โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

PSP เร่งขยายตลาด “ตปท.” เต็มสูบ ดันยอดขายปี 67 โต 20%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 21 พ.ค. 2567 เวลา 02.53 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ว่าบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานในไตรมาส 1/2567 อยู่ที่ 3,504 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 3,075.87 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรสุทธิ 184.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 338% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 42.14 ล้านบาท ซึ่งกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นได้รับปัจจัยหนุนมาจากยอดขายที่เติบโตจากลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงหลังนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนเสนอขายหุ้น IPO ส่วนหนึ่งไปชำระหนี้สถาบันการเงิน

โดยในไตรมาส 1/2567 บริษัทได้เข้าลงทุนใน บริษัท จีเนียส เจเนติกส์ จำกัด หรือ GeneusDNA จำนวน 125 ล้านบาท ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายและให้บริการแปลผลจากชุดตรวจ DNA สาเหตุที่ PSP ได้เข้าลงทุนมาจากเทรนด์การเติบโตในธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาบริษัท GeneusDNA สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่บริษัทมี Hidden Value of DNA จำนวน 50,000 ตัวอย่าง มากที่สุดในอาเซียนซึ่งปัจจัยสนับสนุนต่อการวิจัยเพื่อต่อยอดธุรกิจ DNA ในอนาคต

อีกทั้ง บริษัทได้เดินหน้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น บริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง สัดส่วน 65% มูลค่า 409.50 ล้านบาท ซึ่งเป็นผู้ให้บริการกำจัดสารเคมีใช้แล้วด้วยวิธีการนำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมบริการกำจัดสารเคมีด้วยกระบวนการรีไซเคิล โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจนี้ในปี 2567 เนื่องจาก PSP มั่นใจในอัตราการเติบโตที่ผ่านมาของ รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งในปี 2563 สามารถสร้างการเติบโตทางรายได้อยู่ที่ 900 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คาดการณ์ว่าปี 2569 สะสามารถเติบโตที่ 1,199.50 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5% จากปัจจัยการมีลูกค้าที่หลากหลายกลุ่ม อาทิ รถยนต์อุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมเคมี, อิเล็กทรอนิกส์, ภาครัฐ และสถานศึกษา เป็นต้น

“สำหรับบริษัทมี 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินการอยู่ คือ (Lubricant) น้ำมันหล่อลื่นสำหรับยานยนต์ และน้ำมันหล่อลื่นสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 212 ล้านลิตรต่อปี และ (Grease) จารบีสำหรับยานยนต์ กำลังการผลิตอยู่ที่ 27,548 ล้านลิตรต่อปี (สูงสุดในประเทศไทย), (Rubber Process Oil) น้ำมันที่ช่วยในการขึ้นรูปยางรถยนต์ กำลังการผลิตส่วนนี้อยู่ที่ 44 ล้านลิตรต่อปี รวมไปถึงน้ำมันประเภท (Transformer Oil) ซึ่งจะใช้ในหม้อแปลงไฟฟ้าโดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 25 ล้านลิตรต่อปี” นายเสกสรร กล่าว

นายเสกสรร กล่าวอีกว่า ในส่วน 4 กลุ่มธุรกิจหลักผลิตภัณฑ์ที่กินส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดในปี 2566 คือ (Lubricants) มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 24%, (Grease) อยู่ที่ 45% และสุดท้าย (Transformer Oil) อยู่ที่ 68% ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่บริษัทให้บริการทั้งกลุ่มยานยนต์, อุตสาหกรรม, พลังงานและสาธารณูปโภค ธุรกิจการค้า และโลจิสติกส์ โดยได้ขายสินค้าออกไปมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลกครอบคลุมทวีปเอเชีย และตะวันออกกลางรวมถึงแอฟริกาและยุโรป

ทั้งนี้ คาดการณ์ภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันหล่อลื่นในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงปี 2563-2571 จะสามารถเติบโตอยู่ที่ 2.80% ซึ่งจากการเติบโตนั้นบริษัทต้องการรักษาการเป็นผู้นำในธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นผ่านการดำเนินการขยายตลาดสู่สากลมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและจัดการช่วงโซ่อุปทาน ขณะที่เป้าหมายของบริษัทต้องการการเติบโตในผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ (Lubricants) เติบโต 50%, (Specialty Products) อยู่ที่ 25% และ (Trading Servicer) 25% รวมถึงการสร้างการเติบโตในตลาดต่างประเทศ 30% ภายใน 3 ปีข้างหน้า (2567-2569) โดยจากเดิมในไตรมาส 1/2567 ตลาดต่างประเทศเติบโตอยู่ที่ 15.40%

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนในการขยายโปรดักส์ให้มีความหลายหลายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มน้ำมันอเนกประสงค์ รวมถึงการผลิตน้ำมันหล่อลื่นเกรดอาหาร หรือ (Food Grade Lubricant) ซึ่งล่าสุดบริษัทได้เป็นผู้ผลิต AdBlue รายแรกในประเทศไทย โดย AdBlue คือน้ำยาบำบัดไอเสียในเครื่องยนต์ดีเซล ปัจจุบันมีกำลังในการผลิต AdBlue อยู่ที่ 10 ล้านลิตรต่อปี

นอกจากนั้น บริษัทยังมีแผนสร้างผลิตภัณฑ์ที่รักษ์โลก หรือ (Greenovative Creation) อาทิ การนำน้ำมันล่อลื่นที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ Re-Refined Base Oil, การผลิตน้ำยาหล่อเย็นแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า จารบี และน้ำมันเกียร์ (EV AppLication) รวมไปถึงน้ำมันชีวภาพที่ทำจากปาล์มออย Bio-Based Lubricant

“อย่างไรก็ตามยังมีเป้าหมายในการส่งเสริมการเป็นแห่งบริการห้องปฏิบัติการและฝึกอบรมความปลอดภัยให้แก่โรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงของบริษัท อาทิ สมุทรสาครและภาคตะวันตก ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักๆของบริษัท รวมไปถึงการขยายการลงทุนผ่านเครือข่ายเข้าซื้อในบริษัทย่อย เพื่อผสานธุรกิจระหว่างกันให้เติบโตไปข้างหน้า” นายเสกสรร กล่าว

นอกจากนี้ในปี 2567 บริษัทคาดการณ์ให้ผลประกอบการออกมาในทิศทางที่ดีจากการเติบโตในบริษัทย่อยต่างๆ อาทิ การฟื้นตัวของกำไรจาก WhatsEgg (Thailand) และ Pacific-PSP Syntech

โดยที่ผ่านมาธุรกิจที่บริษัทได้เข้าไปลงทุนในประเทศสิงคโปร์อย่าง WhatsEgg ซึ่งบริษัทที่ให้บริการซื้อขายอะไหล่ยานยนต์ผ่านแอพพลิเคชั่น มีผลการดำเนินงานที่ปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ PSP คาดการณ์ว่าภายในปี 2567 จะสามรถสร้างยอดซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอยู่ที่ 746 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 403 ล้านบาท และจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้ผลงานบริษัทเติบโตในอนาคต สุดท้ายนี้ภาพรวมปี 2567 คาดการณ์ว่าจะมียอดขายกลุ่มผลิตภัทฑ์เติบโตประมาณ 10-20% ขณะที่ธุรกิจในประเทศบริษัทจะมุ่งเน้นกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นสำหรับภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นซึ่งในปี 2567 นอกจากนี้ บริษัทยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจ เพื่อการเติบโตที่แข็งแกร่งและมั่นคง พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าจะได้แรงหนุนจากการลงทุนในบริษัทย่อยต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...