โปร่งใสขึ้น! กฎติดป้ายเนื้อหาสร้างจาก AI ในจีน คุมข่าวปลอม
และมี Metadata ซึ่งเป็นเครื่องมือมองไม่เห็นที่ทำหน้าที่เสมือนระบบการติดป้ายกำกับสำหรับการตรวจสอบติดตาม โดยกฎระเบียบนี้สอดรับกับจำนวนผู้ใช้เอไอ (AI) ในจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหน่วยงานรัฐเรียกร้องการกำกับดูแลที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลสารสนเทศและโครงข่ายอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศจีนระบุว่าจำนวนผู้ใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generative AI) ในจีนอยู่ที่ 515 ล้านคน เมื่อนับถึงเดือนมิถุนายน 2025 เพิ่มขึ้น 266 ล้านคนจากเดือนธันวาคม 2024 และเพิ่มขึ้นเกือบเป็นสองเท่าในเวลาเพียงหกเดือน
แนวทางแก้ไขที่จับต้องได้
หน่วยงานกำกับดูแลจีนกังวลว่ารูปภาพ วิดีโอ และเสียงปลอมอาจสร้างความเข้าใจผิดและกลายเป็นเครื่องมือการฉ้อโกง ท่ามกลางกระแส Generative AI ที่หลั่งไหลสู่สื่อสังคมออนไลน์ การติดป้ายกำกับเนื้อหาเอาไว้จึงช่วยฟื้นฟูความโปร่งใสได้โดยไม่เป็นการปิดกั้นนวัตกรรม โดยแอปพลิเคชันวิดีโอสั้นอย่างโต่วอิน (Douyin) ซึ่งเป็น TikTok เวอร์ชันจีน และไคว่โซ่ว (Kuaishou) แอปพลิเคชันแชร์วิดีโอจีน ได้เพิ่มการแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ระบุว่าเนื้อหานั้นสร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ ขณะที่แพลตฟอร์มเสียงออนไลน์อย่างสี่หม่าลาหย่า (Ximalaya) เพิ่มคำเตือนทั้งแบบเสียงพูดและข้อความ
หลังจากบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าวเป็นเวลาสี่เดือน แพลตฟอร์มสร้างคอนเทนต์ปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ เช่น โต้วเปา (Doubao) ดีปซีก (DeepSeek) เควน (Qwen) และอีเหยียน (Yiyan) ได้ติดป้ายกำกับเนื้อหาสร้างจากเอไอในเนื้อหาที่สร้างขึ้นมากกว่า 1.5 แสนล้านชิ้น ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ ส่วนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชั้นนำได้เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลบนหน้าจออย่างชัดเจนให้กับเนื้อหาสร้างด้วยเอไอกว่า 220 ล้านรายการ
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซีอัน เจียวทงเผยว่าตั้งแต่กฎระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ ผู้ใช้งานมีความระแวดระวังต่อเนื้อหาที่ไม่คุ้นเคยเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 40 ขณะที่การระบุข้อมูลแฝงยังช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถระบุเครื่องมือที่ใช้สร้างเนื้อหาและเส้นทางการเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ติดตามตัวผู้รับผิดชอบทำได้รวดเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น กรณีการสอบสวนข้ามพรมแดนเกี่ยวกับข่าวปลอมที่สร้างด้วยเอไอ (AI) ซึ่งใช้ระยะเวลาสืบหาต้นตอลดลงจากค่าเฉลี่ย 72 ชั่วโมง เหลือเพียง 12 ชั่วโมง
ความท้าทายใหม่
เมื่อป้ายกำกับที่มองเห็นได้แพร่หลายมากขึ้น ความพยายามลบป้ายเหล่านี้จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยธุรกิจบริการหลบเลี่ยงการระบุที่มาเนื้อหาเอไอ (AI) เริ่มถูกโฆษณาอย่างเปิดเผย มีตั้งแต่เครื่องมือพื้นฐานราคาเพียง 9.9 หยวน (ราว 45 บาท) ไปจนถึงบริการปรับแต่งแบบพิเศษที่มีราคาสูงถึงหลักพันหยวน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่ามีการพัฒนาจากการครอปตัดภาพอย่างง่าย ไปเป็นกระบวนการหลายชั้นที่รวมถึงการล้าง Metadata การแปลงรูปแบบไฟล์ซ้ำหลายครั้ง และการโพสต์ใหม่ข้ามแพลตฟอร์ม ทำให้เนื้อหาที่ถูกระบุบนแพลตฟอร์มหนึ่งอาจไม่ถูกตรวจพบในอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้สังเกตการณ์ยังระบุว่าบทลงโทษสำหรับผู้ที่ละเมิดกฎการติดป้ายกำกับเนื้อหานั้นยังขาดความชัดเจน ขณะที่ตัวรูปแบบของเครื่องหมายเองก็ยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ด้านเจี่ยงเยี่ยนซวง ผู้ช่วยนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาและการพัฒนาสังคมแห่งมหาวิทยาลัยครูปักกิ่ง เผยว่าเทคโนโลยีกำกับดูแลบนแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ยังเปราะบาง จึงเสนอให้เร่งการกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีการติดป้ายกำกับเนื้อหาสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ และข้อกำหนดทางเทคนิคที่ชัดเจนขึ้นสำหรับแต่ละแพลตฟอร์มและประเภทเนื้อหา เพื่อป้องกันช่องว่างการกำกับดูแลที่เกิดจากความไม่สอดคล้องทางเทคนิค
แล้วกฎหมาย AI ไทย อยู่ในขั้นตอนไหน?
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA มีการเปิด (ร่าง) หลักการกฎหมาย AI เน้นคุมความเสี่ยงสูง ดันมาตรฐานใหม่ ใช้ AI ไม่ละเมิดสิทธิ – รับผิดชอบ ไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2568
ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโสสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ให้ข้อมูลไว้ว่า สำหรับ การออกแบบร่างกฎหมายปัญหาประดิษฐ์ มีจุดที่จะต้องพิจารณา 3 เรื่องสำคัญ คือ (1) การปลดล็อกในประเด็นทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (2) การส่งเสริมที่ควรกำหนดไว้เพื่อสร้างความชัดเจนในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ อาทิ การให้ทุน การลดภาษี การสร้างแรงจูงใจ (3) การคุ้มครองหรือเรื่องธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์
โดยประเด็นหลักที่ได้จากการศึกษาการบังคับใช้กฎหมาย AI ในต่างประเทศทำให้ทราบว่าการวางแนวทางสำหรับ ธรรมาภิบาล AI นั้นไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะในรูปแบบกฎหมาย แต่สามารถทำได้ในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับ Guideline หรือ Best Practice ระดับ Soft Law และระดับ Hard Law โดยความเข้มข้นของการกำกับ – ดูแลก็ควรจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมในแต่ละประเด็นที่แตกต่างกัน และต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีไปพร้อมกันด้วย ซึ่งการออกกฎหมายที่ครอบคลุมความเสี่ยงในทุกเรื่อง ทุกระดับความเสี่ยงแบบ one size fit all อาจจะไม่ใช่แนวทางการกำกับ-ดูแล AI ที่เหมาะกับประเทศไทยนัก เพราะโจทย์สำคัญของเราคือ การกำกับและ ดูแล AI โดยไม่ขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม สำหรับ “(ร่าง) หลักการกฎหมายเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” จะมีเนื้อหาที่ครอบคลุมทั้ง การวางหลักการพื้นฐานที่สำคัญแก่ระบบกฎหมาย, มาตรการส่งเสริมในทางกฎหมายที่จำเป็น เช่น Text and Data Mining, Regulatory Sandbox กำหนดแนวทางกำกับความเสี่ยงจาก AI โดยเฉพาะการใช้งานในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (High-Risk AI), การส่งเสริมการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบ ผ่านกลไกการกำกับดูแลที่เหมาะสมใน แต่ละบริบท, การกำหนดบทบาทของหน่วยงานกำกับเฉพาะด้าน ให้สามารถออกมาตรการควบคุมหรือส่งเสริม AI ได้อย่างยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการกำหนดองค์กรสนับสนุนการทำงานของกฎหมายฉบับนี้ เป็นต้น
โดยร่างกฎหมายนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่คือการสร้าง ‘สมดุล’ ระหว่างการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อประโยชน์ของสังคม กับการคุ้มครองความปลอดภัย สิทธิ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ในยุคดิจิทัล และเพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของ AI ไทย
แม้กฎหมาย AI ของไทย จะยังไม่ร่างเสร็จสมบูรณ์ แต่การใช้ AI สร้างคอนเทนต์ปั่น ข่าวปลอม ข้อมูลโดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เผยว่า การเรียกยอดไลก์ สร้างกระแส ใช้ AI สร้างภาพข้อมูลปลอมทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย สร้างความตื่นตระหนก สร้างเรื่องเท็จ มีสิทธิ์ติดคุก ทั้งผู้สร้างคอนเทนต์และผู้แชร์ โดยโทษกรณีสร้าง/แชร์ข้อมูลเท็จ ตาม พ.ร.บ.คอมฯ ม.14 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, กรณีทำให้ผู้อื่นเสียหาย/หมิ่นประมาท ตาม ป.อาญา ม.326 จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
🎬รับชม : กฎหมายว่าไง เมื่อ AI ถูกใช้ปลอมเสียง-ใบหน้าจนเกินเลย | รู้ทันกันได้ | วันใหม่วาไรตี้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : Xinhua, cybernewscentre, สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ETDA, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
ตรวจสอบข่าวปลอมคัดกรองข่าวจริงกับ Thai PBS Verify