โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

KBANK คาดกรอบบาทสัปดาห์หน้า 32.30–33.00 บ. จับตาการเมืองไทย-ทองคำ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 28 มิ.ย. 2568 เวลา 03.54 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2568 เวลา 03.54 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 32.30–33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทปิดตลาดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์

โดยในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าลงแตะระดับ 33.05 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน โดยได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตามภาวะเสี่ยงทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางสัปดาห์ เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นตามทิศทางของเงินหยวนและสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ หลังจากมีรายงานว่าทั้งอิสราเอลและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์ยังอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ลดลง และสัญญาณจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเปิดทางถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากภาษีนำเข้า (Tariffs) ยังไม่ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่ง

อีกทั้ง ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับตำแหน่งประธานเฟดที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในเดือนกันยายนหรือตุลาคมนี้ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเตรียมเริ่มสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งคนใหม่ แทนนายเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะหมดวาระในปีหน้า

ขณะเดียวกัน มติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% พร้อมทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ระดับ 2.3% ยังไม่มีผลต่อค่าเงินบาทในเชิงนัยสำคัญในระหว่างสัปดาห์

โดยในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้งตามการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย ขณะที่นักลงทุนจับตาปัจจัยการเมืองภายในประเทศอย่างใกล้ชิด

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า ได้แก่ รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนพฤษภาคมของไทย สถานการณ์การเมืองภายใน ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ และทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่อาจมีผลต่อค่าเงิน ประกอบด้วย ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิตและบริการ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงานเดือนมิถุนายน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนพฤษภาคม และดัชนีการหมุนเวียนแรงงาน (JOLTS)

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของจีน อังกฤษ และยูโรโซน รวมถึงเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนของยูโรโซน ตลอดจนพัฒนาการของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านที่อาจส่งผลต่อทิศทางตลาดเงินทั่วโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...