“ไม่ประมาทกับอนาคต และไม่ประสาทไปกับมัน” ออกแบบชีวิตสูงวัย-ทบทวนความสวยงามของปัจจุบัน l พระไพศาล วิสาโล
เคยได้ยินมาว่า ยิ่งอายุมากขึ้น คนเราจะมุ่งหน้าเข้าหาพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น จากที่ไม่เคยทำบุญก็ทำบ่อยขึ้น จากที่ไม่ฟังเทศน์ฟังธรรม อยู่ดี ๆ ก็ฟังได้อย่างไม่เบื่อ
บางคนเชื่อว่าการฟังเทศน์จะช่วยให้เมื่อจากไปจะได้ไปอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า บ้างก็เชื่อว่าการรีบทำบุญตั้งแต่ตอนที่ทำได้ ก็เพื่อจะได้มีอะไรกินตอนเกิดใหม่อีกด้วย
แต่เอาเข้าจริง เราอาจจะไม่จำเป็นต้องขยันหมั่นทำบุญทุกวันหรือสวดมนต์ตั้งแต่เช้าจนค่ำก็ได้ เพราะการเข้าถึงหลักธรรมอาจจะเรียบง่ายกว่าที่เราคิด
ในงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 “ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม” ปีนี้ได้นิมนต์ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ มาร่วมสนทนาถึงการเป็น ผู้สูงวัย ในวันที่เรายังต้องอยู่กันยาวกว่าเดิม ภายใต้หัวข้อ “The Beauty of Now ชีวิตจะยาวหรือสั้น ปัจจุบันสำคัญที่สุด”
“ชีวิตมันไม่ใช่เส้นตรง ที่วัดกันตรงที่ความสั้นความยาว แต่ชีวิตมันมีความลึกมีความกว้าง”
พระไพศาล วิสาโล
หลายคนติดกับดักการ วัด คุณค่าของชีวิตในมิติของปริมาณ เราต่างกังวลว่าทุกวันนี้มีทรัพย์สินมากพอไหม ? มีรถพอใช้หรือยัง ? มีบ้านกี่หลัง ? ถึงจะพอดี จริงๆ องค์ประกอบในชีวิตเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ก็ไม่ได้สำคัญไปว่ามิติอื่นของชีวิตที่วัดกันเชิงคุณภาพซึ่ง พระไพศาล บอกว่า สิ่งนั้น คือ ความสุข ความหวัง ของเรานั่นเอง
มีหลายคำถามที่คนสงสัยกับการมีชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเราอยู่ไปทำไม ? คุณค่าของชีวิตคืออะไร ? ที่สำคัญคือเราจะอยู่อย่างไร ? ให้ตัวมีคุณค่า
คุณค่าของชีวิต มาจากการใช้ชีวิตให้มีความหมาย
เมื่อพูดถึง คุณค่าของชีวิต พระไพศาล ยอมรับว่า เราไม่อาจมองข้ามสิ่งที่เรียกว่า ความหมายของชีวิต เช่นกัน คำถามต่อมา คือ เราจะเอาความหมายของชีวิตนี้มาจากไหน ?
การตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิตทำให้นึกถึงแอนิเมชัน เรื่อง Soul (2020) ที่ตัวเอกอย่าง โจ การ์ดเนอร์ มีเป้าหมายสูงสุดในชีวิตคือการได้เล่นเปียโนในบาร์ชื่อดัง เพราะฉะนั้นความหมายของชีวิตในมุมมองของโจคือการถูกยอมรับในฐานะนักเปียโนมืออาชีพ
แต่แล้วชีวิตก็พลิกผัน โจ ดันตายเพราะเดินตกท่อ นั่นทำให้ความฝันทุกอย่างจบลงทันที จิตวิญญาณของโจได้มาอยู่ในโลกใบใหม่แล้วก็จริง แต่ความทรงจำและความปรารถนาของโจยังพะวงอยู่กับโลกมนุษย์ที่เขาเคยอยู่
หลังจากการทุลักทุเลเพื่อให้ตัวเองฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็กลับมาใช้ร่างเดิมของตัวเองได้ และได้ขึ้นเวทีเล่นเปียโนต่อหน้าคนมากมาย แต่พอทำตามความฝันทุกอย่างสำเร็จ เขากลับรู้สึกว่ามันว่างเปล่า ชีวิตยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม ไม่ต่างอะไรกับตอนที่ยังไม่ได้ขึ้นเวที
เมื่อได้ตกตะกอนกับตัวเอง โจก็ได้เข้าว่าความหมายของชีวิตกับความสำเร็จในชีวิต มันคือคนละเรื่องกัน จริง ๆ แล้วความหมายของการมีชีวิตคือการได้ใช้มันต่างหาก มันคือการที่ได้กินข้าวอร่อย ๆ การได้คุยโทรศัพท์กับแม่ หรือการได้เล่นกับสัตว์เลี้ยงของตัวเอง เท่านี้ก็พอแล้ว
ที่ยกตัวอย่างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะมันคล้ายกันกับสิ่งที่ พระไพศาล อธิบายเอาไว้
พระไพศาล ยังยกตัวอย่างเรื่องของคุณยายท่านหนึ่งที่มีอาการบาดเจ็บที่ขา ยายไปหาหมอเพราะลูกบังคับให้ไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยกินยาตามที่หมอสั่งเลย ทำให้ทุกครั้งที่หมอเจอยาย อาการก็มีแต่แย่ลง
ไม่ใช่ความดื้อของผู้สูงวัยที่ทำให้ยายเป็นแบบนี้ แต่มันคือ “การหมดอาลัยตายอยาก” เพราะยายไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ไปทำไม มองว่าการหายจากอาการบาดเจ็บหรือการตายนั้น ก็มีค่าเท่ากัน กล่าวคือ ถ้าตายก็ไม่เป็นไร เพราะที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่
แต่สิ่งที่หมอทำต่อมาก็คือ การบอกให้ยายช่วยไปกวาดลานวัดใกล้บ้านให้หน่อย ให้ยายนี่แหละเป็นคนแบ่งเบาภาระของวัด กลายเป็นว่ายายมีกำลังใจที่จะตื่นในทุก ๆ เช้า เพื่อจะไปทำความสะอาดวัด และยายอยากหายจากอาการเจ็บป่วยเพื่อตื่นไปทำหน้าที่
“คนเราถ้าตื่นขึ้นมาแล้วเราไม่รู้ว่าวันนี้จะอยู่กันทำไม มันก็ไม่อยากจะอยู่ แม้จะมีกินมีใช้ แม้จะอยู่ในที่สะดวกสบายก็ตาม บางทีเรานิยามว่ามันเป็นชีวิตที่มีคุณค่า มาจากที่เราเอาชีวิตไปเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่าง”
พระไพศาล วิสาโล
การอยู่เฉย ๆ ก็สร้างชีวิตที่มีคุณค่าได้เช่นกัน พระไพศาล ก็ยกตัวอย่างการอยู่เพื่อเป็นที่รักให้ลูกหลาน อยู่เพื่อให้อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความหมายในชีวิตของคนเราได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองได้ด้วย
อยู่กับตัวเองให้เป็น
การอยู่กับตัวเองให้เป็นในความหมายของ พระไพศาล คือ การทำความเข้าใจกับชีวิตว่า ท้ายที่สุดแล้วตัวเราก็มีแค่ตัวเรา ถ้าเราเรียนรู้ที่จะคาดหวังจากคนอื่นน้อยลง และพึ่งพาตัวเองให้ได้มากขึ้นเท่านั้น ชีวิตสูงวัยก็จะไม่ฟุ้งซ่านจนเกินไป
“อาตมารู้สึกว่าทุกวันนี้เราทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ เราออกไปทำโน่น ทำนี่ เพื่อหนีตัวเอง บางคนทำงานให้เยอะ ไปเที่ยว ไปพบปะเพื่อนฝูง ทั้งหมดนี้เพื่อหนีตัวเอง”
พระไพศาล วิสาโล
แม้ในที่สุดการอยู่คนเดียวจะพาให้ความคิดเราเตลิดหรือฟุ้งซ่านไปบ้าง แต่การฝึกตัวเองผ่านการลองทำอะไรคนเดียว หรือการทำสมาธิ จะทำให้เราเจอความสวยงามของการอยู่คนเดียวได้เอง พระไพศาล จึงมองว่าการอยู่คนเดียวได้ ก็หมายถึงการเป็นมิตรกับตัวเองอีกด้วย
“การอยู่คนเดียวคือการพาตัวเองไปพบความสงบภายใน ไม่ว้าวุ่น ฟุ้งซ่าน แม้ว่าจะมีความคิดต่าง ๆ ก็สามารถที่จะรับมือกับมันได้ เพราะว่าคนเราแก่ไปเนี่ย บางทีก็ต้องอยู่คนเดียว หรือต่อให้ไม่แก่ เจ็บป่วย ก็ต้องนอนอยู่คนเดียวในเตียง”
พระไพศาล วิสาโล
ไม่ต้องรอให้เป็นคนแก่ อย่างไรก็ดีชีวิตคนเราก็คงมีโอกาสให้ได้อยู่คนเดียวช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง เพราะฉะนั้นการอยู่คนเดียวให้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้เป็นผู้สูงวัยก่อนแล้วค่อยฝึกฝน แต่ฝึกได้ตั้งแต่เป็นวัยหนุ่มสาวก็ยิ่งดี
ขณะเดียวกัน พระไพศาล ก็เห็นว่า เราอยู่คนเดียว เพื่อจะรับมือกับความป่วยของตัวเองที่อาจจะเกิดขึ้นให้ได้ จริงอยู่มันจะเป็นสิ่งที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริง พระไพศาล ก็ยังไม่แนะนำให้เราจมดิ่งไปกับมัน หรือตีอกชกตัวแล้วโทษตัวเองว่าทำไมถึงดูแลตัวเองไม่ดีพอ
บางทีการที่เราป้องกันอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ว่าเราจะทำสำเร็จทุกอย่าง กับความเจ็บป่วยก็เช่นกัน บางครั้งสิ่งที่เราทำอยู่ก็แค่การถ่วงเวลาความเจ็บป่วยเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น ถ้าวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับเราจริง ๆ สิ่งที่ทำได้ก็คงเป็นการรับมือกับมันให้ได้ดีที่สุด และอยู่กับปัจจุบัน หาความสุขของปัจจุบันให้ได้ก็เท่านั้นเอง
“ยังไงก็ขอให้ทุกท่านได้พบสุขในปัจจุบัน ไม่ประมาทกับอนาคต แต่เราก็อย่าประสาทกับมัน”
พระไพศาล วิสาโล