สงสัยไหม!? ทำไมต้นบ๊วยหนึ่งต้นถึงมีทั้งดอกสีขาวและสีแดง
สายลมที่พัดโชยมาพร้อมกับอากาศที่อบอุ่นขึ้น ก็ทำให้เรารู้สึกได้ว่า “ฤดูใบไม้ผลิ” กำลังใกล้มาถึงแล้ว เมื่อถึงพูดถึงฤดูใบไม้ผลินอกเหนือไปจากดอกไม้ประจำชาติญี่ปุ่น “ซากุระ” (Sakura = 桜) ที่ทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว “ดอกบ๊วย”(Ume = 梅) ก็เป็นหนึ่งในดอกไม้สัญลักษณ์แห่งฤดูใบไม้ผลิและยังเป็นดอกไม้ที่คนญี่ปุ่นให้ความชื่นชอบมากด้วยเช่นกัน ว่าแต่ใครที่เคยชมหรือพบเห็นดอกบ๊วยญี่ปุ่นเคยสงสัยกันไหมว่าทำไมในต้นบ๊วยหนึ่งต้นบางทีถึงมีทั้งดอกบ๊วยสีขาวและดอกบ๊วยสีแดง? ในวันนี้เราจะไขความลับให้ทราบกันค่ะ
ดอกบ๊วยแตกต่างจากซากุระ?
ความแตกต่างอย่างแรกคือตามปกติแล้วดอกบ๊วยจะบานเร็วกว่าซากุระค่ะ ซึ่งดอกบ๊วยจะเริ่มบานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ยิ่งไปกว่านั้นยังมีช่วงระยะเวลาในการบานให้เราได้ชมนานกว่าซากุระอีกด้วย โดยจะบานนานถึง 1 เดือนเลย
ในช่วงเทศกาลชมดอกบ๊วย ตามปกติแล้วคนญี่ปุ่นก็จะไม่ออกมานั่งปิกนิคกินข้าวใต้ต้นบ๊วยกันเหมือนอย่างการเดินชมหรือนั่งปิกนิคกินข้าวใต้ต้นซากุระ แต่ผู้คนส่วนใหญ่จะนิยมเดินชมดอกบ๊วยไปเรื่อย ๆ เพื่อดื่มด่ำกับความงดงามและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกบ๊วยกันมากกว่าค่ะ
“เก็งเปซากิ” คำเรียกต้นบ๊วยที่มีทั้งดอกสีแดงและสีขาว
การเรียกต้นบ๊วยที่ในหนึ่งต้นมีทั้งดอกบ๊วยสีแดงและสีขาวว่า “เก็งเปซากิ” (Genpeisaki = げんぺいさきหรือ源平咲き) มีที่มาจาก “สงครามเก็งเป” ซึ่งเป็นสงครามสู้รบแยกชิงอำนาจกันระหว่างฝ่ายเก็นจิ (Genji = げんじหรือ 源氏) กลุ่มคนฝ่ายที่ใช้นามสกุลมินาโมโตะ (Minamoto = みなもとหรือ源) กับฝ่ายเฮย์ชิ (Heishi = ヘイシหรือ平氏) กลุ่มคนฝ่ายที่ใช้นามสกุลไทระ (Taira = たいらหรือ平) ในสมัยเฮอันช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1180 – ปี ค.ศ. 1185
ฝ่ายเก็นจินั้นจะใช้ธงสีขาวเป็นสัญลักษณ์ ในขณะที่ฝ่ายเฮย์ชิใช้ธงสีแดงเป็นสัญลักษณ์ ภาพของธงสีขาวและสีแดงที่ผสมปะปนกันไปมาในสนามรบเปรียบเสมือนดอกบ๊วยที่มีทั้งสีแดงและสีขาวผสมผสานกันจึงเป็นที่มาที่ไปของคำว่า “เก็งเปซากิ” นั่นเองค่ะ
ว่าแต่แล้วทำไมฝ่ายเก็นจิจึงใช้ธงสีขาว และฝ่ายเฮย์ชิใช้ธงสีแดง? ก็มีหลายทฤษฎีด้วยกัน แต่ทฤษฎีที่ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อกันก็คือ ฝ่ายเก็นจิใช้ธงสีขาว เพราะเชื่อว่า “สีขาวคือสีบริสุทธิ์ของเทพเจ้า” ในส่วนของฝ่ายเฮย์ชิที่ใช้ธงสีแดงก็เพราะว่า “สีแดงคือสีของพระอาทิตย์” ซึ่งหมายถึงสุริยเทพีอามาเตราสึ โอมิกามิ (Amaterasu Oomikami = 天照大神 )ซึ่งเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นและยังถือว่าเป็นบรรพบุรุษของราชวงศ์ญี่ปุ่นอีกด้วย ดังนั้นการใช้สีแดงจึงเปรียบเสมือนการสื่อว่า“ตนสืบเชื้อสายเกี่ยวข้องกับพระจักรพรรดิ” นั่นเองค่ะ
นอกเหนือไปจากที่กล่าวมาแล้วเรายังเห็นการแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม โดยการใช้สีแดงและสีขาวได้ตามงานหรืออีเวนต์ต่าง ๆ ในปัจจุบันได้อีกด้วยค่ะ เช่น ในงานแข่งขันกีฬาของโรงเรียนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 2 ทีมด้วยกัน ได้แก่ “ทีมสีแดง” (Akagumi = 赤組) และ “ทีมสีขาว” (Shirogumi = 白組) หรือในการแข่งขันประกวดร้องเพลงขาวแดง NHK เป็นต้นค่ะ
ทำไมต้นบ๊วยหนึ่งต้นถึงมีทั้งดอกสีขาวและสีแดง?
สาเหตุก็มาจากดอกบ๊วยสีแดงไม่สามารถทำการผลิตสีแดงออกมาได้ จึงทำให้เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีขาวนั้นเองค่ะ โดยสีแดงของดอกบ๊วยเกิดจาก “สารแอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารสีที่พบได้ในดอกบ๊วย โดยการที่จะทำให้ดอกบ๊วยผลิดอกออกมาเป็นดอกบ๊วยสีแดงต้องใช้เอ็นไซม์รวมถึงน้ำตาลในการเร่งปฏิกิริยาทางเคมีเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าเมื่อเอ็นไซม์เหล่านั้นกลับทำงานบกพร่อง จึงทำให้ดอกบ๊วยแทนที่จะบานออกมาเป็นสีแดงจึงบานออกมาเปลี่ยนเป็นสีขาวแทนค่ะ
สรุปแล้วมีคนแอบเอาดอกบ๊วยสีขาวมาทาบกิ่งที่ต้นบ๊วยสีแดงหรือไม่?
ถ้าอยู่ดี ๆ ต้นบ๊วยดอกสีแดงในสวนที่บ้านมีดอกบ๊วยสีขาวโผล่ขึ้นมา เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงตกใจกันเป็นแน่แท้ จนพากันคิดไปได้ว่า “มีคนแอบเข้ามาที่สวนตอนกลางคืนแล้วเอาดอกบ๊วยสีขาวมาทาบกิ่งที่ต้นดอกบ๊วยสีแดงหรือเปล่า?” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็อย่างที่กล่าวไปในห้วข้อก่อนหน้า ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งจากใครทั้งสิ้นค่ะ! แค่ว่าสารแอนโทไซยานินที่ทำให้เกิดสีแดงในดอกบ๊วยดันทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้ดอกบ๊วยสีแดงเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นดอกบ๊วยสีขาวแทน ดังนั้นสบายใจหายห่วงไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะ
เมื่อพูดถึงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นทุกคนก็มักจะนึกถึงดอกซากุระกัน แต่ยังไงถ้าใครมีโอกาสมาญี่ปุ่นในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ก็ลองเสริมแพลนไปแวะเที่ยวชมถ่ายรูปกับดอกบ๊วยดูนะคะ เชื่อได้เลยว่าภาพที่ออกมาโดยมีฉากหลังเป็นดอกบ๊วยสีสันสวยงามสดใสจะตัองเป็นหนึ่งในภาพที่ระลึกความทรงจำอันน่าประทับใจในทริปญี่ปุ่นครั้งนั้นแน่นอนค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก : tenki.jp