โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Film Co-production คิด–ทุน–ทำ เปิดดีลข้ามประเทศ

นิตยสารคิด

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
film-co-production-cover

(Belkaa Photographer/Unsplash)

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ฮอลลีวูดแทบไม่ผลิตหนังฟอร์มยักษ์โดยอาศัยการลงทุนและการถ่ายทำภายในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว บทความของ Korean Film Council ที่อ้างอิงข้อมูลบ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ–แคนาดา ระบุว่า จาก 20 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดในตลาดปี 2023 มีจำนวน 5 เรื่องที่จัดเป็น International Co-production ได้แก่ Barbie และ Oppenheimer ที่มีสหราชอาณาจักรเป็นประเทศร่วมสร้าง, The Super Mario Bros. Movie ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสตูดิโออเมริกันกับ Nintendo จากญี่ปุ่น และ John Wick: Chapter 4 ที่มีเยอรมนีร่วมลงทุนและใช้สตูดิโอ Babelsberg ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

เบื้องหลังความร่วมมือเหล่านี้คือกลยุทธ์ด้านต้นทุนและนโยบายมากกว่าการมองหา “โลเคชันสวย” เพียงอย่างเดียว หลายประเทศแข่งกันออกมาตรการจูงใจ เช่น Tax Rebate และเงินอุดหนุนการผลิตเพื่อดึงกองถ่ายเข้าประเทศ พร้อมใช้โอกาสนี้ลงทุนในสตูดิโอ ระบบ Post-production และ VFX เพื่อยกระดับตัวเองให้เป็นฐานการผลิตระดับโลก

(YMA/Unsplash)

สำหรับฝั่งสตรีมมิง รายงานฉบับเดียวกันอ้างข้อมูลจาก Ampere Analysis ระบุว่า ณ ไตรมาสแรกของปี 2024 ราว 70% ของงบผลิต Original Content ของ Netflix และ Amazon ใช้ไปกับการผลิตนอกสหรัฐฯ ขณะเดียวกันสัดส่วนผู้ชมคอนเทนต์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความสำเร็จของ Squid Game ไปจนถึงซีรีส์ The Sympathizer ซึ่งเป็น Co-production ระหว่างสหรัฐฯ–แคนาดา–เกาหลี สะท้อนว่า “การคิดข้ามพรมแดน” กลายเป็นกลยุทธ์หลักของคอนเทนต์ยุคนี้ กรณีศึกษาเหล่านี้จึงชี้ให้เห็นว่า Co-production ไม่ได้เป็นเพียงวิธีเพิ่มงบประมาณ แต่กลายเป็นโครงสร้างใหม่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่แรงจูงใจด้านภาษี นโยบายวัฒนธรรม ไปจนถึงการออกแบบเรื่องเล่าให้เข้าถึงผู้ชมหลายภูมิภาคพร้อมกัน

จากภาพใหญ่ระดับโลกนี้ หากหันกลับมาดูภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คำถามสำคัญคือ ประเทศในภูมิภาครวมถึงไทย จะใช้โอกาสจากคลื่น Co-production ลูกนี้อย่างไร ทั้งในมิติของนโยบาย ภาคธุรกิจภาพยนตร์ และคนทำหนังรุ่นใหม่ บทสนทนาบนเวที FORUM Session 2 หัวข้อ “Co-production and Collaboration in the Asia-Pacific Film Industry: Moving Towards the Global Stage | การร่วมทุนสร้างในเอเชียแปซิฟิก – ความร่วมมือในภูมิภาคสู่ตลาดโลก” ในงาน Content Project Market 2025 เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะเวทีที่พยายามตอบคำถามเหล่านี้ผ่านประสบการณ์จริงของผู้เล่นจากหลากหลายประเทศ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรหลากหลายภาคส่วนในวงการภาพยนตร์ มาร่วมกันแลกเปลี่ยนเพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของโอกาสและความท้าทายในการร่วมทุนสร้างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นำโดย ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคล อดีตประธานคณะอนุกรรมการภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ THACCA (Thailand Creative Content Agency), คุณคัทลียา เผ่าศรีเจริญ โปรดิวเซอร์จาก 185 Films และคุณ Nelson Mok โปรดิวเซอร์และผู้บริหารจาก Mokster Films ประเทศสิงคโปร์ ดำเนินรายการโดยคุณก้อง ฤทธิ์ดี รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ผู้กำกับภาพยนตร์ และนักวิจารณ์ภาพยนตร์

นโยบายและการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี พาย้อนกลับไปดูบทบาทและผลงานของ THACCA จากมุมมองของคนทำงานว่า “THACCA ได้วางกรอบการทำงานโดยยึด 4 เสาหลักเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา ได้แก่

  • ผู้สร้าง (Producers)
  • นักลงทุน (Investors)
  • ผู้ชม (Audience)
  • ภาครัฐ (Government)

ซึ่งเป็นแนวทางที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การขยายฐานนักลงทุน การสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ชม ไปจนถึงการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบของภาครัฐให้เอื้อต่อการทำงานที่คล่องตัวขึ้น ในปีแรกมีงบประมาณสนับสนุนราว 750 ล้านบาท สรุปได้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการให้ทุนผลิต การจัดอบรม และการส่งเสริมผลงานคนไทยทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงงานอีเว้นต์และเทศกาลภาพยนตร์ รวมแล้วกว่า 200-250 โครงการ และปีนี้เราวางแผนโครงการจัดฟิล์มแล็ปด้านต่าง ๆ และตลาดหนังที่เป็นเหมือนพื้นที่เจรจาธุรกิจภาพยนตร์ ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ด้วย”

“ณ วันนี้ สิ่งสำคัญไม่ว่าจะมีหรือไม่มีตัวองค์กร THACCA ก็คือ นโยบายที่ดีและโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงกรอบการทำงานที่ดีต้องคงอยู่ เราได้ผลักดันให้เกิดการรวมตัวของภาคเอกชนและสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขามีอำนาจในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยตนเอง และนโยบายที่มาจากความต้องการของคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จะต้องอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนไป และยังมองว่า อุตสาหกรรมจะมีความคล่องตัวและต่อเนื่องมากขึ้น หากไทยมีองค์กรอย่าง BFI (British Film Institute), TAICCA (Taiwan Creative Content Agency) หรือ CNC (Centre national de la cinématographie)”

(A Useful Ghost" ผีใช้ได้ค่ะ / 185 Films)

ประสบการณ์การร่วมทุนสร้าง (Co-production) และการหามองหาพันธมิตรในการผลิต

คุณคัทลียาจาก 185 Films เล่าถึงเรื่องราวในเส้นทางของโปรดิวเซอร์กับโปรเจกต์ Co-production ที่กำลังดังว่า “A Useful Ghost เริ่มต้นในปี 2017 ซึ่งในตอนนั้นเราก็กำลังผลิต The Edge of Daybreak ของไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์อยู่ ตั้งแต่เริ่มแรกก็รู้เลยว่าคงขอทุนในไทยยาก เพราะมันไม่น่าจะทำเงินและต่อมาก็เจอกับสถานการณ์โควิดด้วย ดังนั้นในช่วงพัฒนางานนี้เราจึงมองไปที่โมเดลการเข้าถึงพันธมิตรที่มีศักยภาพนอกประเทศ จึงได้ส่งโครงการไปร่วมเข้าเวิร์คชอปใน Producing Lab ของ Open Doors Lab ที่ Locarno Film Festival (สวิตเซอร์แลนด์) ซึ่งปีนั้นพวกเขาเน้นที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงมองโกเลีย แล้วอีก 2 ปีต่อมาเขาก็มี Hub สำหรับ Pitching Forum ต่ออีก โปรเจกต์เราก็ชนะได้ทุนสนับสนุนการผลิต” ประสบการณ์นั้นทำให้ได้เจอกลุ่มเพื่อนที่ภายหลังได้มาเป็น Co-producer ร่วมงานกันต่อด้วย

คุณคัทลียาแชร์มุมมองว่า “สำหรับพวกเรา หนังเรื่องแรกหรือเรื่องที่สองนั้นมีความสำคัญมาก ๆ เพราะมันเหมือนเป็นพื้นที่ที่เรายังไม่รู้ว่าผลลัพธ์มันจะเป็นอย่างไร ตรงนั้นทำให้เราสามารถสำรวจไปพร้อมกันกับคนทำหนังได้ พวกเราถือว่าตัวเองเป็นคนทำหนัง ที่ทำงานในฐานะโปรดิวเซอร์ และการมี Good Partner เป็นสิ่งที่ดี การมองหาคนทำหนังอิสระที่จะมาร่วมงานกันนั้น จำเป็นจะต้องเริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดีแบบแทบจะเหมือนครอบครัว แล้วความเชื่อใจกันจะตามมา โปรดิวเซอร์คือคนที่จะอยู่กับโปรเจกต์ไปตลอดทาง บทบาทมันไม่ใช่แค่ดูแลเรื่องการจัดการและหาเงินทุน แต่ควรต้องมีมุมมองทางศิลปะและความสร้างสรรค์ในภาษาภาพยนตร์ที่ตรงกันด้วย นี่คือคือแก่นของการผลิตร่วมกันซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนทำโปรเจกต์นี้จึงจำกัดไว้แค่ 3 คน คือ ฝั่งไทย กับ Karim Aitouna จากฝรั่งเศสที่เจอกันตั้งแต่ Open Doors และ Tan Si En จากสิงคโปร์ ซึ่งสองคนนี้จะมีความเข้าใจในบริบทของแหล่งทุนและช่วยยื่นขอรับการสนับสนุนทุนจากทางฝั่งรัฐบาลของเขาได้”

“การร่วมงานในหลายประเทศนั้นท้าทายทั้งในเรื่องกำแพงภาษาและวัฒนธรรม แต่ก็ช่วยเสริมสร้างและขยายมุมมองในการทำงานให้กันได้ อย่างที่ฝรั่งเศส การทำ Co-production โดยเฉพาะเมื่อได้รับทุนจากกองทุนสาธารณะ (Public Funding) ผู้สร้างสามารถรักษาอำนาจในการตัดสินใจและเป็นเจ้าของ IP ของตนเองได้ ซึ่งต่างไปจากแนวปฏิบัติทั่วไปของไทย” คัทลียากล่าวถึงข้อดีของการทำงานแบบ Co-production และยังกล่าวถึงหลักการทำงานว่า “แนวคิดของแต่ละโปรเจกต์จะมีกลยุทธ์ของตัวเอง ฉันคิดว่าเราต้องวางกลยุทธ์สำหรับโปรเจกต์ของเราให้ดี และให้ความสำคัญกับการทำงานในโปรเจกต์ของเราให้มาก เพราะมันสามารถส่งผลกระทบต่อโครงการถัด ๆ ไปหรือคนรุ่นต่อไปได้ ที่สำคัญเราต้องทำความเข้าใจและรับผิดชอบต่อผู้เสียภาษีในประเทศอื่น ๆ ที่ให้ทุนสนับสนุนโปรเจกต์เราอย่างถูกต้องด้วย”

(หลานม่า / GDH)

มุมมองของผู้ขายต่อภาพยนตร์ไทยในเวทีโลก

เมื่อภาพยนตร์สร้างเสร็จสิ้น กระบวนการต่อไปคือการนำผลงานไปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก ซึ่งบทบาทสำคัญหนึ่งคือ ตัวแทนขาย คุณ Nelson โปรดิวเซอร์และผู้บริหาร จาก Mokster Films ผู้มีประสบการณ์ในการขายภาพยนตร์ไทยเรื่อง "หลานม่า" ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดโลก ได้ให้มุมมองอย่างน่าสนใจว่า “ผมจะแนะนำโปรดิวเซอร์ของผมเสมอว่า ให้มีตัวแทนขาย (Sales Agent) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นขั้นตอนการพัฒนาโปรเจกต์ เพราะคนส่วนมากมักจะคิดถึงการขายในจังหวะสุดท้ายเมื่อหนังเสร็จแล้ว แต่การขายภาพยนตร์เรื่องใดก็ตามไม่ใช่เรื่องง่าย และการขายภาพยนตร์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่ใช่ภาพยนตร์หลักในวงการภาพยนตร์นานาชาติ ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ หากมีตัวแทนขายเข้าไปอยู่ในกระบวนการสร้างสรรค์ของการพัฒนาโปรเจกต์ตั้งแต่แรก เขาจะเข้าใจภาพรวมและสามารถวางแผนกลยุทธ์ทั้งหมดให้คุณได้ทันที เช่น ดูไทม์ไลน์การผลิต, คิดการเปิดตัวในตลาด และหาภาษาทางการตลาดเจอ” และอะไรคือสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นคุณสมบัติของหนังที่คนจะซื้อ “ส่วนตัวผมมองหาโปรเจกต์ที่มีความเป็นท้องถิ่นแบบ Hyperlocal คือหนังที่มีความเป็นท้องถิ่นแบบเข้มข้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีประเด็นที่เป็นสากลด้วย อะไรที่เชื่อมโยงกับผู้ชมทั่วโลกได้ ตัวอย่างที่ดีเลยคือ “หลานม่า” แม้จะเป็นภาพยนตร์แนวชีวิต ซึ่งเป็นแนวที่ขายยากกว่าภาพยนตร์สยองขวัญ แต่แก่นเรื่องสากลเกี่ยวกับครอบครัวและวัยชรากลับสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้กับคนดู มันจึงมีความดึงดูดระดับสากล” นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่หนังเรื่องนี้ขายได้ในระดับปรากฏการณ์

(Photo Credit: https://www.locarnofestival.ch/pro/activities/labs-training.html)

คำแนะนำสำหรับผู้สร้างภาพยนตร์หน้าใหม่

คุณ Nelson ยังเห็นว่า “ภาพยนตร์ไทยมีความได้เปรียบเพราะเป็นที่รู้จักในตลาดมานานกว่า 20 ปี จากความสำเร็จของหนังไทยหลายเรื่องที่สร้างรายได้ให้ผู้จัดจำหน่ายอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะอยู่ในจุดที่ดีแล้ว ส่วนตัวยังคิดว่าดีกว่านี้ได้อีก อยากให้โปรดิวเซอร์ไทยทำงานหนักขึ้นและทำหนังให้ดีขึ้นไปอีก”

ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี “ลองสำรวจโครงการที่ริเริ่มและให้การสนับสนุนโดยรัฐบาล เช่น อย่าง Content Lab นี้ หรือโครงการที่ดำเนินการโดยกระทรวงวัฒนธรรมก็มีมากพอสมควร โครงการเหล่านี้ฟรี และมีการจัดกิจกรรมให้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง หรือหากพอมีทุน การไปตลาดภาพยนตร์ในต่างประเทศในต่างประเทศก็จะเป็นประสบการณ์ที่ดี”

คุณคัทลียา “ถ้าคุณไม่รู้อะไรเลย คุณก็ควรยอมรับว่าคุณไม่รู้ และคุณก็เอาตัวเองไปเข้าร่วมเวิร์คชอป ฟิล์มแล็บ หรือเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ อย่างของไทยเราก็มีเทศกาลที่มีคุณภาพมานานแล้ว เป็นที่ที่คุณจะได้พบกับผู้ผลิต, ผู้กำกับ และผู้สร้างภาพยนตร์ที่คุณสามารถเข้าถึงและขอประสบการณ์จากพวกเขาได้"

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามของคนทำหนังในเอเชียแปซิฟิกอาจไม่ใช่ว่าจะทำ Co-production หรือไม่แต่คือ “เราจะออกแบบความร่วมมือแบบไหน” ให้ยังรักษาเสียงของตัวเองไว้ได้ ขณะเดียวกันก็เดินไปกับตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก เวที FORUM ในงาน Content Project Market 2025 หัวข้อ “Co-production and Collaboration in the Asia-Pacific Film Industry: Moving Towards the Global Stage | การร่วมทุนสร้างในเอเชียแปซิฟิก – ความร่วมมือในภูมิภาคสู่ตลาดโลก” วันที่ 11 กันยายน 2568
บทความ Why Hollywood Is Going Global: The Rise of International Co-Productions

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 138 ONE Championship วันนี้ 16 ม.ค.69

PostToday

อาฬารดาบส และอุทกดาบส อาจารย์ 2 ท่านแรก สอนอะไรพระศากยมุณี?

ศิลปวัฒนธรรม

สำรวจโมเดลบริหารจัดการวาระสุดท้ายของ ‘สวิตเซอร์แลนด์’ ฮับของบริการ ‘สิทธิจากลา’ ระดับโลก

Capital

Ice Cream Man. เพลงที่เล่าบาดแผลจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ของ RAYE ได้รับรางวัลแกรมมี่สาขาพิเศษ ในฐานะเพลงที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม

Mirror Thailand

Richemont พบยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 11% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025

THE STANDARD

วัยทองเริ่มเมื่อไหร่ และเราต้องเตรียมตัวล่วงหน้าตั้งแต่อายุเท่าไหร่ถึงจะรอด

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...