MGI จบไม่สวย?
ดูเหมือนผู้คนมากมายในตลาดหุ้นจะเอือมระอากับคนที่รายล้อมหุ้น MGIมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความเห็นต่างในแต่ละเรื่องมักนำไปสู่การปะทะทางความคิด ชนิดที่พวกคนดีศรีประเสริฐชอบพาทัวร์มาลงอีกฝั่งเป็นประจำนั้น มันทำให้เกิดการจองกฐินสามัคคีเพื่อเอาคืนเพิ่มขึ้นทุกวัน “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่สังคมชาวหุ้นจะได้เรียนรู้พฤติกรรมของคนพวกนี้ และในไม่ช้าจะได้เห็นจุดจบของเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร?..มันสนุกดีนะตัวเอง
ถามว่า “โมนิก้า” ทำไมถึงคิดเช่นนั้น? และทำไมไม่ซีเรียส? จึงขอตอบแบบผู้ดีว่า “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง”ซึ่งเรื่องราวตรงนี้มีจุดเริ่มต้นจากราคาหุ้นที่ทะยานขึ้นแบบเกินพื้นฐาน จนทำให้ ตลท.ต้องออกมาเตือนนักลงทุนด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ ซึ่งไล่ระดับตั้งแต่ “เบาไปหนัก” ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า T1 T2และ T3 ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงก็ยังมีการซื้อขายที่ผิดปกติอยู่ดีนะคะ
จนสุดท้ายต้องงัดเครื่องมือที่เรียกว่า “P”หรือ “Pause” ซึ่งเป็นการห้ามซื้อขายหุ้นชั่วคราวมาจัดการ หลังสภาพ การซื้อขายผิดปกติ และถือเป็นครั้งแรกที่ ตลท. นำเครื่องมือตัวนี้มาใช้ในตลาดหุ้น แต่ดูเหมือนก๊กก๊วนที่อุปโลกน์ตัวเองเป็นนักลงทุนสายคุณค่าจะไม่ยี่หระกับคำเตือนดังกล่าว และพยายามหาข้ออ้างสารพัดมาอธิบายว่า หุ้นตัวนี้..ดีอย่างนั้น..ดีอย่างนี้ ซึ่งมีพวกสมุนที่ฝากตัวรับใช้นายเข้ามารับลูกกันเป็นระยะเจ้าค่ะ
น่าเห็นใจที่เสียงร่ำร้องของคนพวกนี้ มันเหมือนเสียงผายลมในสายตาของ ตลท. และไม่ได้เป็นสาระสำคัญของการลุยตรวจสอบ จึงทำให้ ตลท. ประกาศขึ้นเครื่องหมาย Pเป็นครั้งที่สองและมีการขึ้นครั้งที่ 3ตามหลังมาติด ๆ ซึ่งทำให้ก๊กก๊วนสมาคมที่มีเอี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนดิ้นพล่านกันเป็นแถว พร้อมกับปลูกฝังความเชื่อเดิม ๆ ว่า ถูกทางการกลั่นแกล้งแบบนี้..เพี้ยนไปกันใหญ่แล้วนะจ๊ะ
ที่น่าสนใจก็คือระหว่างทางดันเกิดข้อพิพาทกับผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสื่อต่าง ๆหรือแม้กระทั่งโบรกเกอร์ก็มีให้เห็นเป็นระลอก ซึ่งทำให้สังคมได้ฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่า บทบาทของผู้บริหารและบทบาทของนักลงทุนหรือแม้กระทั่งบทบาทของกองเชียร์ มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผู้คนแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจนคือ “ชอบ”และ “ไม่ชอบ”ในพฤติกรรมที่แสดงออกมาพะย่ะค่ะ
งานนี้เลยเป็นที่มาของการตั้งคำถามที่ว่า สิ่งที่ก๊กก๊วนของ MGIกำลังทำเป็นเรื่องที่ถูกต้องขนาดไหน? เพราะพฤติกรรมของแต่ละคนที่เสนอหน้าออกมาในเที่ยวนี้ มันช่างตรงข้ามกับบทบาทของตัวเองที่สวมหัวโขน “โมนิก้า” เลยรู้สึกงงเหลือเกินกับคำว่า “วีไอ”ต้องลงทุนในหุ้นแบบไหนกันแน่! เพราะสิ่งที่รับรู้มาตลอดต้องเป็นหุ้นพื้นฐานดีมีการเติบโตสม่ำเสมอ PE ต่ำและ PBV ไม่สูง รวมทั้งผู้บริหารตั้งใจทำงาน (ไม่ใช่หมกมุ่นแต่เรื่องราคาหุ้น) เจ้าค่ะ
ประเด็นข้างทำให้ “โมนิก้า” อยากรู้เหลือเกินว่า หุ้นที่เทรดบน PE 110 เท่าและยังมีค่า PBV 30 เท่า รวมทั้งสภาพคล่องของหุ้นที่เทรดเหือดแห้งลงไปทุกที มันเป็นหุ้นที่ตรงกับคอนเซปต์นักลงทุนสไตล์คุณค่าจริงเหรอ? และด้วยความกร่างคับซอยของกลุ่มคนเหล่านี้ ส่งผลให้เพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงตลาดหุ้นไม่อยากสุงสิงอะไรด้วยทั้งนั้น และรอดูวันจบจะมีดราม่าชุดใหญ่ออกมาไหม?..มันเหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า พวกคุณอย่าล้มใช่ไหม..วานบอกที!..อิอิอิ
ล่าสุดดูเหมือนว่า ทางฝั่ง CGSIจะออกมาโต้อีกฝั่งถึงขั้นตอนในการทำ “คอมปานีวิสิท” ไม่ได้ไปในนามของบริษัท แต่เป็นเรื่องของมาร์เก็ตติ้งที่ทำในนามตัวแทนลูกค้าแบบนี้..หน้าแตกชนิดหมอไม่รับเย็บกันเลยทีเดียว และเรื่องนี้ก็โยงไปถึงการแจ้งความเมื่อวันก่อนของ MGIเพื่อเอาผิดอีกฝั่งที่ทำให้เสียชื่อเสียงนั้น “โมนิก้า” พูดได้ทันทีว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนมีใครเขาทำกัน!ยกเว้นพวก..นะจะบอกให้
สรุปสุดท้ายไม่ว่าเรื่องนี้จะมีผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบไหน? สังคมก็ได้เรียนรู้พฤติการณ์ของกลุ่มคนเหล่านี้ในระดับหนึ่ง และเรื่องราวตรงนี้จะถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน เพราะเป็นเคสที่ทำให้หน่วยงานในตลาดหุ้นปั่นป่วนเหลือเกิน “โมนิก้า” ในฐานะคนที่เฝ้าดูตลาดหุ้นมาหลายยุค จึงขอให้กำลังใจหน่วยงานที่เป็นด่านหน้าอย่าง ตลท.อีกครั้ง เพราะได้ทำหน้าที่ปกป้องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับแมงเม่าไงล่ะคะ