โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่หิว แต่ท้องร้อง! แพทย์เตือนอย่ามองข้าม อาจเป็นสัญญาณของ 8 โรคร้าย

Khaosod

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไม่หิว แต่ท้องร้อง! แพทย์เตือนอย่ามองข้ามเด็ดขาด อาจเป็นสัญญาณของ 8 โรคร้ายในระบบทางเดินอาหาร รู้ทันรักษาได้ไว รีบพบแพทย์ทันที

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสด

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ หลายคนมักเข้าใจว่าเสียง "จ๊อก ๆ" หรือ "โครกคราก" ที่ดังออกมาจากท้องเกิดขึ้นเฉพาะเวลาหิวเท่านั้น แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับและระบบทางเดินอาหารของจีน เตือนว่า หากรับประทานอาหารอิ่มแล้วแต่ท้องยังส่งเสียงผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิดที่ไม่ควรมองข้าม

นพ.จ้าน อี้เสวีย (Zhan Yixue) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับและระบบทางเดินอาหาร อธิบายว่า เสียงท้องร้องเกิดจากการเคลื่อนไหวของอากาศ ของเหลว และอาหารภายในลำไส้ ขณะกล้ามเนื้อทางเดินอาหารบีบตัว โดยเมื่อท้องว่าง เสียงดังกล่าวจะชัดเจนกว่าปกติ เนื่องจากไม่มีอาหารช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเสียง

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้วแต่ยังมีเสียงท้องร้องบ่อย อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพต่อไปนี้

1. อาหารไม่ย่อยและมีแก๊สสะสมในกระเพาะอาหาร

ภาวะอาหารไม่ย่อยเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการท้องร้อง แม้จะไม่ได้รู้สึกหิวก็ตาม

อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและใยอาหารสูง เช่น มันฝรั่ง กระเทียม หัวหอม และดอกกะหล่ำ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง และอาหารที่มีไขมันสูง อาจทำให้เกิดแก๊สสะสมในทางเดินอาหารมากขึ้น

นอกจากนี้ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น กินเร็วเกินไป พูดคุยระหว่างรับประทาน กลืนอากาศเข้าไปมาก หรือรีบนอนหลังรับประทานอาหาร ก็ล้วนเพิ่มโอกาสเกิดแก๊สในกระเพาะและทำให้ท้องร้องได้

2. โรคลำไส้แปรปรวน

โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS) เป็นโรคระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อย โดยมีอาการเด่น คือ ปวดเกร็งท้องเป็นๆ หายๆ ร่วมกับเสียงท้องร้องหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารเย็น อาหารรสเปรี้ยว รสเผ็ด หรือการรับประทานอาหารมากเกินไป

ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องเสีย ท้องผูก ท้องอืด หรือปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของโรคได้

ส่วนภาวะลำไส้ใหญ่แปรปรวน เป็นความผิดปกติของการทำงานของลำไส้ใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่พบความผิดปกติของโครงสร้างอวัยวะ มักพบในผู้มีอายุระหว่าง 20-40 ปี และอาจมีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว ท้องอืด รวมถึงการขับถ่ายผิดปกติร่วมด้วย

3. ความผิดปกติของจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือความเครียด

การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ อาจทำให้แบคทีเรียที่เป็นอันตรายเพิ่มจำนวน ส่งผลให้การย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพ เกิดแก๊สและเสียงท้องร้องบ่อยขึ้น แม้จะไม่ได้หิว

อีกภาวะหนึ่งคือ ความผิดปกติของการทำงานของลำไส้ ซึ่งมักเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ทำให้ลำไส้บีบตัวมากผิดปกติ ท้องผูก ท้องอืด และยังส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า

แพทย์ยังระบุว่าความเครียดเรื้อรังสามารถกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้เกิดเสียงท้องร้องได้เช่นกัน

4. กระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน

อาการท้องร้องอาจเกิดจากโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมักพบในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง

ผู้ป่วยมักมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ มีไข้ และท้องร้องร่วมด้วย

ในหลายกรณี อาการสามารถดีขึ้นได้ด้วยการพักผ่อนและรับประทานอาหารที่เหมาะสม แต่หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิ อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยา

5. โรคโครห์น

โรคโครห์น (Crohn's Disease) เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดแนวทางเดินอาหาร ตั้งแต่ช่องปากจนถึงทวารหนัก

อาการสำคัญ ได้แก่ ปวดท้อง ท้องร้อง ท้องเสีย น้ำหนักลด อ่อนเพลีย มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน และภาวะโลหิตจาง

หากไม่ได้รับการรักษา โรคอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ความเสียหายของตับ โรคกระดูกพรุน มะเร็งลำไส้ใหญ่ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

6. การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (HP)

ผู้ที่ติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (HP) มักมีการบีบตัวของลำไส้มากกว่าปกติ จึงอาจมีอาการท้องร้องแม้เพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ

ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลาม อาจเริ่มมีอาการปวดท้อง ท้องอืด กรดไหลย้อน และอ่อนเพลีย หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่โรคกระเพาะเรื้อรัง แผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร

7. กรดไหลย้อน หรือภาวะแพ้กลูเตน

หากมีอาการท้องร้องร่วมกับเรอ ผายลม หรือคลื่นไส้หลังรับประทานอาหาร อาจเกิดจากโรคกรดไหลย้อน ซึ่งมีสาเหตุจากการรับประทานอาหารมากเกินไป การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือโรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง

โรคนี้พบได้บ่อยในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน และหญิงตั้งครรภ์อายุมากกว่า 35 ปี

นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะแพ้กลูเตนหรือไม่สามารถย่อยกลูเตนได้ ก็อาจมีอาการท้องร้อง ท้องอืด และผายลมหลังรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของกลูเตน

8. ลำไส้อุดตัน

ลำไส้อุดตันเป็นภาวะที่อาหารและของเสียไม่สามารถเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ตามปกติ เนื่องจากเกิดการอุดตันทั้งจากความผิดปกติของการทำงานหรือการอุดตันทางกายภาพ

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้องเป็นพัก ๆ หน้าท้องแข็ง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร้อง แต่ไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้

สาเหตุของลำไส้อุดตันมีหลายประการ เช่น พังผืดหลังการผ่าตัด เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ลำไส้บิดตัว ไส้เลื่อน ไส้ติ่งอักเสบ ถุงผนังลำไส้อักเสบ เนื้องอก ภาวะลำไส้ขาดเลือด วัณโรคลำไส้ และภาวะลำไส้กลืนกัน

นพ.จ้าน อี้เสวีย ระบุว่า สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการท้องร้องผิดปกติในผู้ที่รับประทานอาหารอิ่มแล้ว ได้แก่ พังผืดในช่องท้องหลังผ่าตัด ลำไส้อุดตันจากเนื้องอก และโรคลำไส้อักเสบ

แพทย์แนะนำว่า หากอาการท้องร้องเกิดขึ้นเป็นประจำ แม้ไม่ได้หิว หรือมีอาการร่วม เช่น ปวดท้องรุนแรง ท้องเสียเรื้อรัง อาเจียน น้ำหนักลด หรือมีไข้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคในระบบทางเดินอาหารที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ที่มา SOHA

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไม่หิว แต่ท้องร้อง! แพทย์เตือนอย่ามองข้าม อาจเป็นสัญญาณของ 8 โรคร้าย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...