัญจังหวัดเราไม่ PM 2.5 เพราะเราไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรม นี่จึงเป็นจุดแข็งอย่างมากของเมืองที่มีธรรมชาติที่สมบูรณ์”
นฤมล วิริยบัณฑร
การท่องเที่ยวบนฐานทรัพยากรที่สมบูรณ์ คือ สายพานของอาชีพ รายได้ เชื่อมร้อยกันของผู้คนในจังหวัด ตั้งแต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเมือง และตามเกาะต่าง ๆ พนักงานที่พัก พนักงานร้านอาหาร ชาวประมง ชาวเล เกษตรกรที่นำผลผลิตจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งหากทรัพยากรถูกทำลาย หรือได้รับผลกระทบ ก็จะกระทบชีวิตผู้คนทั้งห่วงโซ่
“การพัฒนาพื้นที่ จึงต้องให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมออกแบบ เพื่อใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า และเป็นประโยชน์สูงสุด ไปพร้อมกับการวางแนวทางทำให้เกิดการดูแลรักษาทรัพยากรไว้ให้ลูกหลานด้วย”
นฤมล วิริยบัณฑร
เมื่อ ‘เกาะพยาม’ เป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว
ธนัญญา พนากิจสุวรรณ ผู้ประกอบการที่พักเมืองระนอง ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของทรัพยากรในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดของจังหวัดระนอง โดยเธอย้ำว่า นักท่องเที่ยวที่เป็นลูกค้าที่พักของเธอ 60-70% มาท่องเที่ยวในเมืองระนอง แล้วจะเดินทางไปพักผ่อนตามเกาะต่าง ๆ โดยเฉพาะ เกาะพยาม และ เกาะช้าง ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นทุกปี
ในมุมมองธุรกิจ ยอมรับเลยว่า หากเราขายสินค้าหรือบริการอะไรไป แล้วมีคนกลับมาใช้ซ้ำ หรือมาพักซ้ำเรื่อย ๆ นั่นแสดงว่าเรามาถูกทางแล้วใช่หรือไม่ มันอาจจะไม่ได้มีหลักวิชาการขนาดนั้น แต่การมาพักซ้ำ ก็น่าจะเป็นคำตอบแล้วว่า ทรัพยากรของจังหวัดระนองมีมูลค่า โดยที่เราไม่ต้องควักเงินลงทุนเลย จึงรู้สึกว่าเวลาที่จะมีโครงการอะไรมากระทบ ก็อยากเป็นคนที่ออกมาพูด ออกมาย้ำว่า นอกจากคนระนอง ยังมีกลุ่มคนที่เห็นคุณค่าตรงนี้เป็นอย่างมาก
“เท่าที่สัมผัสกลุ่มลูกค้าทั้งไทยและและต่างชาติที่มาพักโฮสเทล บอกว่า เกาะพยามเป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว แต่คือบ้านหลังที่สองของเขา นั่นหมายถึงเขาไม่ได้มาพัก มาเที่ยว หรือมาสัมผัสแค่ 2-3 วัน แล้วก็ย้ายไปที่อื่น แต่เขามาพักอย่างต่ำคือหลักอาทิตย์ หลักเดือน บางคนมาอยู่ 4-6 เดือน คือช่วงฤดูหนาวของเขา เพื่อที่จะมาสัมผัสอากาศที่เกาะพยาม แล้วก็กลับมาซ้ำในทุก ๆ ปี”
ธนัญญา พนากิจสุวรรณ
ธนัญญา สารภาพตามตรงว่านักท่องเที่ยวเกือบทุกคนไม่อยากให้ระนอง และพื้นที่เกาะพยามกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม ซึ่งก็สอดคล้องกับการเก็บข้อมูลโดยทีมวิจัยชุมชน ที่สำรวจความคิดเห็นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ระบุว่า
“จะไม่กลับมาอีก หากเราเดินหน้าหรือมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่
ฉะนั้นทิศทางที่วางไว้ให้ระนองเดินหน้าในยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
จึงเดินถูกทางแล้ว”
‘แลนด์บริดจ์’ กระทบห่วงโซ่การท่องเที่ยว ?
ในฐานะของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่พักบนเกาะพยาม มาเกือบ 30 ปี อดิศักดิ์ ขาวผ่อง ก็เห็นว่า ทุกคนบนเกาะพยาม เติบโตไปพร้อมกัน เขานิยามที่นี่ว่าเป็น ครอบครัวใหญ่ โดยนักท่องเที่ยวอยู่ร่วมกับผู้คนบนเกาะด้วยการดูแล เกื้อหนุนกัน และต่างเคารพธรรมชาติ
เสน่ห์ที่มาพร้อมกับธรรมชาติบนเกาะพยาม คือ ผู้ที่มาเยือนจะได้มีโอกาสพบ นกเงือก หรือที่คนในพื้นที่เรียก นกแก๊ก เกาะอยู่บนต้นไม้ บินหาอาหารเป็นปกติ โดยไม่กลัวผู้คน นกเงือกที่นี่จึงเป็นดั่งตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
ขณะที่ ชาวประมง ชาวเลมอแกน เอาปลา เอาหอย เอาสัตว์ทะเลต่าง ๆ เดินใส่ตะกร้าขายริมหาด บางทีผู้ประกอบการไม่ได้ซื้อ แต่นักท่องเที่ยวเองที่ซื้อแล้วนำมาให้ผู้ประกอบการทำเมนูอาหารทะเลสด ๆ ที่อยากกิน สิ่งนี่ก็ยังสะท้อนด้วย ว่านักท่องเที่ยวมั่นใจในอาหารทะเล เพราะรู้แหล่งที่มา ไม่มีสารเคมี เป็นอาหารปลอดภัย บ่งบอกได้ถึงความมั่นคงทางอาหาร
“การที่โครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้น ส่งผลกระทบแน่ ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม กระทบต่อสัตว์ทะเล ส่งผลต่อปะการัง ซึ่งปะการังมันเป็นจุดที่อ่อนไหวมากที่สุดอยู่แล้ว อากาศร้อนเกินไปก็เกิดปัญหากับปะการัง ฝนตกมากเกินไปก็เกิดปัญหากับปะการัง คราวนี้ฝุ่นละอองในทะเลที่เกิดจากการถมทะเล หรือการสร้างท่าเรือ การขุดลอกในทะเล มันเป็นปัญหาแน่ ๆ ไม่ได้กระทบหรือสะเทือนแค่เกาะพยาม เพราะเส้นทางล่องเรือก็คือ 3 หมู่เกาะระนอง ถัดไปอีกหน่อยคือ หมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งในจุดนั้นเป็นจุดที่เรือเดินผ่านทั้งนั้น มันสะเทือนไปหมด เมื่อไหร่ที่มันสะเทือนตรงนั้น ก็จะกระเทือนไปถึงโครงสร้างการท่องเที่ยวทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่เกาะพยามอย่างเดียว”
“อย่าลืมว่า นักท่องเที่ยวเขามาประเทศไทย เขามาเที่ยวเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ แล้วไปดูดอกไม้ที่ภาคเหนือ ดูปราสาทที่ภาคอีสาน แล้วมาดำน้ำเที่ยวทะเลภาคใต้ ถ้าตรงนี้หายไปหรือได้รับผลกระทบ ก็จะกระทบโครงสร้างการท่องเที่ยวทั้งหมดด้วย คุณศึกษาผลกระทบครบถ้วนดีหรือยัง ? เพราะถ้ากระทบไปหมด จะทำให้ประเทศเราล่มสลายไป ไม่มีนักท่องเที่ยวมา ถ้าเขาไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน ขาดวงจรนักท่องเที่ยวไป พวกคุณรับผิดชอบกันไหวไหม”
อดิศักดิ์ ขาวผ่อง
ไม่อยากเห็นระนอง เป็นอย่าง EEC
เช่นเดียวกับ สายัณห์ วรวิสุทธิ์ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่พักเกาะพยาม แกนนำชุมชนและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชน และในฐานะชาวบ้านที่เกิดและโตบนเกาะพยาม ย้ำสิ่งที่เขาสะท้อนมาตลอดเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ และกฎหมาย SEC ทั้งเรื่องของการถมทะเล เรื่องเดินหน้าอุตสาหกรรม รวมทั้งผู้ที่จะมาเป็นเจ้าของโดยจะให้การสัมปทานกับนักลงทุนต่างชาติ ก็กังวลว่าชาวบ้านจะเข้าไปใช้ทรัพยากรแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว
“ทรัพยากรที่ชาวบ้านเคยดูแลไว้เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน คือเราใช้ทรัพยากรแบบไม่ทำลาย ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมกันมา แต่ถ้าหากโครงการนี้เข้ามา ก็จะทำลายสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรต่าง ๆ ก็โดนแย่งไป”
สายัณห์ วรวิสุทธิ์
อีกประเด็นที่ สายัณห์มองว่าน่าเป็นห่วง คือ สิ่งแวดล้อมจะโดนทำลายเมื่อมีอุตสาหกรรม โดยกังวลว่าจะมีน้ำมันรั่ว หรือมลพิษปนเปื้อนเหมือนฝั่ง EEC สัตว์ในทะเลจะโดนสารพิษหรือไม่ ? เพราะเราอยากจะกินกุ้ง หอย ปู ปลาอย่างสบายใจ ซึ่งที่นี่พี่น้องมอแกนไปเจาะหอย ไปผ่าไข่หอยเม่นมากิน ก็กินได้อย่างสบายใจ แต่ในอนาคตถ้าเกิดมีคราบน้ำมัน มีสารพิษ มีไมโครพลาสติกที่อยู่ในสัตว์ทะเล เรากังวลใจอย่างมาก นี่คือส่วนสำคัญที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์
“ผมพูดมาหลายปีแล้ว คนละระนองไม่ต้องเชื่อผม แต่ขอให้เข้าไปศึกษาจริง ๆ แล้วดูในรายละเอียดว่ากฎหมาย SEC และรายละเอียดโครงการแลนด์บริดจ์เขียนไว้ยังไง เราจะเสียสิทธิ์อะไรบ้าง ให้เข้าใจสิทธิ์ของตัวเองก่อน เพราะสิทธิ์มาพร้อมกับหน้าที่ ถ้าต้องการสิทธิ์ แต่หากยังไม่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ยังไงก็เสียสิทธิ์อยู่แล้ว ถ้าเราบอกว่าทรัพยากรทะเล ทรัพยากรต่าง ๆ เป็นของเรา ของบ้านเรา ก็ต้องเสียสละตัวเองเพื่อมาดูแล อยากได้สิ่งแวดล้อมที่ดีก็ต้องเสียสละตัวเองมาดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นเราต้องทำหน้าที่ด้วย แต่ถ้าคิดแค่เรียกร้อง แล้วเราไม่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาได้”
สายัณห์ วรวิสุทธิ์
จากที่ลอยเรือ ต่อไปอาจถูกลอยแพ
“เราขอเลือกเอารายได้ เลือกเอาชีวิต ที่เห็นความมั่นคงอยู่ตรงหน้า อาจจะไม่มากมายเหมือนเม็ดเงินที่รัฐบาลอ้างจากโครงการแลนด์บริดจ์ แต่อาชีพประมงของชาวมอแกน สามารถเลี้ยงดูครอบครัวเราได้ชั่วลูกชั่วหลาน จากวิถีของบรรพบุรุษ ที่เราอยู่แบบพึ่งพาอาศัยดูแลทรัพยากร แล้วมีรายได้ที่แบ่งปันกระจายไปทุกครอบครัวแบบนี้ เรามองว่ายั่งยืนแล้ว”
เสียงสะท้อนของ กล้วย – อังคณา ทะเลลึก ชาวเลมอแกน กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่ใช้ชีวิตหาอยู่หากินในทะเลระนอง และเกาะพยาม มากว่า 140 ปี โดยมองว่า หากรัฐบาลอยากจะพัฒนา ขอให้เร่งแก้ปัญหาบัตรประชาชน เพราะมีชาวเลอีกหลายคนที่ยังไม่มีบัตร ออกนอกพื้นที่ก็ลำบาก อีกอย่างจะได้เข้าถึงสิทธิต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม อยากให้พัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณูปโภค ถนน ไฟฟ้า น้ำสะอาด ให้ชุมชนมอแกน และอยากให้หนุนเสริมเพื่อสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเล
เช่นเดียวกับ ก้อย ทะเลลึก ที่กำลังต่อสู้กับโรคร้ายมะเร็งต่อมเหงื่อ เขายอมรับตามตรงว่าไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน แต่อยากเป็นอีกหนึ่งเสียงในจังหวัดระนอง ที่สะท้อนเพื่อย้ำว่า ทรัพยากรทางทะเลระนอง และเกาะต่าง ๆ โดยเฉพาะ เกาะพยาม และ ดอนตาแพ้ว ที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่จะมีการสร้างท่าเรือโครงการแลนด์บริดจ์ นั้นมีความอุดมสมบูรณ์มาก
ก้อย เล่าว่า ตั้งแต่จำความได้ เขาดำน้ำ เห็นปะการังที่สวยงาม กุ้ง หอย ปู ปลามากมาย จึงมีความกังวลอย่างมากในเรื่องท่าเรือแลนด์บริดจ์ ว่าอนาคตของลูกหลานจะอยู่อย่างไร ? หากไม่มีพื้นที่ในการทำกินแล้ว พร้อมกังวลเรื่องความสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ จะหายไป สัตว์ทะเลวัยอ่อน หรือว่าสัตว์ตัวโตกลางน้ำ สัตว์ใหญ่ต่าง ๆ ที่กินกันเป็นทอด ๆ ก็อาจจะสูญพันธุ์ไปได้ อนาคตไม่รู้ว่าลูกหลานเราจะเอาอาหารที่ไหนมากิน
“มอแกนเราดำปลิงทะเล หาหอยทะเล หาปลา คืออาชีพหลักของพี่น้อง แล้วก็ไม่เคยทำร้ายปะการัง ไม่เคยทำร้ายธรรมชาติ ส่วนใหญ่ก็คือหามาเพื่อกิน เหลือก็เอาไปขายบ้างเพื่อที่จะซื้อข้าวสารเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว ไม่ไม่ได้เป็นการหาโดยแบบหวังรายได้ร่ำรวย แต่ให้สามารถที่จะอยู่กินได้อย่างยั่งยืนจนถึงลูกถึงหลาน ซึ่งถ้าหากเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรแล้ว มันจะไม่สามารถที่จะเรียกกลับคืนมาได้ ห่วงอนาคตลูกหลานจะอยู่กันยังไง”
ก้อย ทะเลลึก
‘แลนด์บริดจ์’…กับความ(ไม่)มั่นคงทางอาหาร ?
ไพบูลย์ สวาทนันท์ ประมงพื้นบ้าน เกาะหาดทรายดำ ย้ำอีกเสียงว่า ดอนตาแพ้ว เปรียบเสมือนโรงงานผลิตอาหารให้กับคนระนอง นักท่องเที่ยว และกล้าพูดได้เลยว่าเป็นการผลิตอาหารให้ทั้งคนประเทศ ที่สำคัญมีการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลด้วย
ร้านอาหารในระนอง 100% กล้าพูดเลยว่า ใช้ทรัพยากรที่ดอนตาแผ้ว ซึ่งมาจากชาวประมงพื้นบ้าน ทั้งเกาะพยาม ราชกรูด ทรายดำ ซึ่งก็ไปหากินบริเวณนั้น เกาะช้างก็เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่ได้มาก็จะมาขายให้กับร้านอาหาร จะเห็นร้านอาหารในระนองใช้ทรัพยากรที่สด มีคุณภาพ ตัวโต ๆ จุดขายเรา คือ อาหารทะเล ที่หาได้ในพื้นที่ซึ่งอยู่หน้าบ้านเราเอง เราใช้เอง หาเอง และขายตรงนักท่องเที่ยว ทำให้เกิดการจับจ่ายในการมาเที่ยวระนอง ต้นทุนไม่สูงมาก ทุกคนสามารถเข้าถึงจับต้องได้ แต่ถ้าหากเกิดโครงการแลนด์บริดจ์ เมื่อไหร่ ทรัพยากรทั้งตรงบริเวณนั้น หรือบริเวณใกล้เคียง จะถูกใช้ไปในเรื่องของอุตสาหกรรม รัฐบาลได้ศึกษาผลกระทบที่จะตามมาอย่างละเอียดแล้วหรือไม่ ?
“ไม่รู้ว่าอนาคตมันจะเป็นอย่างที่คิด อย่างที่รัฐอ้างไว้หรือไม่ ? ถ้าเป็นก็ถือว่าโชคดีไป แต่หากไม่เป็นอย่างที่คิด แล้วเมืองระนองต้องล่มสลาย เมืองแห่งสุขภาพต้องล่มสลาย อาหารทะเลต้องหายไป ลูกหลานก็ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ ชาวประมงพื้นบ้านอยากกินปูม้าซักตัวต้องซื้อปูม้าจากฝั่งพม่าเหรอครับ ทั้งทั้งที่ของเรามีอยู่หน้าบ้านเราสามารถเก็บเกี่ยวและใช้ได้ แต่หากโดนทำลายไป ถามว่าใครเดือดร้อน เราไม่รู้ว่าใครจะเป็นยังไง แต่นี่มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนและพิสูจน์ได้ และมันก็เห็นอยู่แล้วว่าที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันสามารถพิสูจน์ได้ และเห็นถึงความยั่งยืน เราไม่กล้าแลกกับเรื่องแลนด์บริดจ์ ที่ไม่รู้อนาคตเลยว่าเราจะอยู่ตรงไหนของแลนด์บริดจ์ ที่อ้างเป็นล้านล้านบาท ไม่มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นต้องคัดค้าน มันคือชีวิต คืออนาคตของคนจังหวัดระนอง”
ไพบูลย์ สวาทนันท์
‘แลนด์บริดจ์’ กับห่วงโซ่ประมงที่อาจไม่เหมือนเดิม ?
ในมุมมองของ สมทรัพย์ จิตตะธัม นายกสมาคมประมง จ.ระนอง สะท้อนว่าโดยส่วนตัวก็กังวลมาตั้งนานแล้ว จากข้อมูลที่ตัวเองศึกษามา เรื่องการขุดลอกร่องน้ำ ที่ความลึกพื้นฐานเดิม ลึกอยู่ประมาณ 9 เมตร 10 เมตร แต่ถ้าเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ จะขุดร่องน้ำให้ได้ 19 เมตรเมื่อน้ำแห้งสุดแสดงว่าจะต้องมีขอบตลิ่งข้างละ 10 เมตร ทำให้ร่องน้ำจะตื้นเขิน และจะต้องขุดลอกบ่อย ๆ
เมื่อยิ่งได้ข้อมูลจากงานวิจัยงานศึกษาสัตว์หน้าดินพื้นทะเล ก็ยิ่งเห็นชัดถึงบริบทของการทำลายทรัพยากร ทำลายทะเล เรื่องป่าชายเลน เรื่องการกัดเซาะ เรื่องเส้นทางน้ำเรื่องระบบนิเวศที่หายไป ดินตะกอนก็จะไปกลบตัวทรัพยากรสัตว์ใต้ดินต่าง ๆ ที่เป็นห่วงโซ่อาหาร ดินตะกอนจากการขุดลอกร่องน้ำ ก็จะไปกดทับทำให้จมหายอยู่ใต้ดิน ทำให้สัตว์น้ำไม่สามารถที่จะกินได้ สัตว์น้ำจะสูญหายไปเองโดยปริยาย อีกทั้งอาจเกิดมลพิษจากการขุดลอกร่องน้ำที่ทำอยู่ประจำ พอเกิดมลพิษ ปลามันไม่ใช่คนคน มันไม่ห่วงถิ่นฐาน ถ้าระบบนิเวศเปลี่ยน ก็จะหนีหมดจะทำให้การประมงตรงนั้นกระทบทั้งประมงเรือใหญ่ และกระทบประมงพื้นบ้าน
ประมงเป็นห่วงโซ่ธุรกิจต่อเนื่องกันหลายหลายอย่าง ห้องเย็นที่ไปเก็บสัตว์น้ำ แล้วก็โรงน้ำแข็งแพปลาที่นำสัตว์น้ำไปขาย โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าปลา ที่รับปลาต่อจากแพไปขายอีกที หรือแรงงานที่ใช้แรงงานในประมงหรือแพปลาก็จะกระทบ ถ้าเรือประมงอยู่ไม่ได้ คนเหล่านี้ก็จะกระทบหมด
“ถามถึงรายได้ของประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน รวมกับประมงต่อเนื่อง ใน จ.ระนอง ก็น่าจะเป็นหมื่นล้าน จริง ๆ ตัวเลขหายไประหว่างทางด้วย เพราะเจ้าของเรือบางลำ นำสัตว์น้ำไปขายเองที่มหาชัย แม่กลอง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เวลาเอาสัตว์ขึ้น มันโชว์จังหวัดที่นำขึ้น ไม่ได้มาโชว์ที่จังหวัดระนอง แต่ว่าเม็ดเงินที่ได้มา นำมาใช้หมุนเวียนในจังหวัดระนอง ถ้าพูดถึงห่วงโซ่มีการรับช่วงกันต่อ ก็เป็นหมื่นล้านเลยทีเดียว ที่บอกว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีเม็ดเงินเป็นล้านล้าน ต้องถามว่ามันเป็นรายได้ของใคร ตกถึงมือใครบ้าง แต่เงินในภาคประมงและท่องเที่ยว ได้มาหมื่นล้าน มันตกถึงมือคนระนองทุกคน”
สมทรัพย์ จิตตะธัม
อีกเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม คือที่บอกว่าจะมีงานให้ทำแสนตำแหน่ง เหมาะสมหรือเป็นความเชี่ยวชาญกับชาวประมงไหม ? ผู้ประกอบการ ชาวประมงบางคนเขาก็อายุมาก ไม่มีความรู้อย่างอื่น ก็เหมือนมีแค่ปริญญาทางการประมง จะให้เขาไปทำอะไร ?จะให้ไปเป็นยาม เป็นกรรมกรมหรือเป็นช่าง ทำบัญชี อะไรต่ออะไรที่อ้างก็ไม่เหมาะกับเขา สายอาชีพแต่ละคนมันย่อมไม่เหมือนกัน
“ดังนั้นควรเดินหน้า หรือยกระดับจุดเด่น การเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และธุรกิจประมงก็ส่งเสริมกันไป ทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เที่ยวด้วยอนุรักษ์ด้วย เพื่อให้ทรัพยากรยั่งยืนกับทุกคน ทั้งอาหารปลอดภัย ความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน คู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ”
สมทรัพย์ จิตตะธัม