โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

สำรวจโมเดลบริหารจัดการวาระสุดท้ายของ ‘สวิตเซอร์แลนด์’ ฮับของบริการ ‘สิทธิจากลา’ ระดับโลก

Capital

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

ยิ่งใกล้วันดีเดย์เลือกตั้งใหญ่ บรรดาพรรคการเมืองต่างงัดนโยบายหาเสียงออกมาไม่เว้นวัน ทำได้จริงบ้าง ชวนเพ้อฝันสร้างไวรัลบ้าง ตามแต่ประชาชนจะเลือกพิจารณา

อย่างไรก็ดีหนึ่งในนโยบายหาเสียงที่ถูกพูดถึงไม่น้อย คือการผลักดัน ‘แนวทางการจบชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์’ (Medical Assistance in Dying) ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม

นโยบายดังกล่าวมีทั้งกลุ่มคนที่ยังแคลงใจสงสัยว่าเป็นการล้ำเส้นจริยธรรมและความเชื่อทางศาสนา กับอีกกลุ่มที่มองว่าเป็นนโยบายที่ดีที่คนคนหนึ่งจะได้ใช้ ‘สิทธิ’ ความต้องการสุดท้ายในการจากลาอย่างมีคุณภาพมากที่สุด แต่ในมุมมองระดับสากล เรื่องนี้ก้าวข้ามเพียงแค่ข้อถกเถียงไปสู่การวางระบบบริหารจัดการอย่างจริงจัง โดยมีทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ecosystem นี้

คอลัมน์ Recap ตอนนี้จะพาไปสำรวจโมเดลการจัดการจากประเทศที่ ‘สิทธิจากลา’ ถูกกฎหมาย เพื่อทำความเข้าใจว่าโลกบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไรให้ยั่งยืนและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากที่สุด

[ทำความเข้าใจก่อนถึงการการุณยฆาตกับการช่วยเหลือในการยุติชีวิตตนเอง]

ก่อนจะไปสำรวจว่าการบริการที่เกิดจากการยอมรับกฎหมายการุณยฆาตเป็นยังไง เราขอชวนมาทำความเข้าใจก่อนว่า การการุณยฆาตที่เรากำลังถกเถียงกันอยู่นั้น จริงๆ แล้วมีอยู่ 2 ประเภท

1. Active Euthanasia (การุณยฆาตเชิงรุก) แพทย์เป็นผู้จัดหาเครื่องมือ เช่น การฉีดยา หรือการปล่อยยาเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปทันทีโดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน

2. Passive Euthanasia (การุณยฆาตเชิงรับ) เป็นการยุติการรักษาจากแพทย์ เช่น การถอดเครื่องช่วยหายใจหรือเครื่องพยุงชีพ และไม่ปั๊มหัวใจหากเกิดกรณีหัวใจหยุดเต้น เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปตามธรรมชาติ ทว่ามีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานก่อนจากไป

ทั้งสองข้อที่ว่านี้ล้วนมีหลักการเดียวกันคือ ผู้ป่วยหรือญาติใกล้ชิดเป็นผู้ยินยอมในการแจ้งความประสงค์ขอยุติชีวิต และแพทย์ประเมินอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าโรคร้ายที่ผู้ป่วยเผชิญไม่สามารถรักษาให้หายขาดและมีทีท่าทวีความเจ็บปวดมากกว่าเดิม

ประเทศที่ให้การยอมรับการการุณยฆาตมีทั้งหมด 12 ประเทศ คือ เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, โคลอมเบีย, แคนาดา, สเปน, นิวซีแลนด์, โปรตุเกส, ออสเตรีย, สโลวีเนีย, อุรุกวัย และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสหรัฐอเมริกายอมรับเป็นกรณีพิเศษในบางรัฐ เช่น โอเรกอนและวอชิงตัน ดีซี

ทั้งนี้ ประเทศแรกที่อนุมัติการการุณยฆาตคือสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 1942 ในรูปแบบ Assisted Suicide หรือการยุติชีวิตตัวเองโดยการช่วยเหลือจากแพทย์ ต่างจากการยุติชีวิตทั้ง 2 ข้อที่กล่าวไปในข้างต้น เนื่องจากกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่อนุญาตให้แพทย์เป็นผู้ลงมืออัตนิวิบาต ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องเป็นคนลงมือจบชีวิตตัวเอง เช่น การกดปุ่มสวิตช์ฉีดยาตัวเองโดยต้องมีสติครบถ้วน

[Assisted Dying Centres ศูนย์บริการยุติชีวิตตนเองในสวิตเซอร์แลนด์]

จากข้อมูลของ thieme-connect.com แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับเข้าถึงฐานข้อมูลด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ของสำนักพิมพ์ Thieme Publishing Group ระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ขอเข้ารับการการุณยฆาตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 800% นับตั้งแต่ปี 2003-2023 โดยในปี 2023 สวิตเซอร์แลนด์มีจำนวนผู้การุณยฆาตสูงถึง 1,729 ราย เป็นรองเพียงประเทศแคนาดา, เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมเท่านั้น

สาเหตุที่ตัวเลขสูงติดอันดับโลก เพราะรัฐบาลมีกฎหมาย ‘swiss panel code มาตรา 115’ ที่ระบุไว้ว่า การช่วยให้ผู้อื่นเสียชีวิตไม่เป็นความผิด หากช่วยเหลือโดยปราศจากแรงจูงใจส่วนตัว เช่น แพทย์ที่ทำไปเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยเป็นผู้แจ้งขอความประสงค์หรือญาติแจ้งขอความประสงค์ ในกรณีผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤตไม่รู้สึกตัว แน่นอนว่าภายใต้มาตราดังกล่าวมีรายละเอียดอีกยิบย่อยเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด

ความเชื่อเรื่องสิทธิสุดท้ายนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดของคนเฉพาะกลุ่ม แต่ยังเป็นจุดยืนที่ได้รับความเห็นชอบจากประชากรส่วนใหญ่ โดยในปี 2011 เคยมีการทำประชามติครั้งสำคัญในซูริก ซึ่งผลคะแนนระบุว่าชาวเมืองกว่า 80% ปฏิเสธข้อเสนอที่จะสั่งแบนการการุณยฆาต และยังยืนยันที่จะให้สิทธินี้ครอบคลุมไปถึงชาวต่างชาติด้วย สิ่งนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สวิตเซอร์แลนด์รักษาภาพลักษณ์การเป็น 'พื้นที่ปลอดภัย' สำหรับสิทธิในการจบชีวิตโดยสมัครใจมาอย่างยาวนาน

นี่จึงเป็นที่มาที่สวิตเซอร์แลนด์มีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรสำหรับบริการช่วยเหลือการการุณยฆาตที่เรียกว่า ‘Assisted Dying Centres’ หรือ ‘ศูนย์บริการยุติชีวิตตนเอง’ ยกตัวอย่างที่มีชื่อเสียงเช่น ‘Dignitas’ ที่ก่อตั้งโดย ‘ลุดวิค มิเนลลี (Ludwig Minelli)’ ในปี 1998 ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘สิทธิในการตาย’ คือสิทธิสุดท้ายที่มนุษย์ควรได้รับ โดยการจดทะเบียนในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนั้นเป็นไปตามข้อกฎหมาย ที่ไม่อนุญาตให้ Assisted Dying Centres แสวงหาผลกำไรจากการตายของผู้อื่น และการบริการมีเพื่อ ‘บรรเทาทุกข์’ เท่านั้น แม้ภาพรวมจะมีโครงสร้างคล้ายธุรกิจก็ตาม

การบริการหลักๆ ของ Dignitas เริ่มตั้งแต่การประเมินคำร้องขอ assisted suicide (การช่วยจบชีวิต) ก่อนที่จะประสานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและจิตแพทย์ว่า ผู้ร้องขอเข้าข่ายในการการุณยฆาตหรือมีทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่าในการรักษา หากเข้าข่ายจะเข้าสู่กระบวนการขอใบสั่งยาสำหรับฉีดการุณยฆาต ก่อนจะจัดหาสถานที่และเจ้าหน้าที่ในวันดำเนินการยุติชีวิต โดยทุกขั้นตอนจะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อความโปร่งใสและแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด

นอกจากบริการการุณยฆาตยังครอบคลุมไปถึงบริการหลังการเสียชีวิต (Post-Death Services Optional) เช่น การจัดการศพ, การประสานส่งอัฐิหรือศพกลับประเทศในกรณีที่เป็นผู้เข้ารับการบริการต่างชาติ ไปจนถึงการจัดการเอกสารส่วนตัวแก่ผู้เสียชีวิต รวมค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราวๆ 4,000-7,000 ยูโร (146,000 บาท - 256,000 บาท)

ด้วยความที่สวิตเซอร์แลนด์อนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเดินทางมาเข้ารับการการุณยฆาตในประเทศได้ จึงเกิดนิยามใหม่ที่เรียกว่า ‘suicide tourism’ ยกตัวอย่างที่ในกรณีของ ‘ฌ็อง-ลุก กอดาร์ (Jean-Luc Godard)’ ผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทระดับตำนานชาวฝรั่งเศส ที่จบชีวิตตัวเองด้วยความสมัครใจในวัย 91 ปี เมื่อปี 2022 เพื่อหลีกหนีจากความทุพพลภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการบริการจากชาวต่างชาติเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2025 รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์เริ่มปรับเปลี่ยนโมเดลการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ยั่งยืนมากขึ้น เดิมทีค่าใช้จ่ายในการสอบสวนทางการแพทย์และกฎหมายหลังการเสียชีวิตมักจะแบกรับโดยงบประมาณรัฐจากภาษีประชาชน แต่ล่าสุดรัฐเริ่มปรับระเบียบให้องค์กรที่ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสอบสวนทั้งหมด รวมถึงมีการนำนวัตกรรมอย่างการเก็บหลักฐานผ่านวิดีโอมาใช้เพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสวิตเซอร์แลนด์กำลังเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่รัฐให้การสนับสนุน (subsidy) ไปสู่โมเดลที่ผู้รับบริการและองค์กรเอกชนต้องบริหารจัดการต้นทุนเอง (self-funding model) เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคมเรื่องการใช้งบประมาณรัฐเพื่อ 'นักท่องเที่ยว' ที่เดินทางมาเพื่อจบชีวิต

[Euthanasia Capsule แคปซูลเครื่องมือช่วยการุณยฆาต]

นอกจากการบริการยังมีเรื่องการพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า 'Euthanasia Capsule' หรือ 'แคปซูลการุณยฆาต' ซึ่งแคปซูลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ณ เวลานี้คือ 'ซาร์โก' (Sarco) ที่พัฒนาโดย ดร.ฟิลิป นิตช์เก (Philip Nitschke) อดีตแพทย์ชาวออสเตรเลียผู้เชี่ยวชาญด้านการการุณยฆาต จากองค์กร Exit International ด้วยเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D printing)

แคปซูลซาโกร์สามารถจุคนได้หนึ่งคน ผู้เข้ารับการการุณยฆาตสามารถกดใช้งานเครื่องได้จากภายใน ซึ่งเมื่อกดปุ่มใช้งานเครื่องจะปล่อยไนโตรเจนเข้ามาแทนที่อ็อกซิเจนทีละนิดทำให้ผู้ใช้เกิดความวิงเวียน เคลิบเคลิ้มราวกับตกอยู่ในภวังค์ก่อนจะจากไปภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 นาที

ทั้งนี้ก่อนเริ่มกดปุ่มใช้งานตัวเครื่องจะถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ เช่น “Do you know what happens if you press the button?” (คุณรู้ตัวใช่ไหมว่าหากกดปุ่มนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น?) และหากผู้ใช้งานเกิดเปลี่ยนใจกลางคันก็กดปุ่มหยุดเครื่องได้ทันที โดยเครื่องจะดูดไนโตรเจนกลับเข้าไปในถังกักเก็บ อีกทั้งตัวเครื่องยังปรับให้กระจกโปร่งใสมองเห็นภายนอก หรือปรับให้กลายเป็นกระจกทึบแสงได้เช่นกัน แต่ที่สำคัญคือการใช้งานจะต้องมีแพทย์ค่อยกำกับจนขั้นตอนลุล่วง

แม้สวิตเซอร์แลนด์จะเป็นฐานหลักในการเปิดตัวนวัตกรรมนี้ แต่ปัจจุบันเครื่อง Sarco ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงทางข้อกฎหมายอย่างหนักในสวิตเซอร์แลนด์เอง โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ทำให้สถานะการให้บริการในวงกว้างยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

ถึงตรงนี้เรื่องการุณยฆาตยังถือเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่แค่ในบ้านเราแต่รวมไปถึงทั่วโลก และอยู่บนเส้นแบ่งระหว่าง ‘ศีลธรรม’ กับ ‘สิทธิ’ ในการเลือกจบชีวิตตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี มากไปถึงเรื่องการบริการที่รองรับการการุณยฆาต ว่าสมควรหรือไม่ที่ผู้ให้บริการจะดำเนินไปในฐานะ ‘ธุรกิจประเภทหนึ่ง’ เหมือนกับการบริการเพื่อสุขภาพใดๆ หากสิ่งนี้ถูกรวมอยู่ในเรื่องของคำว่า ‘คุณภาพชีวิต’

เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นข้อถกเถียงไปอีกพักใหญ่ แต่ไม่ว่าจะจบลงยังไง ความหมายของการเลือกมีชีวิตอยู่หรือเลือกจบชีวิตตัวเองล้วนมีค่าและสวยงามไม่ต่างกัน

และหากวิตกกังวลหรือต้องการคำปรึกษาที่ดีสามารถโทรติดต่อหาสายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ที่เบอร์ 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา:

dignitas.ch/en

dignitas.ch/en/documentation/information-brochure

dignitas.ch/en/knowledge/end-of-life-regulations-countries/

election66.moveforwardparty.org/policy/detail/policy_244

thieme-connect.com/products/ejournals/abstract/10.1055/a-2370-0016

theguardian.com/society/2025/nov/30/dignitas-founder-ludwig-minelli-assisted-death

wired.com/story/the-doctor-behind-the-suicide-pod-wants-ai-to-assist-at-the-end-of-life/

cm.asiae.co.kr/en/article/2024092509025328352

swissinfo.ch/eng/assisted-suicide/switzerland-no-longer-wants-to-foot-the-bill-for-suicide-tourism/88896839

bbc.com/news/world-europe-13403074

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...