กว่าจะมาเป็นเมนู “แฮมเบิร์ก” ชวนส่องประวัติความเป็นมาของเมนูยอดฮิตในญี่ปุ่นนี้ไปด้วยกัน!
“แฮมเบิร์ก” เมนูอาหารฝรั่งยอดฮิตในญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่ทราบกันไหมคะว่าจริง ๆ แล้วเเฮมเบิร์กเป็น “เมนูอาหารที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น” ค่ะ ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้ที่มาที่ไปของเจ้าเมนูอาหารยอดนิยมนี้กันค่ะว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
แฮมเบิร์กมาจาก “สเต็กทาร์ทาร์” ไม่ก็ “เนื้อสเต็กสไตล์ฮัมบวร์ค” ?
สำหรับที่มาก็มีหลายทฤษฎีด้วยกัน เช่น แฮมเบิร์กเป็นอาหารที่ดัดแปลงมาจาก “สเต็กทาร์ทาร์” ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมรับประทานกันที่เมืองฮัมบวร์ค (Hamburg) เมืองท่าเรือและเมืองใหญ่ทางด้านอุตสาหกรรมของเยอรมัน ดังนั้นการรับประทานเนื้อหรือเนื้อบดที่มีราคาถูกจึงเป็นเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ทำงานตามโรงงานต่าง ๆ ค่ะ โดยในช่วงศตวรรษที่ 18 การนำเนื้อสดมาหั่นสับให้ละเอียด แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนก่อนนำเอาไปย่างรับประทานถือเป็นรูปแบบการกินที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และการรับประทานเนื้อบดย่างนี้ก็ถูกเรียกว่า “เนื้อสเต็กสไตล์ฮัมบวร์ค”
แต่บางทฤษฎีก็บอกว่าแฮมเบิร์กเป็นการดัดแปลงวิธีการกินเนื้อของชาวทาทาร์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใช้ชีวิตกับม้า โดยชาวทาทาร์จะบริโภคเนื้อม้าเป็นหลัก เวลาบริโภคก็จะนำเนื้อม้าที่แข็งซึ่งถ้านำไปรับประทานโดยไม่ผ่านกรรมวิธีอะไรก็จะรับประทานได้ยาก จึงนำเนื้อม้ามาทุบและสับให้ละเอียดแล้วจึงนำไปคลุกกับหัวหอมและผักที่มีกลิ่นฉุนเพื่อดับกลิ่น พอชาวทาทาร์เข้าไปอาศัยในภูมิภาคยุโรปก็ได้นำเอาวิธีการกินแบบนี้เข้าไปด้วยนั่นเองค่ะ
“เนื้อสเต็กสไตล์ฮัมบวร์ค” กลายมาเป็น “แฮมเบิร์กสเต็ก” ได้อย่างไร?
สาเหตุก็มาจากการที่ผู้อพยพจากเมืองฮัมบวร์คของเยอรมันได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนที่อพยพไปก็ได้นำเอาวิธีการกินเนื้อสเต็กสไตล์ฮัมบวร์คเข้าไปด้วย โดยในตอนแรกเนื้อสเต็กสไตล์ฮัมบวร์คถูกเรียกว่า “Beef Steak” และภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อโดยมีการนำชื่อเมืองฮัมบวร์คมาใช้และเกิดเป็น“Hamburg Steak” ขึ้นนั่นเองค่ะ
และสำหรับ “แฮมเบอร์เกอร์” (Hamburger) เมนูอาหารที่มีการนำเอาขนมปัง (Bun) มาประกบกับแผ่นเนื้อนั้น ส่วนของแผ่นเนื้อตามปกติเราจะไม่เรียกว่า “แฮมเบิร์ก” (Hamburg) แต่จะเรียกว่า “แฮมเบอร์เกอร์แพตตี้” (Hamburger Patty) หรือ “แพตตี้” (Patty) ซึ่งจะแปลเป็นไทยได้ว่า “ไส้เนื้อแฮมเบอร์เกอร์”
ทั้งนี้ ไส้เนื้อแฮมเบอร์เกอร์ก็จะต่างกับแฮมเบิร์กตรงที่ว่าจะไม่ใส่ไข่ หัวหอมหรือเกล็ดขนมปังลงไป แต่จะใช้เพียงแค่เนื้อและเครื่องปรุงรส เช่น พริกไทยหรือเกลือเท่านั้นค่ะ ซึ่งเจ้าแฮมเบอร์เกอร์นี้ก็ถือว่าเป็นเมนูอาหารที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังที่สหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะแพร่หลายได้รับการยอมรับจนกลายเป็นอาหารยอดนิยมถูกอกถูกใจใครต่อใครมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
แล้วแฮมเบิร์กเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นเมื่อไร?
แฮมเบิร์กนอกจากจะเป็นเมนูอาหารยอดนิยมที่สามารถหาพบเจอได้แน่ ๆ ในร้านอาหารฝรั่งที่ญี่ปุ่นแล้ว ความที่ราคาไม่แพง แถมรสชาติอร่อยถูกปาก ก็ทำให้มันเป็นเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทุกช่วงวัย แต่นอกจากเเฮมเบิร์กตามร้านอาหารแล้ว เเฮมเบิร์กที่ทำขึ้นเองที่บ้านก็ยังมีรสชาติที่อร่อยมากเช่นกันค่ะ ทั้งนี้ จริง ๆ แล้ว ถ้าเราไปเที่ยวที่ต่างประเทศ แล้วไปสั่งแฮมเบิร์กอาจจะไม่สามารถสื่อสารได้เข้าใจกับคนในท้องถิ่นนะคะ ก็เพราะคำว่า “แฮมเบิร์ก” นี้เป็น “ภาษาอังกฤษที่คนญี่ปุ่นคิดขึ้นเอง” (Wasei Eigo = 和製英語) ค่ะ
ในส่วนของประวัติที่ว่าแฮมเบิร์กเกิดขึ้นมาในญี่ปุ่นเมื่อไร เราสามารถย้อนประวัติกลับไปได้ถึงช่วงยุคเมจิตอนต้น (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1872) กันเลยทีเดียว ช่วงดังกล่าวนั้นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศ และยอมรับวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันรวมไปถึงอาหารการกิน บวกกับเหตุการณ์เมื่อปี ค.ศ. 1871 ที่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิได้ตัดสินใจ “ยกเลิกประกาศการห้ามรับประทานเนื้อ” จึงทำให้คนญี่ปุ่นหันกลับมาบริโภคเนื้อเพิ่มมากขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้ถือว่าอาหารที่ทำจากเนื้อจะถูกเรียกว่า “แฮมเบิร์ก” สักทีเดียว เพราะในสมัยก่อนจะเรียกว่า “เยอรมันบอล” (German Ball = ジャーマンボール) หรือ “มินซบอล” (Mince Ball = ミンチボール หรือ ミンチボー) มากกว่าค่ะ ( มินซบอล : Mince Ball เป็นคำภาษาอังกฤษที่คนญี่ปุ่นคิดขึ้นเองซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษ หมายถึง มีทบอล : Meat Ball นั่นเอง)
ยิ่งไปกว่านั้นจากบทประพันธ์เรื่อง อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว (Wagahai Wa Neko De Aru = 吾輩は猫である) ซึ่งใคร ๆ ก็คงรู้จักหรือเคยได้อ่านของนายนัตสึเมะ โซเซกิ (Natsume Souseki = 夏目漱石) นักเขียนผู้โด่งดังชาวญี่ปุ่นผู้สร้างรากฐานของวรรณกรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่ ก็ได้มีการกล่าวถึงอาหารที่ชื่อ “มินซบอล” ไว้ด้วยค่ะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนนิยมรับประทานเนื้อกันมากขึ้นนั่นเอง
แฮมเบิร์กเริ่มได้รับความนิยมเมื่อไร?
กว่าเเฮมเบิร์กจะกลายมาเป็นเมนูคู่ขวัญประจำบ้านญี่ปุ่นก็ล่วงเลยเวลามาสู่ยุคโชวะตอนกลาง (ปี ค.ศ. 1946 – ปี ค.ศ. 1963) โดยในช่วงนั้นเนื้อวัวก็ยังถือว่าเป็นของที่มีราคาแพง ดังนั้นการเลือกใช้ เนื้อบดโดยเฉพาะการใช้ “เนื้อบดผสม” ซึ่งได้แก่เนื้อวัวที่มีราคาแพงนำมาผสมกับเนื้อหมูซึ่งมีราคาถูกกว่า รวมไปถึงการใส่หัวหอม ไข่ และเกล็ดขนมปังลงไป ก็ยังเป็นการช่วยประหยัดเงินและปริมาณเนื้อที่ใช้ให้ไม่ต้องใช้เยอะได้ดีอีกด้วยค่ะ
อีกเหตุผลที่ทำให้เเฮมเบิร์กได้กลายเป็นเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมก็เพราะในปี ค.ศ. 1962 เเฮมเบิร์กแบบสำเร็จรูปพร้อมรับประทานได้เริ่มออกวางจำหน่าย และในปี ค.ศ. 1965 จำนวนครัวเรือนญี่ปุ่นที่มีตู้เย็นไว้ครอบครองมีมากกว่าร้อยละ 50 ทำให้การเก็บเนื้อแบบแช่แข็งก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น แฮมเบิร์กแบบแช่แข็งก็เลยเกิดขึ้น จากเหตุผลต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานี้จึงทำให้ตั้งแต่ช่วงยุค 1980 เป็นต้นมา แฮมเบิร์กจึงกลายมาเป็นเมนูขวัญใจ No.1 อยู่คู่กับครอบครัวคนญี่ปุ่นค่ะ
ในปัจจุบันแฮมเบิร์กเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านขายแฮมเบิร์กเฉพาะทาง ใครที่ยังไม่เคยมีโอกาสลองถ้ามีโอกาสก็อยากให้ลองดูนะคะ เพราะนอกจากความอร่อยของเนื้อที่ย่างมาบนเตาร้อน ๆ แล้ว ความสนุกอย่างหนึ่งในการกินแฮมเบิร์กก็คงหนีไม่พ้นการรับประทานคู่กับซอสในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการรับประทานคู่กับซอสเจ้าประจำอย่าง “เดมิกลาสซอส” (Demi-Glace Sauce หรือ Brown Sauce) หรือจะเป็น “ซอสมะเขือเทศเยอะ ๆ แบบสไตล์อิตาเลียน” รวมไปถึงรับประทานทานคู่กับ “ซอสพอนสึซึ่งมักจะเสิร์ฟมาพร้อมกับหัวไชเท้าขูดสไตล์ญี่ปุ่น” นั้นเองค่ะ แล้วทุกคนละคะชอบรับประทานหรืออยากลองแฮมเบิร์กกับซอสแบบไหนกันบ้างคะ?
สรุปเนื้อหาจาก : sendagi-legame.com และ cookdoor.jp