โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พาราสาวะถี

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 00.46 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 23.05 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

จากที่วางกำหนดการกันไว้ว่าการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือJBC ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จะจบกันลงภายใน 1 วัน แต่ปรากฏว่าต้องยืดเวลามาถกต่อกันถึงวันอาทิตย์ ไม่มีอะไรซับซ้อนการดึงเชิงของฝ่ายเขมรเป็นละครฉากหนึ่งเพื่อให้การนำเอา 4 พื้นที่ขัดแย้งยื่นศาลโลกมีน้ำหนัก ขณะที่ฬำ เจียรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการชายแดนของกัมพูชาและหัวหน้าผู้แทนการประชุมฝั่งกัมพูชา ก็เล่นบทลูบหลัง อ้างว่า การประชุมครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นแต่ไม่บอกว่าถึงสาเหตุที่ทำให้การประชุมต้องขยายเวลาเพิ่มอีก 1 วัน

คงไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย ท่วงทำนองของอีกฝั่งจะออกมาในโทนทางนี้อยู่แล้ว ขณะที่คณะผู้แทนของไทย ที่มี ประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัยอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ เป็นหัวหน้าคณะ ได้ย้ำจุดยืนของไทย 3 ประการ คือ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการเพื่อลดความตึงเครียดในพื้นที่ในระดับหนึ่ง ดังนั้น ขอให้ที่ประชุม JBC ขยายผลเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และให้พื้นที่ชายแดนมีความสงบสุขอย่างยั่งยืนโดยกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ได้แก่ JBC คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการแก้ปัญหา

การเจรจาจะต้องทำให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในเรื่องของเส้นเขตแดน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจที่ชัดเจนร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และความสำคัญที่สุดคือ ฝ่ายไทยจะต้องยืนหยัดที่จะปกป้องอธิปไตยของไทย และไม่ยอมให้ไทยเสียดินแดนโดยเด็ดขาดแน่นอนว่า ท่าทีของฝ่ายกัมพูชานั้นก็เป็นไปในทำนองเอาล่อเอาเถิดมาโดยตลอด ซึ่งจะเห็นได้ว่าขณะที่มีการเจรจา กลับพบว่าได้มีการปรับกำลังทางทหารในลักษณะยั่วยุ ท้าทาย เพื่อหาเหตุให้เกิดความขัดแย้งให้ได้

กรณีนี้ พลตรี วินธัย สุวารีโฆษกกองทัพบก ได้แถลงว่า ทหารกัมพูชาหันกระบอกปืนใหญ่เข้ามายังฝั่งไทย บริเวณพื้นที่ปราสาทโดนตรวน และสัตตะโสม บ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยเจ้าหน้าที่ทหารไทยพบการวางกำลังของกัมพูชาหลายจุดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอาวุธยิงสนับสนุน ที่มีระยะยิงถึงพื้นที่ในอธิปไตยของไทย ถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง ฝ่ายไทยจึงได้มีการปรับการวางกำลังและเตรียมกำลังให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์เช่นกัน

จะว่าไปแล้ว เรื่องการปกป้องอธิปไตยนั้นไม่ต้องห่วงทางฝ่ายกองทัพที่มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา เห็นได้จากการแสดงออกของ พลโท บุญสิน พาดกลางแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ไปบรรยายพิเศษให้นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ ชั้นปีที่ 5 เรื่อง 3 ปราสาทและช่องบกช่วงหนึ่งว่า จะไม่มีวันขึ้นศาลโลกเพราะการจะขึ้นศาลโลก ต้องเห็นพ้องด้วยกันทั้งสองฝ่าย ศาลโลกจึงจะรับไว้พิจารณา แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับศาลโลก ก็ไม่รับพิจารณา และรัฐบาลไทยจะใช้วิธีนี้

ตามมาด้วยท่วงทำนองที่ดุเดือดว่า ไม่ต้องห่วงจะต้องขึ้นศาลโลก “พี่บอกรัฐบาลไปแล้วว่าไม่ต้องขึ้นศาล ศาลโลกไม่เกี่ยว แผ่นดินกู อยู่ตรงนี้มานานแล้ว ถ้าจะเอาก็ดวลกัน ก็จบ ไม่เห็นจะยากอะไร ถ้าคำพูดนี้ไปถึง ฮุน เซน ก็สวนมาอีก” นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นว่าทั้งฝ่ายกองทัพและรัฐบาล เข้าใจดีว่าการที่ฝ่ายเขมรขับเคลื่อนประเด็นชายแดนเพื่อให้เป็นปัญหานั้น แท้ที่จริงแล้วเกิดจากปมความขัดแย้งหรือเป็นปัญหาการเมืองภายในกันแน่

จากความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี่เอง ทำให้ แพทองธาร ชินวัตรยืนยันแนวทางที่รัฐบาลดำเนินการว่า มาตรการเพื่อรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนชาวไทย ได้มีการเตรียมการอย่างรัดกุม รอบด้าน พร้อมดำเนินการทันทีแต่ยังคงเจตจำนงที่จะเริ่มต้นในกรอบ JBC และขอรักษาบรรยากาศเพื่อนำไปสู่การเจรจา หลังจากนั้นจะประเมินผลจากการเจรจารอบแรก เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป รอดูว่าบทสรุปจากที่ประชุม JBCจะเป็นอย่างไร

ปัญหาใหญ่สำหรับนายกฯ หญิงเวลานี้คงเป็นปมการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่า การทวงคืนเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่เป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทยนั้น ทำท่าว่าจะเจรจากันได้ยากเพราะนอกจาก อนุทิน ชาญวีรกูลจะปิดดีลกับ 6 เสียง สส.พลังประชารัฐในสังกัดของ สันติ พร้อมพัฒน์ได้เรียบร้อยแล้ว ยังได้ 2 เสียงจาก สส.อุดรธานีของพรรคไทยสร้างไทยมาเข้าคอกเพิ่มอีกต่างหาก นั่นเท่ากับว่า จากที่มี 69 เสียง พรรคสีน้ำเงินจะมีเสียง สส.อยู่ในมือขยับขึ้นไปเป็น 77 เสียงในทันที

เมื่อเกิดการต่อรองโดยยึดโยงเอาเก้าอี้ สส.มาเป็นตัวชี้วัดโควตารัฐมนตรี พรรคนายใหญ่ต้องคิดหนักซึ่งจะเห็นได้ว่า พรรคแกนนำรัฐบาลได้เดินเกมกดดันโดยให้ทั้ง สส.และอดีต สส.ระดับกระบอกเสียงของพรรค ออกมาให้ข่าวในทำนองขับไล่ผลักไสให้ไปเป็นฝ่ายค้านนั่นเป็นเพราะโจทย์ของฝั่งเพื่อไทยภายใต้การชี้ทางของ ทักษิณ ชินวัตรมองเห็นว่า ยังไงเสียภูมิใจไทยก็ไม่พร้อมที่จะไปเป็นฝ่ายค้านเพราะการได้จำนวน สส.เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมานั้น เกิดจากการใช้กลไกของอำนาจรัฐ สร้างประโยชน์ให้กับพรรคของตัวเองทั้งสิ้น

ดังนั้น หากจะต้องหลุดไปเป็นฝ่ายค้านโดยที่เหลือระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ อาจารย์ใหญ่ของพรรคและแกนนำคงไม่ยอมที่จะให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น จึงจำเป็นต้องยอมกลืนเลือดกว่าจะยอมรับข้อเสนอ ก็ต้องเต็มไปด้วยเงื่อนไข และการแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ ซึ่งจนถึงขณะนี้การเจรจาได้ล่วงหน้าไปกว่าข่าวที่ปรากฏตามหน้าสื่อไปแล้ว จะเหลือเพียงก็แต่รวมไทยสร้างชาติ หลังจาก สุชาติ ชมกลิ่นประกาศตั้งกลุ่ม 18 เรียบร้อย เป็นผลให้เสียง สส.ของพรรคถูกแบ่งครึ่งถือหางคนละฝั่ง ซีกของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคย่อมอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

พรรคของอดีตผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจอยู่ในสถานะน่าเป็นห่วงมากกว่าใครเพื่อนในบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลโอกาสในการร่วมรัฐบาลเหมือนต้องลุ้นออกหัวออกก้อย แต่ภายใต้ความไม่แน่นอนจากแรงเสียดทานรอบด้าน มันเป็นเหมือนภาคบังคับที่ไม่ว่านายใหญ่จะรุกคืบเร่งปิดเกมยังไง ท้ายที่สุด พรรคร่วมรัฐบาลพลิกขั้วต้องเดินด้วยกันต่อไป แม้จะเป็นไปในลักษณะจับมือแล้วถือมีดไว้ข้างหลังกันก็ตาม

อรชุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...