โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กลุ่มโรงกลั่นชี้ Q2 ค่าการกลั่นร่วง เสี่ยงขาดทุนสต๊อกน้ำมัน-จี้ปลดล็อกการส่งออก

Manager Online

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ตามคาด! ผลประกอบการโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งของไทยฟันกำไรในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้นถ้วนหน้า จากสงครามตะวันออกกลาง ที่ดันราคาน้ำมันดีดตัวเพิ่มขึ้นอย่างแรง โดยเฉพาะราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ขึ้นกระฉูดในสัดส่วนที่มากกว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันดิบ ทำให้ตัวเลขค่าการกลั่น (Market GRM) พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ และบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Inventory Gain หรือ Stock Gain) จำนวนมาก แม้ว่ากำไรบางส่วนถูกลดทอนลงจากผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil Hedging Losses)ก็ตาม

5 หุ้นโรงกลั่นน้ำมันที่มีกำไรในไตรมาส 1/2569 ที่เติบโตอย่างโดดเด่นคือ นำโดยบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด(มหาชน) หรือ SPRC มีกำไรสุทธิ 7,367 ล้านบาท โตขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 933% ตามมาด้วย บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน)หรือ IRPC กำไรสุทธิ 7,889ล้านบาท โตขึ้น 754%เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) หรือ TOP มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท ขยายตัว 456% บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)หรือ PTTGC มีกำไรสุทธิ 3,232ล้านบาท พุ่งขึ้น 226% และบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)หรือ BCP มีกำไรสุทธิ 6,144ล้านบาท โตขึ้น 190%

อย่างไรก็ดี โรงกลั่นน้ำมันที่เคยได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นและกำไรจากสต๊อกน้ำมันในไตรมาส1/2569 แต่เกิดขึ้นเพียงระยะสั้น หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางคลี่คลาย ทำให้ราคาน้ำมันกลับไปสู่ภาวะปกติ ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง1-2เดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกอ่อนตัวลง แต่โรงกลั่นกลับมีต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงมาก เป็นผลจากการจัดหาน้ำมันดิบในช่วงเดือนมีนาคมที่ราคาสูงเฉลี่ยเกิน110-120เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล บวกค่าCrude Premium ค่าระวางเรือและค่าประกันที่สูงขึ้นหลายเท่าตัวภาวะสงคราม เรียกได้ว่าต้นทุนน้ำมันดิบของโรงกลั่นในช่วงนี้แพงมากเมื่อเทียบราคาปัจจุบันมาก ทำให้บรรดาโรงกลั่นแสดงความวิตกว่าไตรมาส2-3 นี้จะต้องบันทึกการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ทำให้บริษัทที่เคยกำไรอู้ฟู่ ตกสวรรค์กลับมาขาดทุนอีกครั้ง

ทั้งนี้ 5 หุ้นโรงกลั่นน้ำมันไทย ยังมีธุรกิจเสริม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน มีสถานีบริการน้ำมันรองรับน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตได้ เพิ่มมาร์จินอีกช่องทางหนึ่ง หรือบางบริษัทมีการต่อยอดไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมี แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะอยู่จังหวะวัฏจักรขาลงมาหลายปี แต่พอเกิดสงครามตะวันออกกลาง มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดการตึงตัวของวัตถุดิบปิโตรเคมี อาทิ แนฟทา ที่ไม่สามารถส่งออกมาได้ ทำให้ราคาเม็ดพลาสติกดีดตัวเพิ่มสูงขึ้นทันที

“ไทยออยล์”คาด H2 ค่าการกลั่นติดลบ

ไทยออยล์ (TOP) ชี้แจงว่ากำไรสุทธิในไตรมาสแรกปี 2569 อยู่ที่ 19,481 ล้านบาท โตขึ้น 456%จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากกำไรสต็อกนํ้ามันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท หรือราว 85% และมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท โดยไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดบางรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท

ซึ่งไทยออยล์มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันสูงมากในไตรมาสนี้ เนื่องจากบริษัทได้มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนที่จะใช้ผลิตจริง ส่งผลให้ต้นทุนราคาน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนเดิมที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงสงครามตะวันออกกลางอย่างเต็มที่ แต่ในไตรมาส 2 นี้อาจพลิกกลับเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันก็ได้ หากราคาน้ำมันปรับลดลงสู่ภาวะปกติ

เนื่องจากต้นทุนน้ำมันดิบที่กลั่นในไตรมาส2/2569 เป็นราคาที่บริษัทจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าในช่วงมี.ค.-เม.ย.2569 ที่สูงเกิน120เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล บวกค่าWar Premium 30-50เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แม้ว่าปัจจุบันค่าพรีเมียมเริ่มลดลงมาอยู่ที่ 10-20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ก็ยังสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านเฉลี่ยอยู่ที่ 1-2เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รวมทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันที่สูงขึ้น ทั้งนี้เพื่อคงรักษากำลังการกลั่นในระดับสูงสุดไว้ให้เพียงพอต่อความต้องใช้ภายในประเทศ สวนทางกับโรงกลั่นน้ำมันอื่นๆในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไต้หวัน และญี่ปุ่น เลือกลดกำลังการผลิตลง เพราะกังวลว่าหากต้นทุนราคาน้ำมันดิบสูงเกินไป เมื่อราคาตลาดปรับลดเร็ว อาจขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันได้

นอกจากนี้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศลดลง ขณะที่บรรดาโรงกลั่นในประเทศเดินเครื่องเต็มที่ทำให้มีปัญหาคลังและถังเก็บน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน(Jet A1)ไม่เพียงพอ จึงได้มีการทำหนังสือเพื่อขอให้ภาครัฐเร่งปลดล็อกส่งออกน้ำมันอากาศยาน(Jet A1)ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศในแถบเอเชียไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี ญี่ปุ่นและเวียดนามก็ปลดล็อกให้มีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว หากไทยไม่อนุมัติ ทางโรงกลั่นฯเลือกที่จะลดกำลังการผลิตลงแทน

แต่สำหรับโรงกลั่นไทยออยล์ยังคงกลั่นน้ำมันเฉลี่ย112-113%ของกำลังการกลั่น275,000บาร์เรล/วัน มาอยู่ที่วันละ 300,000บาร์เรล โดยนำถังเก็บน้ำมันในโครงการพลังงานสะอาด(CFP)ความจุรวม 46 ล้านลิตรที่สร้างเสร็จล่วงหน้ามาใช้สำรองน้ำมันJet A1 ที่ผลิตได้ ทำให้บริษัทไม่มีปัญหาน้ำมันสำเร็จรูปล้นถังเก็บฯเหมือนโรงกลั่นอื่นๆ

สำหรับค่าการกลั่น(รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน) ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร แต่ในไตรมาส 2 นี้ค่าการกลั่นคาดปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร ส่วนไตรมาส 3 ปีนี้ ค่าการกลั่นส่อติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร และไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 0.0 บาทต่อลิตร ทำให้เฉลี่ยทั้งปี 2569 ค่าการกลั่นอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นค่าการกลั่นในระดับปกติ

มาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลลง 2-5บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 9เม.ย.-19 พ.ค.2569 ทำให้ไทยออยล์มีกระแสเงินสดลดลงราว 2,800 ล้านบาท รวมกับเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้บริษัทมีสภาพคล่องลดลงรวม 31,000 ล้านบาท ขณะที่ไทยออยล์ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 18,000 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อน้ำมันที่มีราคาสูง ทำให้บริษัทมีภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท

PTTGC ส่อ Q2 ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

ด้านPTTGC ชี้แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 ธุรกิจโรงกลั่น มีความเสี่ยงจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่มีราคาสูงจากการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 69 รวมทั้งความผันผวนราคาน้ำมันดิบ ทำให้บริษัทมีโอกาสบันทึกผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเมื่อราคาน้ำมันในตลาดปรับตัวลดลง รวมทั้งปัญหาน้ำมันล้นคลังฯทำให้โรงกลั่น PTTGC อาจเลือกลดกำลังการผลิตลง เมื่อรัฐยังคงห้ามการส่งออกน้ำมันJet A เพื่อต้องการให้ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอใช้

ส่วนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี โดยเฉพาะสายโอเลฟินส์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ยังอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่าน รวมทั้ง PTTGC บริหารจัดการวัตถุดิบได้ดี แทบไม่มีปัญหาด้านวัตถุดิบทั้งแนฟทาที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมัน รวมทั้งอีเทนและโพรเพนที่ได้จากโรงแยกก๊าซฯปตท. ทำให้PTTGC มีปริมาณการผลิตปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ซึ่งไตรมาส 2/2569 มาร์จินปิโตรเคมียังอยู่ระดับสูงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้วัตถุดิบปิโตรเคมีไม่สามารถส่งออกมาได้ โรงงานหลายแห่งในเอเชียเลือกที่จะหยุดชั่วคราวหรือลดกำลังการผลิตลงจนกว่าจะมีวัตถุดิบเพียงพอ ทำให้ตลาดเม็ดพลาสติกยังคงตึงตัว และราคาสูงตามทิศทางราคาน้ำมัน

ส่วนความคืบหน้าการลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) ระหว่าง PTTGC กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์ (Olefins) และพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) นั้น คาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569

IRPC ชี้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัว98-105ดอลล์/บาร์เรล

ด้าน IRPC คาดไตรมาส 2/2569 ตลาดน้ำมันดิบและปิโตรเคมียังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 98 - 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากผลกระทบด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์การขนส่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะช่วยให้อุปทานทยอยฟื้นตัว ส่วนตลาดปิโตรเคมี ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายประเทศในภูมิภาคปรับลดกำลังการผลิตเพื่อบริหารความเสี่ยง ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้ม

ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งยังมีความต้องการต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว

ส่วนผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 IRPCมีรายได้จากการขายสุทธิ 67,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และมี Market GIM

อยู่ที่ 7,902 ล้านบาท หรือ 13.21 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากไตรมาส 4/2568 โดยบริษัทมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 9,843 ล้านบาท หรือ 16.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

BCPชี้Q2ค่าการกลั่นใกล้เคียงภาวปกติ

BCP แจ้งไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อนและกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 190% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นการตลาด และพลังงานชีวภาพมี EBITDA เพิ่มขึ้น โดยธุรกิจโรงกลั่นที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเฉลี่ยในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279,800บาร์เรล/วัน (รวม2โรงกลั่น “บางจากพระโขนง”และ”บางจากศรีราชา” ) รองรับความต้องการบริโภคน้ำมันในประเทศที่ปรับเร่งตัวขึ้น ประกอบกับ Crack Spread ของน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนมี.ค. 69 ส่งผลให้ค่าการกลั่นดีดขึ้นแตะ 18.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของ Crack Spread ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนของสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า โดยเป็นผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized Loss) จำนวน 3,350 ล้านบาท แต่ชดเชยด้วยการรับรู้กำไรจากสต็อกสินค้า Inventory Gain ของกลุ่มบริษัทฯ จำนวน 8,299 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนในไตรมาส 2/2569 BCP จะทยอยรับรู้ผลกระทบต้นทุนจัดหาน้ำมันสูงขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีการจัดหาน้ำมันดิบไปแล้วถึงเดือนกรกฎาคม 2569 คาดราคาน้ำมันดิบดูไบในไตรมาส2 นี้แกว่งตัวในกรอบ 90-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความผันผวนราคาน้ำมันทำให้บริษัทรับความเสี่ยงด้านค่าการกลั่น ที่ล่าสุดได้ปรับลดลงมาอยู่ใกล้เคียงภาวะปกติแล้ว

อย่างไรก็ดี บริษัทรับรู้รายได้จากโครงการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)ที่เปิดเชิงพาณิชย์แล้ว เบื้องต้นบริษัทจะทยอยส่งออกน้ำมันSAFให้ผู้ซื้อระดับโลกในยุโรป เริ่มส่งออก 19พ.ค.2569

SPRCวางแผนรับมือขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

SPRC เผยแนวโน้มไตรมาส 2/2569 ค่าการกลั่นยังคงมีความผันผวนตามราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งบริษัทยังได้รับผลกระทบจากมาตรการภาครัฐที่เข้ามาควบคุมราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เตรียมแผนบรรเทาผลกระทบในหลายด้านไว้แล้ว ทั้งการบริหารสต็อกลดผลกระทบ Stock Gain/Loss และรับมือความเสี่ยงหากเกิดวิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ

8232;ปัจจุบันSPRC มีการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนประมาณ 25-35% ต่อเดือน ที่เหลือจัดหาน้ำมันแหล่งน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆแทน เพื่อลดพึ่งพาจากตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ดี สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนอย่างมาก โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปจากตลาดประมาณ 10-12 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 10-15% ของซัพพลายทั่วโลก ทำให้หลายประเทศต้องดึงสำรองคลังน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศมาใช้แล้วประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการเสนอปลดล็อกการส่งออกน้ำมันJet A1 คาดว่าจะเริ่มต้นเดือนมิ.ย.2569เบื้องต้นจะกำหนดประเทศที่ให้เสนอขายได้ อาทิ ลาว เมียนมา เวียดนามและฟิลิปปินส์ ทั้งนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำมันล้นถังเก็บ

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...