โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

กว่าจะมาเป็นเมนู “แฮมเบิร์ก” ชวนส่องประวัติความเป็นมาของเมนูยอดฮิตในญี่ปุ่นนี้ไปด้วยกัน!

conomi

อัพเดต 20 ก.ค. 2568 เวลา 09.29 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2568 เวลา 12.00 น. • conomi.co

“แฮมเบิร์ก” เมนูอาหารฝรั่งยอดฮิตในญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่ทราบกันไหมคะว่าจริง ๆ แล้วเเฮมเบิร์กเป็น “เมนูอาหารที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น” ค่ะ ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้ที่มาที่ไปของเจ้าเมนูอาหารยอดนิยมนี้กันค่ะว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

แฮมเบิร์ก

แฮมเบิร์กมาจาก “สเต็กทาร์ทาร์” ไม่ก็ “เนื้อสเต็กสไตล์ฮัมบวร์ค” ?

แฮมเบิร์ก

สำหรับที่มาก็มีหลายทฤษฎีด้วยกัน เช่น แฮมเบิร์กเป็นอาหารที่ดัดแปลงมาจาก “สเต็กทาร์ทาร์” ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมรับประทานกันที่เมืองฮัมบวร์ค (Hamburg) เมืองท่าเรือและเมืองใหญ่ทางด้านอุตสาหกรรมของเยอรมัน ดังนั้นการรับประทานเนื้อหรือเนื้อบดที่มีราคาถูกจึงเป็นเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ทำงานตามโรงงานต่าง ๆ ค่ะ โดยในช่วงศตวรรษที่ 18 การนำเนื้อสดมาหั่นสับให้ละเอียด แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนก่อนนำเอาไปย่างรับประทานถือเป็นรูปแบบการกินที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และการรับประทานเนื้อบดย่างนี้ก็ถูกเรียกว่า “เนื้อสเต็กสไตล์ฮัมบวร์ค”

แฮมเบิร์ก

แต่บางทฤษฎีก็บอกว่าแฮมเบิร์กเป็นการดัดแปลงวิธีการกินเนื้อของชาวทาทาร์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใช้ชีวิตกับม้า โดยชาวทาทาร์จะบริโภคเนื้อม้าเป็นหลัก เวลาบริโภคก็จะนำเนื้อม้าที่แข็งซึ่งถ้านำไปรับประทานโดยไม่ผ่านกรรมวิธีอะไรก็จะรับประทานได้ยาก จึงนำเนื้อม้ามาทุบและสับให้ละเอียดแล้วจึงนำไปคลุกกับหัวหอมและผักที่มีกลิ่นฉุนเพื่อดับกลิ่น พอชาวทาทาร์เข้าไปอาศัยในภูมิภาคยุโรปก็ได้นำเอาวิธีการกินแบบนี้เข้าไปด้วยนั่นเองค่ะ

“เนื้อสเต็กสไตล์ฮัมบวร์ค” กลายมาเป็น “แฮมเบิร์กสเต็ก” ได้อย่างไร?

germany

สาเหตุก็มาจากการที่ผู้อพยพจากเมืองฮัมบวร์คของเยอรมันได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนที่อพยพไปก็ได้นำเอาวิธีการกินเนื้อสเต็กสไตล์ฮัมบวร์คเข้าไปด้วย โดยในตอนแรกเนื้อสเต็กสไตล์ฮัมบวร์คถูกเรียกว่า Beef Steak” และภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อโดยมีการนำชื่อเมืองฮัมบวร์คมาใช้และเกิดเป็น“Hamburg Steak” ขึ้นนั่นเองค่ะ

และสำหรับ แฮมเบอร์เกอร์” (Hamburger) เมนูอาหารที่มีการนำเอาขนมปัง (Bun) มาประกบกับแผ่นเนื้อนั้น ส่วนของแผ่นเนื้อตามปกติเราจะไม่เรียกว่า แฮมเบิร์ก” (Hamburg) แต่จะเรียกว่า แฮมเบอร์เกอร์แพตตี้” (Hamburger Patty) หรือ “แพตตี้” (Patty) ซึ่งจะแปลเป็นไทยได้ว่า “ไส้เนื้อแฮมเบอร์เกอร์”

hamburger

ทั้งนี้ ไส้เนื้อแฮมเบอร์เกอร์ก็จะต่างกับแฮมเบิร์กตรงที่ว่าจะไม่ใส่ไข่ หัวหอมหรือเกล็ดขนมปังลงไป แต่จะใช้เพียงแค่เนื้อและเครื่องปรุงรส เช่น พริกไทยหรือเกลือเท่านั้นค่ะ ซึ่งเจ้าแฮมเบอร์เกอร์นี้ก็ถือว่าเป็นเมนูอาหารที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังที่สหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะแพร่หลายได้รับการยอมรับจนกลายเป็นอาหารยอดนิยมถูกอกถูกใจใครต่อใครมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

แล้วแฮมเบิร์กเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นเมื่อไร?

แฮมเบิร์ก

แฮมเบิร์กนอกจากจะเป็นเมนูอาหารยอดนิยมที่สามารถหาพบเจอได้แน่ ๆ ในร้านอาหารฝรั่งที่ญี่ปุ่นแล้ว ความที่ราคาไม่แพง แถมรสชาติอร่อยถูกปาก ก็ทำให้มันเป็นเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทุกช่วงวัย แต่นอกจากเเฮมเบิร์กตามร้านอาหารแล้ว เเฮมเบิร์กที่ทำขึ้นเองที่บ้านก็ยังมีรสชาติที่อร่อยมากเช่นกันค่ะ ทั้งนี้ จริง ๆ แล้ว ถ้าเราไปเที่ยวที่ต่างประเทศ แล้วไปสั่งแฮมเบิร์กอาจจะไม่สามารถสื่อสารได้เข้าใจกับคนในท้องถิ่นนะคะ ก็เพราะคำว่า “แฮมเบิร์ก” นี้เป็น “ภาษาอังกฤษที่คนญี่ปุ่นคิดขึ้นเอง” (Wasei Eigo = 和製英語) ค่ะ

แฮมเบิร์ก

ในส่วนของประวัติที่ว่าแฮมเบิร์กเกิดขึ้นมาในญี่ปุ่นเมื่อไร เราสามารถย้อนประวัติกลับไปได้ถึงช่วงยุคเมจิตอนต้น (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1872) กันเลยทีเดียว ช่วงดังกล่าวนั้นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศ และยอมรับวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันรวมไปถึงอาหารการกิน บวกกับเหตุการณ์เมื่อปี ค.ศ. 1871 ที่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิได้ตัดสินใจ “ยกเลิกประกาศการห้ามรับประทานเนื้อ” จึงทำให้คนญี่ปุ่นหันกลับมาบริโภคเนื้อเพิ่มมากขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้ถือว่าอาหารที่ทำจากเนื้อจะถูกเรียกว่า “แฮมเบิร์ก” สักทีเดียว เพราะในสมัยก่อนจะเรียกว่า “เยอรมันบอล” (German Ball = ジャーマンボール) หรือ “มินซบอล” (Mince Ball = ミンチボール หรือ ミンチボー) มากกว่าค่ะ ( มินซบอล : Mince Ball เป็นคำภาษาอังกฤษที่คนญี่ปุ่นคิดขึ้นเองซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษ หมายถึง มีทบอล : Meat Ball นั่นเอง)

มินซบอล

ยิ่งไปกว่านั้นจากบทประพันธ์เรื่อง อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว (Wagahai Wa Neko De Aru = 吾輩は猫である) ซึ่งใคร ๆ ก็คงรู้จักหรือเคยได้อ่านของนายนัตสึเมะ โซเซกิ (Natsume Souseki = 夏目漱石) นักเขียนผู้โด่งดังชาวญี่ปุ่นผู้สร้างรากฐานของวรรณกรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่ ก็ได้มีการกล่าวถึงอาหารที่ชื่อ “มินซบอล” ไว้ด้วยค่ะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนนิยมรับประทานเนื้อกันมากขึ้นนั่นเอง

แฮมเบิร์กเริ่มได้รับความนิยมเมื่อไร?

แฮมเบิร์ก

กว่าเเฮมเบิร์กจะกลายมาเป็นเมนูคู่ขวัญประจำบ้านญี่ปุ่นก็ล่วงเลยเวลามาสู่ยุคโชวะตอนกลาง (ปี ค.ศ. 1946 – ปี ค.ศ. 1963) โดยในช่วงนั้นเนื้อวัวก็ยังถือว่าเป็นของที่มีราคาแพง ดังนั้นการเลือกใช้ เนื้อบดโดยเฉพาะการใช้ “เนื้อบดผสม” ซึ่งได้แก่เนื้อวัวที่มีราคาแพงนำมาผสมกับเนื้อหมูซึ่งมีราคาถูกกว่า รวมไปถึงการใส่หัวหอม ไข่ และเกล็ดขนมปังลงไป ก็ยังเป็นการช่วยประหยัดเงินและปริมาณเนื้อที่ใช้ให้ไม่ต้องใช้เยอะได้ดีอีกด้วยค่ะ

แฮมเบิร์ก

อีกเหตุผลที่ทำให้เเฮมเบิร์กได้กลายเป็นเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมก็เพราะในปี ค.ศ. 1962 เเฮมเบิร์กแบบสำเร็จรูปพร้อมรับประทานได้เริ่มออกวางจำหน่าย และในปี ค.ศ. 1965 จำนวนครัวเรือนญี่ปุ่นที่มีตู้เย็นไว้ครอบครองมีมากกว่าร้อยละ 50 ทำให้การเก็บเนื้อแบบแช่แข็งก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น แฮมเบิร์กแบบแช่แข็งก็เลยเกิดขึ้น จากเหตุผลต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานี้จึงทำให้ตั้งแต่ช่วงยุค 1980 เป็นต้นมา แฮมเบิร์กจึงกลายมาเป็นเมนูขวัญใจ No.1 อยู่คู่กับครอบครัวคนญี่ปุ่นค่ะ

แฮมเบิร์ก

ในปัจจุบันแฮมเบิร์กเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านขายแฮมเบิร์กเฉพาะทาง ใครที่ยังไม่เคยมีโอกาสลองถ้ามีโอกาสก็อยากให้ลองดูนะคะ เพราะนอกจากความอร่อยของเนื้อที่ย่างมาบนเตาร้อน ๆ แล้ว ความสนุกอย่างหนึ่งในการกินแฮมเบิร์กก็คงหนีไม่พ้นการรับประทานคู่กับซอสในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการรับประทานคู่กับซอสเจ้าประจำอย่าง “เดมิกลาสซอส” (Demi-Glace Sauce หรือ Brown Sauce) หรือจะเป็น “ซอสมะเขือเทศเยอะ ๆ แบบสไตล์อิตาเลียน” รวมไปถึงรับประทานทานคู่กับ “ซอสพอนสึซึ่งมักจะเสิร์ฟมาพร้อมกับหัวไชเท้าขูดสไตล์ญี่ปุ่น” นั้นเองค่ะ แล้วทุกคนละคะชอบรับประทานหรืออยากลองแฮมเบิร์กกับซอสแบบไหนกันบ้างคะ?

สรุปเนื้อหาจาก : sendagi-legame.com และ cookdoor.jp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...