โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพศสภาพ ความสัมพันธ์ ผ่านการเขียนของ ‘นิชตุล Shikak’

นิตยสารคิด

อัพเดต 17 ก.ค. 2567 เวลา 19.43 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2567 เวลา 19.43 น.
shilak-thai-writer-cover

‘เข้าใจ’ และ ‘ยอมรับ’ สองคำนี้เขียนไม่ยากไปกว่าคำอื่นใดเท่าที่มนุษย์จะบัญญัติไว้บนโลก หากในเชิงความหมายกลับไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับปุถุชนคนธรรมดา ไม่ว่าจะต่อตัวเองหรือผู้อื่น ความไม่ง่ายที่ว่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเพราะขั้นตอนของการเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจและยอมรับเท่านั้น แต่รวมถึงข้อจำกัด กรอบกรงของความคิดความเชื่อ ซึ่งหล่อหลอมผู้คนในสังคมให้ยึดจับรับรู้ในสิ่งเดียวกัน แล้วปิดกั้นหรือกระทั่งผลักไสสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากนั้นให้เป็นอื่น ทั้งที่ความจริงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คนทุกคนล้วนแตกต่างกัน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง นั่นทำให้บ่อยครั้งคำถามจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อเราพบกับความแตกต่างของคนอื่น แต่เกิดขึ้นเมื่อเราพบกับความแตกต่างของตัวเองด้วย

‘นิชตุล Shikak’ เจ้าของผลงานเขียน (ไทม์ไลน์ที่สูญหาย) เมื่อผมเล่าถึงคุณ, OVERDOSE และ Teen Labyrinth ในวงกตแห่งความเยาว์ ผู้ที่นิยามว่าตัวเองเป็น ‘เกย์’ ซึ่งเกิดและเติบโตมาในยุคสมัยที่ความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศยังไม่เปิดกว้างเท่าทุกวันนี้ ท่ามกลางความสับสนทั้งภายนอกและภายใน ปมปัญหาอัตลักษณ์ทางเพศ ทำให้เขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้ายาวนาน

หากมองในมุมของความหลายหลาก สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือความเป็นไปของปัจเจก เมื่อเราต่างต้องมีความสัมพันธ์กับผู้คนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งนิชตุลถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์เหล่านั้นผ่านงานเขียนของเขา เพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาของความเจ็บปวดทางใจ จนนำไปสู่การทำความเข้าใจผู้อื่น และยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น เหมือนที่นิชตุลบอกว่า “การเล่าถึงคนอื่น มันก็คือการเล่าถึงตัวเอง เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวเรากลับมา”

นิชตุล Shikak

จำได้ไหมว่าประสบการณ์ครั้งแรก ๆ ที่ทำให้คุณรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศคือเรื่องอะไร เกิดขึ้นตอนไหน
เราโตมากับครอบครัวที่พ่อเป็นใหญ่ ส่วนแม่เป็นฝ่ายที่ยอมตลอด เหตุการณ์ที่ติดอยู่ในใจก็คือตอนเรียน ม.1 เราได้ยินพ่อคุยโทรศัพท์ในเชิงชู้สาวกับผู้หญิงอีกคน พ่อบอกว่าจะซื้อรถให้ผู้หญิงคนนั้น เราเลยไปบอกแม่ ถามแม่ว่าพ่อมีชู้หรือเปล่า เรารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับแม่ ซึ่งพอบอกไปแล้วแม่เชื่อที่เราพูด แต่แม่ก็ไม่ทำอะไร หลังจากนั้นพอโตขึ้น เราก็ได้รู้ว่าแม่เคยพูดกับพ่อแล้ว แต่พ่อก็ไม่หยุดเรื่องนี้ แม่จึงได้แต่เสียใจและปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ซึ่งพอถามหาเหตุผลของแม่ แม่ก็บอกว่าแม่ต้องการให้บ้านอบอุ่น อย่างน้อยถ้ามีพ่ออยู่จะทำให้เรา หรือน้องคนที่สองที่เป็นออทิสติกรู้สึกอบอุ่น ซึ่งส่วนตัวเราคิดว่านั่นเป็นความอบอุ่นปลอม ๆ เราว่ามันไม่ยุติธรรม นี่เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าทำไมแม่ต้องยอมพ่อด้วย หรือผู้หญิงต้องยอมผู้ชายแบบนี้เหรอ ทำไมแม่ไม่เลือกการหย่า

ส่วนในเรื่องความหลากหลายทางเพศ สมัยประถมหรือมัธยมต้น ในยุคนั้นถ้าไม่แสดงออกชัดเจน อย่างตุ้งติ้งไปเลยหรือแมนไปเลยก็จะไม่มีที่ยืน เช่น ถ้าเราไปขอเพื่อนผู้ชายเตะบอล เพื่อนจะบอกว่าตุล แกไม่ใช่ผู้ชาย เตะบอลไม่ได้ ในขณะเดียวกันถ้าเราไปขอเพื่อนผู้หญิงโดดยาง เพื่อนจะบอกว่าตุล เธอเป็นผู้ชายจะมาเล่นโดดยางได้ไง บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเด็ก ถามว่าตอนนั้นคิดอะไรไหม ก็ไม่ได้คิด แต่ตอนนี้ถ้าให้มองย้อนกลับไป ก็เห็นความไม่สมเหตุสมผลบางอย่างอยู่

ในฐานะผู้มีความหลากหลายทางเพศ และเป็นคนเจนวาย ซึ่งเติบโตมาในยุคสมัยที่สังคมยังไม่เปิดกว้างเท่าวันนี้ พอจะเล่าถึงชีวิตในวัยเรียนให้ฟังได้ไหม ว่ามีความแตกต่างกับปัจจุบันอย่างไร
เรารู้ตัวว่าชอบผู้ชายตั้งแต่อายุสิบสาม แต่เราไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่าเกย์ สมัยก่อนไม่มีคำบัญญัติทางเพศที่หลากหลาย ไม่มีคำนิยามให้ค้นหาตัวตน เวลาเจอญาติพี่น้อง เพื่อนของพ่อแม่ เขาก็จะถามว่า ตุลมีแฟนหรือยัง ชอบผู้หญิงคนไหน ซึ่งเราไม่ได้ชอบผู้หญิง แต่สังคมที่ตีกรอบด้วยคำถามแบบนี้ ทำให้เราต้องไปเขียนในสมุดบันทึกว่าแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งที่ความจริงเราไม่ได้ชอบ

สมัยก่อนคำเรียกผู้มีความหลากหลายทางเพศมีแค่สองคำ คือตุ๊ดกับกะเทย ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงก็เลยและไม่เข้าแก๊ปกะเทย ไม่ได้ตุ้งติ้งออกสาวพอจะเป็นตุ๊ดด้วย มันก็มีความสงสัยในใจว่าแล้วเราเป็นใคร เราคือตัวอะไร เราประหลาดหรือเปล่า

เราไม่มีเพื่อนเป็นเกย์ และตอนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่สามารถมาแชร์ได้เหมือนทุกวันนี้ว่าฉันชอบผู้ชาย แกโอเคไหม สิ่งนี้ก่อบาดแผลทางใจอีกอย่างหนึ่งและนำไปสู่เหตุการณ์ที่ยังจำได้ดี ตอนมัธยมต้นเราเริ่มคุยกับเพื่อนผู้หญิง รู้สึกว่าคุยกับผู้หญิงแล้วมันสนุก ไม่ต้องเป็นเบ๊เหมือนตอนอยู่กับผู้ชาย แต่ด้วยความที่ไม่ได้ตุ้งติ้งมาก เราเลยโดนใส่ร้ายว่าแกล้งเป็นตุ๊ด เพราะต้องการแต๊ะอั๋งผู้หญิง เราโดนเพื่อนในชั้นตอน ม.1 สาดน้ำใส่ ตบบ้าง ต่อยบ้าง กลายเป็นคนถูกรังแก เราคิดว่าสิ่งนี้มาจากความไม่เข้าใจในเรื่องของความหลากหลายทางเพศ แม้แต่เราเองก็เพิ่งมาเข้าใจว่าตัวเองเป็นเกย์ตอน ม.4 ซึ่งก็มาจากการดูภาพยนตร์ต่างประเทศอย่างเรื่อง Mysterious Skin (2004) ทำให้ได้รู้ว่าเราไม่ได้เป็นตัวประหลาด ไม่ได้เป็นคนเดียวในโลก

เราโตมาในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต อาจเพราะปมที่เคยถูกเพื่อนใส่ร้ายว่าแกล้งเป็นตุ๊ด เราเลยสบายใจมากกว่าที่จะบอกว่าตัวเองเป็นเกย์ จำได้ว่าเปิดเผยครั้งแรกในอินเทอร์เน็ต แค่การบอกรสนิยมทางเพศ บอกใครต่อใครว่าเป็นเกย์ แม้จะเป็นแค่ในอินเทอร์เน็ต ก็ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากในสังคมไทยสมัยนั้น

มีเหตุการณ์ใดบ้างที่คิดว่ามันเกิดขึ้นเพียงเพราะเราเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ
มีที่ติดใจอยู่สองเรื่อง อย่างตอนเรียนมัธยมปลายที่รู้แล้วว่าตัวเองเป็นเกย์ และเริ่มมองหาผู้ชายที่ชอบ ซึ่งจะมีอยู่ในหนังสือ (ไทม์ไลน์ที่สูญหาย) เมื่อผมเล่าถึงคุณ เรานัดเจอผู้ชายที่สยาม แต่คราวนี้จะบอกเพื่อนว่าไปหาผู้ชายที่สยาม เราก็บอกได้ไม่เต็มปาก เราเลยโกหกว่าไปหาแม่ที่สยาม ซึ่งถ้าเราเป็นผู้ชายมันจะน่าภูมิใจด้วยซ้ำเวลาบอกว่าไปหาสาวที่สยาม แต่เรากลับต้องเลี่ยงด้วยคำโกหก

อีกเรื่องคือตอนทำงานเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เราเสนองานกับหัวหน้า สมมติเป็นหัวข้อที่มีความเป็นผู้ชายอย่างรองเท้าผ้าใบหรือวิดีโอเกม เสนอไปแล้วหัวหน้าก็ชอบแถมชมว่าไอเดียดี แต่พอจะทำ เขากลับมองว่าเรื่องแบบนี้ให้ผู้ชายแท้หรือผู้หญิงแท้ทำจะถึงกว่า จะทำออกมาได้ดีกว่าเรา สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามในใจเราว่าเป็นเกย์จะชอบรองเท้าผ้าใบหรือวิดีโอเกมไม่ได้เหรอ หรือการเป็นเกย์แปลว่าไม่มีความสามารถจะเขียนได้เลยเหรอ มันคือกรอบเดียวกับความคิดที่ว่าผู้ชายต้องใส่เสื้อสีฟ้า ผู้หญิงต้องใส่เสื้อสีชมพู

แต่ไหนแต่ไร สังคมมักมีมายาคติหรือภาพจำต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่การตัดสินแบบ เหมารวม คาดหวัง เช่น ต้องเป็นคนตลก กล้าแสดงออก ทั้งที่ความจริง ผู้มีความหลากหลายทางเพศต่างมีความเป็นปัจเจก ตุลมองเรื่องนี้อย่างไร และมันส่งผลกับเรื่องเล่าในงานเขียนมากน้อยแค่ไหน
เราโดนเต็ม ๆ ถ้าตุลจะมาสนิทกับเพื่อนผู้หญิง ตุลก็ต้องตลก คืออาจจะไม่ตุ้งติ้งแต่ต้องตลกให้เป็น กลายเป็นว่าเราต้องทำตัวตลก ทั้งที่ไม่ใช่คนตลกขนาดนั้น ออกจะเป็นคนซีเรียสด้วยซ้ำ พอต้องฝืน เรารู้สึกเหนื่อยมาก สังคมตอนนั้นมองว่า ถ้าเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็นตุ๊ดหรือเกย์ แล้วไม่ตลก ก็คือพวกไม่ได้เรื่อง ไม่น่าคบหา หรือไม่ก็จะโดนตั้งคำถามว่าเป็นจริงหรือเปล่า เหมือนที่เราเคยโดนหาว่าแกล้งเป็นตุ๊ดตอนมัธยมต้น เราเลยต้องตลก ยิ้มแย้ม สร้างเสียงหัวเราะทั้งที่เราไม่ได้ตลกกับสิ่งที่ตัวเองทำด้วยซ้ำ เรารู้สึกว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็จะหากลุ่มเพื่อนที่ยอมรับไม่ได้ มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตอนมัธยมปลายเราป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

พอทำงานเขียน เราก็อยากเขียนสิ่งที่อยู่ในใจและตรงกับความรู้สึกของตัวเองมากที่สุด ในเล่ม (ไทม์ไลน์ที่สูญหาย) เมื่อผมเล่าถึงคุณ เราเขียนออกมาจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ความโหยหา ความรัก ความเหงา ไปจนถึงการร้องขอความช่วยเหลือ ความรู้สึกพวกนี้เป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้แสดงออกมาในตอนที่อยู่กับเพื่อน หรือตอนอยู่ในสังคมเลย ทุกอารมณ์ในหนังสือเราตั้งใจให้ออกมาเรียลที่สุด โดยไม่ไปบิดเบือนว่าตุลเป็นคนตลก หรือว่าให้เสียงเล่าในเรื่อง ซึ่งก็คือตัวเราเองเป็นคนแบบที่สังคมคาดหวัง ถามว่ากลัวไหมว่าจะถูกผู้อ่านตัดสิน กลัวนะ แต่การต้องฝืนเหมือนที่ผ่านมานั้นเหนื่อยกว่า การแปรความรู้สึกออกมาเป็นงานเขียน มันคือการเยียวยาตัวเองรูปแบบหนึ่ง เป็นการยอมรับตัวเอง และก้าวข้ามผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ไปด้วย

ทราบมาว่าตุลเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม ตอนนั้นเขียนอะไร และทำไมจึงเลือกเขียนหนังสือ แทนที่การทำกิจกรรมอื่น
เราเริ่มเขียนเพราะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งต้นเหตุมาจากเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ อย่างที่บอกว่าเราต้องฝืนเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองอยู่ตลอด เลยไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำกับซึมเศร้า การเขียนในช่วงแรกจึงเป็นในรูปแบบของการระบาย เปรียบเปรยว่าชีวิตไม่ต่างอะไรจากเขาวงกต ต้องต่อสู้กับปิศาจซ้ำเดิม มันเป็นการระบายล้วน ๆ จนมาถึงช่วงที่เขียนมาได้สักหนึ่งปี อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ด มีเพื่อนคนหนึ่งในโลกออนไลน์บอกว่า ทำไมเราไม่เปลี่ยนเรื่องที่กำลังบ่นให้เป็นเรื่องเล่าล่ะ เราเลยลองเขียนเรื่องสั้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสั้นที่ใช้ได้ เป็นแค่ฉากหนึ่ง หรือบทสนทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ และเพราะตอนนั้นเราเริ่มทำความเข้าใจกับตัวเองแล้วว่าเราเป็นเกย์ เรื่องที่เขียนก็จะมีเรื่องของรสนิยมทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง มีฉากเซ็กซ์ ซึ่งก็สะท้อนความโหยหาความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเพศชาย

คิดเห็นอย่างไร ถ้าพูดว่าปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศ ส่วนหนึ่งมาจากความคุ้นชิน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ได้ตั้งใจ ยกตัวอย่างที่พูดถึงคำว่า ‘ชู้สาว’ ในการอธิบายความสัมพันธ์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งอาจมองได้ว่ามีนัยของความเป็นหญิงชาย
เรามองว่าตัวเองก็ยังสลัดคำว่าไบนารี (Binary) ไม่ออก ทุกวันนี้มีคำว่านอน-ไบนารี่ (Non-Binary) ไม่เอาคำว่าหญิงหรือชายมาแบ่ง หรือเป็นเกย์ก็ไม่ต้องมาแบ่งว่าเป็นเกย์คิง เกย์ควีน เกย์รับ เกย์รุก แต่เราเติบโตมาในยุคที่การแบ่งแยกค่อนข้างเข้มข้น เราเชื่อว่ามันฝังรากแน่นมาก ทั้งที่จริงการแบ่งแยกไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วในยุคนี้ เราพยายามอัปเดตความตระหนักรู้ของตัวเองว่า ปัจจุบันเรื่องเพศมีความผลิบาน เติบโตได้ เลื่อนไหลเปลี่ยนผ่านได้ บางทีเกย์ก็อาจพบรักกับผู้หญิง หรือผู้หญิงที่เคยชอบผู้ชายก็อาจมารักกับผู้หญิงด้วยกัน หรือแม้แต่ตัวเราเองก็ยังหวังว่าจะชอบคนได้โดยไม่เกี่ยวกับเพศ ไม่อยากติดกับการชอบผู้ชายเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าผู้ชายไม่ดี แต่มันเป็นการก้าวพ้นกรอบทางเพศที่ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก

ปัจจุบันการเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่มีความหลากทางเพศ ไม่ว่าจะในหนังสือ ภาพยนตร์ อาจไม่ใช่สิ่งใหม่อีกแล้ว ตุลคิดว่ายังมีความแตกต่างกับการเล่าเรื่องผ่านตัวละครชายหญิงหรือไม่ ถ้ามี มีอะไรบ้าง
วิธีการเล่ามันอาจไม่ต่างกัน แต่เรารู้สึกว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศจะมีประสบการณ์เฉพาะของเขา เช่น การยอมรับตัวเอง การเปลี่ยนผ่าน การเปิดเผยหรือแสดงออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างจากชายจริงหญิงแท้ ผู้มีความหลากหลายทางเพศจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เกิดคำถามกับตัวเองว่าเราเป็นอะไร เราจะยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นได้ไหม เราเชื่อว่าคนที่มีความหลากหลายทางเพศแล้วแสดงออกอย่างเปิดเผย ยิ่งในช่วงวัยรุ่น ถ้าถามคนสิบคนว่าเคยถูกบูลลี่ยังไง หรือเคยโดนล้อโดนแกล้งยังไง เราเชื่อว่าทั้งสิบคนมีเรื่องเล่าหมด เราไม่ได้บอกว่าเพศชายเพศหญิงไม่โดน แต่เขาอาจจะโดนเรื่องอื่น ผู้หญิงอาจโดนเรื่องบิวตี้สแตนดาร์ด ผู้ชายอาจโดนเรื่องความเป็นชายว่าห้ามร้องไห้ แต่ละเพศก็จะมีเรื่องที่แบกรับต่างกันไป

ในรวมเรื่องสั้น (ไทม์ไลน์ที่สูญหาย) เมื่อผมเล่าถึงคุณ เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครผู้มีความหลากหลายทางเพศกับผู้คนรอบตัว พอจะเล่าได้ไหมว่า เพราะอะไรคุณถึงเลือกเขียนถึงความสัมพันธ์เหล่านั้น
เราอยากเก็บเรื่องราวความสัมพันธ์ที่มีในชีวิต เขียนไว้ไม่ให้ลืม ช่วงแรกที่เขียนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักหมดเลย แต่พอเขียนเกี่ยวกับความรัก คนรัก มันก็มีเรื่องของเพศสภาพ การเป็น LGBTQIA+ เข้ามาเกี่ยวด้วย เราเลยเอาประเด็นนี้มาผสมร่วม บวกกับไม่ค่อยเห็นงานเขียนที่เล่าเรื่องความหลากหลายทางเพศของคนตัวเล็ก ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง ก็เลยเป็นที่มาของเรื่องราวในเล่มนี้ ซึ่งตัวละครมีทั้งเพื่อน คนรัก คนที่อยากถูกรัก จิตแพทย์ และจบด้วยคนในครอบครัว เรามองว่าคนหนึ่งคนถูกโอบล้อมด้วยรูปแบบความสัมพันธ์ที่หลากหลาย และเราตั้งใจเล่าอย่างตรงไปตรงมาที่สุด มันอาจจะไม่จริงสำหรับคนที่ถูกเล่าถึง เพราะเราใส่อารมณ์ความรู้สึกและมุมมองความคิดเห็นของตัวเองเข้าไป แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความจริง ซึ่งถูกเล่าด้วยกลวิธีแบบเรื่องสั้น

อีกหนึ่งความตั้งใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เราอยากให้เป็นหนังสือที่อ่านไม่ยาก เล่าเรื่องง่าย ๆ ใช้ภาษาเรียบง่าย ให้คนอ่านเกิดความรู้สึกว่าถ้าเขาอยากถ่ายทอดเรื่องราวผ่านศิลปะในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน วาดภาพ หรืออะไรก็ตาม เขาก็สามารถทำได้เช่นกัน

ถ้าพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์กับตัวเองก็เป็นอีกด้านที่มีความสำคัญ สิ่งนี้มีผลกับคุณและตัวละครในงานเขียนของคุณอย่างไรบ้าง
ก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยชอบตัวเอง ในด้านที่เป็นคนไม่มั่นใจ ไม่เก่ง ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ในเรื่องความสัมพันธ์เราเป็นคนยอมคน บางทีก็คิดว่าเป็นเพราะเรายอมหรือเปล่า คนอื่นเลยไม่ให้ความสำคัญ รวมถึงความสัมพันธ์ที่เจ็บช้ำในอดีต อย่างตอนที่เปิดเผยกับแม่ว่าเราเป็นเกย์ แม่บอกว่าตุลจะเป็นอะไรก็ได้ ขอให้เป็นคนดีก็พอ ในตอนนั้นเราไม่ชอบคำว่า ‘เป็นคนดีก็พอ’ เราไม่ชอบการเอาคำว่าคนดีมากำกับ เราอยากเป็นแค่ตุล อยากเป็นแค่ลูกของแม่ แต่พอเราเขียนหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีบทที่พูดถึงแม่ด้วย มันก็เกิดความเข้าอกเข้าใจในตัวเองและตัวแม่

เรารู้สึกว่าทุกวันนี้ ความหลากหลายทางเพศที่เห็นผ่านสื่อต่าง ๆ มันพยายามตะโกนว่าต้องรับเราให้ได้ทั้งหมด ยอมรับเราให้ได้ เข้าใจเราให้ได้ แต่ความจริงกว่าเราจะเข้าใจตัวเองได้ กว่าจะยอมรับว่าตัวเองเป็นเกย์ได้ กว่าจะพูดออกมาได้เต็มปากและกล้าเปิดเผยกับสังคม มันต้องใช้เวลาเป็นปี เราเลยมองว่าถ้าคนคนหนึ่งอย่างแม่จะใช้เวลาในการยอมรับและทำความเข้าใจในตัวเรา มันก็ต้องใจเขาใจเรา รวมถึงการตระหนักรู้ทางสังคมด้วย เรารู้สึกว่ามันต้องใช้เวลา ยิ่งกับคนรอบข้าง คนสำคัญใกล้ชิด เราใช้เวลาเท่าไร เราก็น่าจะให้เวลาเขาเท่ากับที่เราให้ตัวเอง

เอาเข้าจริงแล้ว การเล่าถึงคนอื่นมันก็คือการเล่าถึงตัวเอง เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวเรากลับมา เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น แม้ยังไม่อาจเรียกได้ว่าภาคภูมิใจ แต่เราชอบตัวเองมากขึ้น และสามารถก้าวเดินต่อไปได้

Creative Ingredients
ปกติเขียนหนังสือเวลาไหน
ชอบเขียนตอนเช้า หลังจากเดินออกกำลังกาย ในช่วงระหว่างเดินก็ขบคิดเรื่องราวที่จะเขียนในหัว พอเดินเสร็จก็รีบเปิดโน้ตบุ๊กเขียนเลย เพราะเป็นช่วงที่สดชื่นและมีพลังที่สุด

อยากให้เลือกโควทจากงานเขียนของตัวเองมาสัก 2 วรรคตอน พร้อมเหตุผล
ประโยคแรกคือ “ผมผ่านความเจ็บปวดมาได้ แต่ไม่เคยจัดการมันได้เลย มันอยู่ยังไงก็อยู่อย่างนั้น ผมก็แค่รอดมาได้” เป็นท่อนที่ทำให้ผมรู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อ หลังจากผ่านเหตุการณ์ความเจ็บปวดกับโรคทางใจ แต่ก็รอดมาได้ เป็นความหวังว่ายังอยากใช้ชีวิตต่อไป

ประโยคที่สองคือ “เขาเป็นคนที่ผมอยากจะเป็น คนที่กล้าทำทุกสิ่งที่อยากทำ คนที่ทิ้งอะไรเก่า ๆ ไปหาสิ่งใหม่ได้ คนที่มีความมุ่งมั่นในการใช้ชีวิต ผมอยากเป็นคนแบบนั้น คนที่สัมพันธ์กับคำว่าอิสระ” เวลาอ่านท่อนนี้แล้วรู้สึกอยากพัฒนาตัวเอง อยากก้าวข้ามความคิดลบติดหล่มต่าง ๆ แล้วพยายายามมองหาสิ่งที่อยากทำ ลงทุนลงแรงทำในสิ่งที่เชื่อมั่นด้วยใจที่เป็นอิสระ

ช่วยแนะนำนวนิยายหรือเรื่องสั้น ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศสักเล่มหนึ่ง
เราชอบ ห้องของโจวันนี (Giovanni's Room, 1956) วรรณกรรมเกย์คลาสสิก เขียนโดย เจมส์ บอลด์วิน เมื่อ 68 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าเขาเขียนในเรื่องที่ LGBTQIA+ ทุกคนต้องเจอ นั่นก็คือการเปลี่ยนผ่านภายใน การยอมรับตัวเอง การรังเกียจตัวเอง ในเรื่องตัวละคร “เดวิด” มีคู่หมั้นเป็นผู้หญิง แต่แล้วก็ไปหาโจวันนี ซึ่งเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ มันจะมีการผลักและดันกันอยู่ตลอด เดี๋ยวรักเดี๋ยวด่า สำหรับเรามันคือการสะท้อนกลับของตัวเอง เพราะกว่าเราจะเข้าใจตัวเองได้ก็ผ่านการผลักและการดันแบบนี้ ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยก็ยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในใจของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

เรื่องและภาพ : จรณ์ ยวนเจริญ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

ไรเดอร์ถูกขโมยรถ จับได้ ขอบวช 3 เดือน

THE PATTAYA NEWS

ตามหา "อชิจะ" หายจากเคหะนครปฐม พบเห็นติดต่อกลับ 1644 สวพ.FM91

สวพ.FM91

สึกแล้ว! พระครูเจ้าอาวาสวัดดังย่านบางกรวยขอลาสิกขา เซ่นคลิปฉาว

Manager Online

PIER วิเคราะห์มาตรการ CBAM จุดเปลี่ยนผู้ส่งออกไทยในตลาดยุโรป

ไทยพับลิก้า

ยอมสึกแล้ว! พระครูวัดดังนนทบุรี มีโลกหลายใบ จนสีกาทะเลาะเดือดหึงหวง

เดลินิวส์

ยาย 80 กินข้าวหมูติดคอดับสลด ลูกเศร้าเตือนอุทาหรณ์ อย่าปล่อยผู้สูงอายุอยู่ลำพัง

เดลินิวส์
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...