โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

SJWD รายได้ขนส่งพุ่ง ดันกำไรปี 67 โต 47% แตะ 1.1 พันล้าน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 28 ก.พ. 2568 เวลา 03.53 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD รายงานผลการดำเนินงานงวดปี 67 สิ้นสุด 31 ธ.ค.67 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

โดยบริษัทรายงานกำไรสุทธิปี 67 อยู่ที่ 1,119.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 761.32 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากบริษัทมีรายได้รวม 24,705.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม อยู่ที่ 23,979.0 ล้านบาท โดยรายได้เพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานของหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารคลังสินค้าความคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็ง บริการขนส่งสินค้า Business-to-Business (B2B) และ Direct-to-Customer (D2C) รวมถึงบริการขนส่งระหว่างประเทศ ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน

โดยกลุ่มธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็น และแช่แข็ง มีรายได้ 1,051.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 994.9 ล้านบาท โดยมีสาเหตุจาก 1.) สถานการณ์ปลาทูน่า มีปริมาณปลาทูน่าที่เก็บในสต็อกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้จับปลาทูน่าได้ยาก และ 2.) สถานการณ์ไก่เริ่มฟื้นตัว มีสินค้ามาเก็บในสต็อกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2567 เนื่องจากสถานการณ์ราคาไก่ที่ผ่อนคลายลง

ในด้านธุรกิจแบบ Business-to-Business (B2B) บริษัทฯ มีรายได้ 8,429.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 7,890.1 ล้านบาท มีสาเหตุจากการขยายบริการขนส่งให้กับลูกค้าภายในและภายนอกเครือเอสซีจีซึ่งบริษัทฯ ยังคงมุ่งเพิ่มสัดส่วนการขนส่งของลูกค้าเอสซีจีอย่างต่อเนื่องโดยขยายบริการและโครงการใหม่ร่วมกับลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทยังขยายสู่ลูกค้านอกกลุ่ม เอสซีจีโดยเน้นกลุ่ม B2B ในพื้นที่ที่เสริมเครือข่ายปัจจุบัน

อีกทั้ง ยังมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนต่อหน่วย ผ่านการรวมปริมาณการขนส่งและการบริหารรอบขนส่งสินค้าไป-กลับ (Headhaul and Backhaul Management) ข้ามภูมิภาคและกลุ่มลูกค้า เพื่อให้เกิดการประหยัดต้นทุนและสร้างผลประโยชน์ร่วมกับทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทฯ ยังขยายการขนส่งทางน้ำและทางราง (Multimodal) พร้อมเพิ่มการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) เพื่อตอบโจทย์ Green Logistics โดยวางแผนเพิ่มจำนวนรถบรรทุกไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งส่งเสริมให้พนักงานขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการฝึกอบรม ECO-Driving เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ธุรกิจ Direct-to-Consumer (D2C) บริษัทฯ มีรายได้ 2,451.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 2,247.0 ล้านบาท การเติบโตนี้มาจากการขยายตัวของบริการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าทั้งในเครือและนอกเครือเอสซีจีโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าประเภท อาหาร (Food) ที่ได้เริ่มให้บริการขนส่งเบเกอรี่ให้กับ Amazon ภายใต้ OR โดยในไตรมาสนี้ ได้ขยายขอบเขตการขนส่งไปยังภูมิภาคต่างๆ ทำให้ปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการให้บริการแบบครบวงจร ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal) บริษัทฯ มีรายได้ 804.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 757.0 ล้านบาท การเติบโตนี้ เกิดจากปริมาณงานขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าเกษตรในพื้นที่ภาคกลาง

ขณะที่ กลุ่มธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารสินค้าอันตราย มีรายได้ 552.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 513.4 ล้านบาท

ด้าน กลุ่มธุรกิจให้บริการเก็บของใช้ส่วนตัว ของมีค่า ผลงานศิลปะ และจัดเก็บไวน์ มีรายได้ 111.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.9%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 92.5 ล้านบาท การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเกิดจากรายได้บริการโลจิสติกส์ ด้านงานศิลปะที่เพิ่มขึ้นทั้งการขนส่งและติดตั้งผลงาน

รวมถึงรายได้จากโครงการเมืองไทยประกันชีวิตในไตรมาสที่ 4/2567 ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม นอกจากนี้รายได้จากบริการเช่าพื้นที่เก็บของส่วนตัวปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง จากการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกบูธจัดแสดงที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราการใช้พื้นที่เติบโตขึ้น พร้อมกับการเปิดธุรกิจใหม่ Luggage Storage ที่ห้างเซ็นทรัล ฟลอเรสต้า ภูเก็ต และห้างจังซีลอน

กลุ่มธุรกิจให้บริการรับฝากเอกสารและข้อมูล มีรายได้ 164.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 154.7 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตนี้มาจากปริมาณงานในบริการรับฝากเอกสารที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ รวมถึงการขยายฐานลูกค้าจากบริษัทในเครือและภายนอกเครือที่เข้ามาใช้บริการมากขึ้นภายหลังการรวมกิจการ

สำหรับ กลุ่มธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ในต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ในต่างประเทศ ประกอบด้วย รายได้จากการให้บริการโลจิสติกส์ในประเทศลาว เมียนมาร์กัมพูชาอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยให้บริการคลังสินค้า บริการขนส่งสินค้า บริการขนส่งสินค้า ข้ามแดน บริการน าเข้าส่งออกครบวงจร ซึ่งรับรู้ในงบการเงินรวมของบริษัทฯ มีรายได้ 3,589.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 2,758.1 ล้านบาท การเติบโต ดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศ 1.) อินโดนีเซีย ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก งาน Freight และขยายงานกลุ่มลูกค้านอกเครือเอสซีจีมากขึ้น 2.) เมียนมาร์ที่มีการขยายขอบเขตการให้บริการขนส่ง สินค้าจากไทยไปพม่าผ่านทางด่านระนอง และ 3.) เวียดนาม ที่มีการเข้าซื้อกิจการ SCG International Vietnam Co., Ltd. โดยรับรู้รายได้เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรกในไตรมาสที่ 4/67

ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน SJWD ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2567 รายได้รวม 6,335 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 185.4 ล้านบาท ชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรสุทธิที่ชะลอตัวเกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ ประกอบกับบริษัท Phnom Penh SEZ Plc. ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ในประเทศกัมพูชาที่บริษัทฯ เข้าร่วมลงทุน มีการปรับปรุงรายการทางบัญชี จึงต้องเลื่อนบันทึกรายได้จากการขายที่ดินจากไตรมาส 4/2567 เป็นไตรมาส 1/2568 กระทบต่อการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เข้ามายังบริษัทฯ รวมถึงบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพรวมผลการดำเนินงานทั้งปี 2567 ยังมีอัตราเติบโตทั้งรายได้และกำไร

โดยทำรายได้รวมทั้งสิ้น 24,705 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิทำได้ 1,119 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 761.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการสร้าง Synergy ภายในกลุ่มบริษัทฯ หลังจากรวมกิจการแล้วเสร็จ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนและช่วยเพิ่มศักยภาพการขยายธุรกิจ

โดยธุรกิจที่เติบโตได้ดีในรอบปีที่ผ่านมา ได้แก่ (1) ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ในต่างประเทศ มีรายได้ 3,589 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.1% จากปีก่อน จากการขยายธุรกิจและได้รับงานใหม่ เช่น งานขนถ่ายปูนเม็ดเข้าสู่โรงงานผลิตซีเมนต์และลำเลียงซีเมนต์ขาออกไปยังเรือขนส่งแก่ VCM ในเวียดนาม

2) ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าแบบ D2C (Direct to Consumer) มีรายได้ 2,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จาก
ปีก่อน จากการได้รับงานใหม่จาก บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าเบเกอรี่จากโรงงานผลิตไปยังร้าน
คาเฟ่อเมซอนในภาคต่าง ๆ และยังได้รับงานบริหารจัดการคลังสินค้าชั่วคราวและบริการขนส่งสินค้าแก่ดีลเลอร์และลูกค้าของแคเรียร์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา จากบริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด (3) ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าแบบ B2B แม้มีความกังวลผลกระทบจากอุตสาหกรรมซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในช่วงชะลอตัว อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีรายได้ 8,429 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% จากปีก่อน จากการขยายฐานลูกค้าใหม่และได้รับงานเพิ่มขึ้นจาก SCG ขณะที่ ธุรกิจให้บริการจัดเก็บและบริหารสินค้า ได้แก่ เคมีภัณฑ์และสินค้าอันตราย มีรายได้ 552 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% และคลังสินค้าห้องเย็น มีรายได้ 1,052 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อน จากดีมานด์จัดเก็บปลาทะเลที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ในปี 2567 บริษัทฯ ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ (เมื่อไม่รวมรายการรายได้จากค่าความนิยม) จำนวน 344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% เนื่องจากในปีที่ผ่านมาได้ขยายการลงทุนโดยเข้าถือหุ้นในบริษัท บมจ.เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ ANI ผู้นำธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบินหรือ Cargo General Sales Agent (GSA) และบริษัท Swift Haulage Berhad หรือ SWIFT (สวิฟท์) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจ Integrated Logistics ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย โดยการลงทุนดังกล่าวมาจากศักยภาพด้านเงินทุนที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ หลังรวมกิจการแล้วเสร็จ

จากผลการดำเนินงานปี 2567 ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 จึงมีมติเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2567 ที่อัตรา 0.28 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 507 ล้านบาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 และจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน SJWD กล่าวอีกว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2568 คาดว่าจะอยู่ในระดับที่ดี โดยสถานการณ์เดือนมกราคมที่ผ่านมาเป็นไปตามเป้าหมาย ปัจจัยบวกมากจากธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารยานยนต์ที่จะมีปริมาณขนส่งรถเพิ่มขึ้น หลังจากจบงานมอเตอร์เอ็กซ์โปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และการขยายการให้บริการโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่องกับลูกค้ารายสำคัญ อาทิ บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงบริษัทพันธมิตรในกลุ่ม SCG นอกจากนี้ บริษัท Phnom Penh SEZ Plc. ในกัมพูชาที่บริษัทเข้าร่วมลงทุน เตรียมรับรู้รายได้จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

ขณะที่ธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นจะเปิดดำเนินการคลังแห่งใหม่อีก 3 แห่งภายในปีนี้ มีพื้นที่รวมกว่า 21,000 ตารางเมตร รวมถึงมีบริษัทที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ สนใจขยายการลงทุนคลังสินค้าห้องเย็นผ่านบริษัทร่วมทุน นอกจากนี้ บริษัทฯ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการลดต้นทุนธุรกิจขนส่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลัก เพื่ออัตรากำไรที่ดียิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...