โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมของแรงจูงใจ เหตุใดการขอให้คนช่วยประหยัดไฟ อาจไม่ยั่งยืน ?

Thai PBS

อัพเดต 7 เมษายน 2569 เวลา 22.54 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ย้อนไปในช่วงคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 กลายเป็นช่วงเวลาที่คนไทยต้องเผชิญกับข่าวร้ายกลางดึก เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร ผู้คนไม่ยอมหลับยอมนอนแห่ขับขี่รถออกจากบ้านต่อคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียดแทบทุกปั๊ม

ปรากฏการณ์ Panic buying เช่นนี้อาจกำลังสะท้อน ความเปราะบาง ในชีวิตของคนไทย

อีกด้านประเทศอย่าง สิงคโปร์ ก็ตกอยู่ในวิกฤตหนักหน่วงไม่แพ้กัน แต่กลับเผชิญหน้าต่อแรงกระแทกได้อย่างมั่นคง ไม่สั่นไหว หลังรัฐบาลประกาศ Brace yourself ให้ประชาชนเตรียมตัวรับมืออย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่บ้านเราใช้วิธี ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์งดใส่สูท ผูกไท และดับไฟตอนพักเที่ยง

คำถามสำคัญคือ นโยบายระดับปัจเจกของไทยเหล่านี้ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในชาติในระยะยาวได้จริงหรือ ?

หรือแท้จริงแล้วจำเป็นต้องมีการออกแบบโครงสร้างทางสังคมเสียใหม่เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตนี้อีกครั้งในระยะยาว

The Active ชวนหาคำตอบประเด็นเหล่านี้กับ ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ แห่ง Nanyang Technological University (NTU) ประเทศสิงคโปร์ ถึงวิกฤตราคาน้ำมันจากไทยถึงสิงคโปร์ ผ่านมุมมองด้าน เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และ หลักการ Nudge Theory หรือ ทฤษฎีการสะกิด แนวคิดสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของคนและช่วยปรับมุมมองในการออกแบบนโยบายสาธารณะสมัยใหม่

วันนี้…น้ำมันกำลังขยับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง วิกฤตครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่แค่บทเรียนเรื่องพลังงานเท่านั้น แต่คือโอกาสสำคัญที่สังคมไทยต้องรื้อโครงสร้างใหม่ เพื่อให้ต่อจากนี้ ประเทศไทยจะผ่านวิกฤตไปได้อย่างยั่งยืน และไม่ผลักภาระให้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว

Panic Buying ปรากฏการณ์จ่อคิวหน้าปั๊ม ในวันที่ “น้ำมัน” ไม่มีสิ่งใดทดแทน

กลางดึกเมื่อหลายวันก่อน คนไทยก็ได้เห็นข่าวร้ายจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันพุ่งพรวดถึงลิตรละ 6 บาทในคราวเดียว กลางดึกคืนนั้น เรื่องนี้ไม่เป็นเพียง Talk of the town ในโลกโซเชียลเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงท้องถนน เมื่อผู้คนต่างแห่นำรถออกจากบ้านมุ่งตรงสู่ปั๊มน้ำมัน คิวยาวเหยียดทะลักออกมานอกถนนเพื่อให้ทันเวลาตี 5 ของวันรุ่งขึ้นก่อนน้ำมันปรับขึ้นราคา

ภาวะที่ปริมาณสินค้าหายไปจากตลาดอย่างกะทันหันโดยที่เราไม่ได้ทันตั้งตัวเช่นนี้ เรียกว่า Supply shock ที่ในกรณีนี้มีชนวนเหตุมาจากภาวะสงครามและลุกลามมาถึงบ้านเรา

โดยปกติแล้วหากอยู่ ๆ สินค้าหนึ่งราคาแพงขึ้นมา ก็จะผลักให้คนไปใช้สินค้าอื่นทดแทนได้ตามกลไกการตลาด เช่น หากช่วงนี้โยเกิร์ตแพง คนสามารถหันไปซื้อหาผลไม้หรือผลิตภัณฑ์อาหารอื่นแทนได้

แต่สำหรับ “น้ำมัน” เป็นสินค้าที่แทบไม่มีอะไรมาทนแทนได้ในเวลาอันสั้น ต่อให้ราคาสูงขึ้นสักแค่ไหน แต่ความต้องการของคนไม่เคยลดลง

ศ.ณัฐวุฒิ ยกตัวอย่างว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว ของจำพวกโยเกิร์ต หรือขนม เป็นสินค้าที่มี ความยืดหยุ่น (Elastic) หากอยู่ ๆ ปรับขึ้นราคา ความต้องการจะหดตัวลงทันที เพราะเป็นสินค้าที่คนสามารถตัดใจไม่ซื้อได้ง่าย เพราะมีอาหารชนิดอื่น ๆ เป็นทางเลือกแทน

แตกต่างจากน้ำมันที่เป็นสินค้าประเภทที่มีความไม่ยืดหยุ่น (Inelastic) ในความต้องการของคน หมายความว่าต่อให้น้ำมันจะขึ้นราคาสูงสักเท่าไหร่ แต่ทุกคนยังต้องเติมน้ำมันเพื่อขับรถไปทำงาน หรือแม้กระทั่งคนทำมาหากินอย่างแท็กซี่หรือการขนส่งก็ยังต้องซื้อน้ำมันต่อไปเพื่อทำมาหากินไม่ว่าจะแพงสักแค่ไหน นั่นเพราะเป็นสินค้าที่ไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ ความต้องการจึงไม่เคยลดน้อยลง

“น้ำมันคือสินค้าที่คนเลิกใช้ไม่ได้ (Inelastic) ไม่ว่าราคาจะขึ้นไปสูงเท่าไหร่ แต่ความต้องการไม่เคยน้อยลง ในเชิงกลไกการตลาด เมื่อใดก็ตามที่สินค้านั้นจำนวนจำกัด แต่ยังมีความต้องการ ก็จะเกิดการปรับขึ้นราคา”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

เห็นได้ชัดว่า เมื่อ Supply shock มาเจอกับ สินค้า Inelastic อย่างน้ำมัน จึงส่งแรงกระแทกทำให้น้ำมันแพง และยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของคนจนทำให้เกิด Panic buying หรือ ปรากฏการณ์คนเอารถออกจากบ้านกลางดึกเพื่อต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด เพราะกลัวพรุ่งนี้จะได้น้ำมันราคาแพงกว่า หรือกลัวว่าตัวเองจะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนน้ำมันนั่นเอง

“Brace yourself” ไม่สั่นไหว ในวิกฤตแบบสิงคโปร์

แม้ไทยไม่ได้อ้างอิงราคาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางโดยตรง แต่เราอ้างอิงจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อขายกันที่ตลาดสิงคโปร์ (Mean of Platts Singapore – MOPS) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

แน่นอนว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในสิงคโปร์ก็ทะยานสูงขึ้นไม่แพ้กัน โดยราคาน้ำมันเบนซินปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.25 – 3.35 ดอลลาร์สิงคโปร์/ลิตร (ราว 88 – 91 บาทไทย) แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่มีภาพของความตื่นตระหนกเกิดขึ้นเลย

“ในสิงคโปร์แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ไม่มีการ panic buying หรือสถานการณ์คนต่อคิดเติมน้ำมันยาวเหยียดแบบประเทศไทย ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลสูง เชื่อว่าไม่มีการคอร์รัปชัน ไม่มีการกักตุน และสามารถดูแลประชาชนได้”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

ศ.ณัฐวุฒิ ยังเล่าถึงประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ว่าแตกต่างจากไทย โดยอีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ ในประเทศสิงคโปร์ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้รถส่วนตัว

เนื่องจากรถยนต์ในสิงคโปร์มีราคาแพงมาก (อาจเทียบเท่าบ้านหลังหนึ่งในประเทศไทย) ดังนั้นประชาชนที่สามารถซื้อรถยนต์ได้จำเป็นต้องเป็นคนที่มีฐานะค่อนข้างดี และเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการวางแผนของรัฐบาลเพื่อจำกัดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนด้วย

“สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก เรานำเข้าทรัพยากรทุกอย่างเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน หรือน้ำสะอาด แต่ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีการวางแผนและจัดสรรโครงสร้างพื้นฐานที่ดีตั้งแต่ต้น เมื่อเจอวิกฤตหนัก โครงสร้างพื้นฐานที่ดีเหล่านี้จึงเอื้อให้ประเทศมีความสามารถในการปรับตัว หรือ Resilience ได้มาก”

ด้านท่าทีของรัฐบาล ก็มีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับประชาชน ดังเช่นแถลงการณ์ของ ลอว์เรนซ์ วอง (Lawrence Wong) ผู้นำสิงคโปร์ ที่กล่าววลีที่ว่า “Brace yourself” หรือ เตรียมตัวเตรียมใจรับมือ เพื่อบอกให้ประชาชนเตรียมรับแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานโลกที่ชาวสิงคโปร์ต้องเจอแน่ ๆ

ในขณะที่หลายประเทศ (รวมทั้งไทย) เลือกแก้ปัญหาด้วยการตรึงราคา และปล่อยให้ประชาชนลุ้นหรือคาดเดากะเกณฑ์กันเอาเอง

เมื่อคนรวย-คนจน รู้สึกไม่เท่ากัน

กลับมาที่ประเทศไทย…

ก่อนที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นถึงลิตรละ 6 บาท รัฐบาลไทยใช้กลไกของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fuel Fund) เป็นด่านหน้าในการรับแรงกระแทก

โดยการนำเงินงบประมาณและเงินกู้มาอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมันขายปลีกให้คงที่ ในช่วงวิกฤตหนักที่สุด กองทุนฯ ต้องแบกรับภาระจ่ายชดเชยสูงถึง 700-800 ล้านบาทต่อวัน เพื่อประคับประคองไม่ให้ค่าครองชีพพุ่งสูงกะทันหันจนส่งผลให้สถานะทางการเงินของกองทุนฯ ติดลบทะลุกว่าแสนล้านบาทในที่สุด

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้ดูจะไม่ได้ผลมากนัก เพราะท้ายที่สุดราคาน้ำมันก็พุ่งกระฉูดอย่างที่เห็น นอกจากนี้ รูปแบบของนโยบายยังเป็นแบบถ้วนหน้า ที่ไม่ว่าคนรวย-คนจนก็ต่างได้ประโยชน์เสมอกัน ซึ่งอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดวิธี

ศ.ณัฐวุฒิ ยังวิเคราะห์ด้วยว่า นโยบายแบบถ้วนหน้าที่มีลักษณะที่เอื้อให้ประโยชน์กับทุกคนเช่นนี้ มักไม่ยั่งยืน

“เรารู้ดีว่าวิกฤตนี้มีแต่คนจนที่เดือดร้อนหนัก ในขณะที่คนรวย ถึงแม้ว่าเขาจะยังต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ถึงจะแพงยังไงขนหน้าแข้งของเขาก็ไม่ร่วง นโยบายแบบ universal คนรวย-จนก็ได้เท่ากันหมดอาจไม่ยั่งยืน แถมสุดท้ายราคาน้ำมันก็พุ่งทะยานอย่างที่เป็นอยู่”

“สิ่งที่ดีกว่าคือการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานไป แล้วออกแบบนโยบายที่ช่วยเหลือคนกลุ่มเปราะบางหรือปรับตัวได้ยาก เช่น หากน้ำมันราคาแพงแล้ว ลดค่าใช้จ่ายอื่นให้เขาแทนได้ไหม ซึ่งจะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าในเชิงสวัสดิการ”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

นอกจากคนรวย-คนจน จะเดือดร้อนไม่เท่ากันแล้ว ยัง รู้สึก ถึงวิกฤตไม่เท่ากันด้วย!

“คนรวยมีขีดความสามารถในการปรับตัว (adaptive capacity) มากกว่า เมื่อเกิดวิกฤตจึงปรับตัวได้ง่าย ตราบใดที่เขายังมีเงินซื้อน้ำมันก็แทบไม่รับรู้ถึงผลกระทบ แต่คนที่ได้รับผลกระทบจาก supply shock มากที่สุด คือ คนยากจน”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

นอกจากเรื่องความสามารถในการปรับตัวแล้ว ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมสามารถอธิบายผ่านทฤษฎีที่เรียกว่า Salience (เซเลียนซ์) หรือ ความโดดเด่น สะดุดตา

“สมองเราจะพุ่งความสนใจไปที่ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเรา”

สำหรับคนทั่วไปหรือคนจน ตัวเลขราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือ ข้อมูลที่มี High Salience (โดดเด่นมาก) เพราะทำให้เห็นว่าเงินในกระเป๋าหายไปอย่างชัดเจนและกลายเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด

แต่สำหรับคนรวยแล้ว ราคาน้ำมันกลายเป็นข้อมูลที่มี Low Salience (โดดเด่นน้อยมาก) เพราะผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าต่ำมากจนแทบไม่รู้สึกรู้สาอะไร และคนรวยบางคนมีคนขับรถ จึงแทบไม่เคยไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ไม่มีกระทั่งประสบการณ์เห็นตัวเลขจ่ายน้ำมันด้วยซ้ำ

กระทั่งทำให้เหล่าคนรวยอาจรู้สึกว่า วิกฤตที่ใคร ๆ ต่างพูดถึงกันตอนนี้ ความจริงก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย หรือ ที่เรียกว่า Distort Reality (การบิดเบือนความจริง)

เป็นที่เข้าใจได้ ว่าประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างบ้านเรา คนย่อมมีความรู้สึกรู้สาต่อวิกฤตนี้ต่างกันไป แต่การ รู้สึกและรับรู้ ที่เท่าเทียมเสมอกันนี้สำคัญอย่างไร ?

ศ.ณัฐวุฒิ อธิบายว่ามีผลอย่างมากต่อการเลือกทำพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์

ไม่รู้สึกรู้สา ก็ยากที่จะปรับพฤติกรรม

ขอพักเรื่องน้ำมันไว้ก่อน หันดูตัวอย่างเรื่องการปรับพฤติกรรมผ่านเรื่องคล้าย ๆ กันอย่าง ค่าไฟ กันบ้าง

เราบ่นกันว่า ค่าไฟแพง รู้สึกว่าถึงเวลาต้องประหยัดเสียที แต่เชื่อไหมว่าถึงจะรับรู้อย่างนี้แล้ว แต่เอาเข้าจริง พฤติกรรมการใช้ไฟของเราก็ไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก

นั่นเป็นเพราะระบบค่าไฟฟ้าของไทย ต้องรอให้ครบเดือนก่อนจึงจะเห็นภาพรวมว่าเราใช้ไปแล้วเท่าไหร่ หมายความว่าเราจะสะดุ้งกับค่าไฟแสนแพงแค่ครั้งเดียวตอนสิ้นเดือน

พอขึ้นเดือนใหม่เราก็มีพฤติกรรมการใช้ไฟสิ้นเปลืองเหมือนเดิม เพราะความรู้สึกสะเทือนใจตอนสิ้นเดือนที่แล้วมันค่อย ๆ หายไปแล้ว

“เราเห็นแค่ว่าเดือนนี้ใช้ไฟไปเท่าไหร่ แต่ไม่เคยเห็นว่าในแต่ละวันมิเตอร์ค่าไฟหมุนไปเท่าไหร่ ถ้าเราเห็นว่าแต่ละวันต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ มันจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของเราทันที”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ยังอธิบายด้วยว่าหากประเทศไหนลองเปลี่ยนระบบการออกบิลค่าไฟรายเดือน เป็นการทำให้คนเห็นค่าไฟรายวัน แน่นอนว่าจะช่วยกระตุ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของคนมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเห็นว่าบ้านตัวเองใช้ไฟฟ้าสูงว่าบ้านอื่น

“ในสิงคโปร์ จะมีระบบการแจ้งค่าไฟที่ทำให้แต่ละบ้านเห็นว่าตนเองใช้ไฟฟ้าสูงกว่าหรือน้อยกว่าบ้านในละแวกเดียวกัน การเปรียบเทียบแบบนี้ทำให้คนมองเห็นข้อมูลชัดเจนมากขึ้น แล้วคนจะหันมาตรวจสอบตัวเองว่าที่ผ่านมามีการใช้ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมหรือยัง หรือควรปรับพฤติกรรมได้แล้ว”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลล้วน ๆ แต่หลายครั้งเราตัดสินใจจะทำอะไรสักอย่างจากการเห็นว่าคนอื่นเขาทำอย่างไร

หากเราเห็นว่าบ้านตัวเองใช้ไฟสูงที่สุดในหมู่บ้าน หรือเพื่อนบ้านใช้ไฟได้น้อยกว่า ก็จะเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบ แปลกแยก และรู้สึกผิดในที่สุด หรือในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่าSocial norm (บรรทัดฐานทางสังคม)

วิธีที่สิงคโปร์ทำจึงเป็นเหมือนการ Nudge หรือ การสะกิดเบา ๆ เพื่อสร้าง Social Norm ให้กับสังคม ซึ่งทำให้เห็นว่า การที่ทำให้ประชาชนรู้สึกรู้สากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสำคัญกับการปรับพฤติกรรมอย่างมากโดยมักไม่เกี่ยวกับความรวย-จนแต่อย่างใด

Nudge Theory – สะกิดเบา ๆ แบบไม่บังคับ แต่พร้อมปรับพฤติกรรม

Nudge Theory หรือ ทฤษฎีการสะกิด คือ แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เชื่อว่า เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนให้ดีขึ้นได้โดย ไม่บังคับ แต่ใช้การออกแบบทางเลือก เพื่อให้คนเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวมด้วยการตัดสินใจของเขาเอง

Nudge Theory เป็นแนวคิดของริชาร์ด เธเลอร์ (Richard Thaler) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับ แคส ซันสไตน์ (Cass Sunstein) ที่ถูกอธิบายผ่าน หนังสือ Nudge: Improving Decisions About Health, Wealth, and Happiness ซึ่งกลายเป็นหนังสือที่เปลี่ยนแนวคิดเรื่องการออกแบบนโยบายสาธารณะทั่วโลก

เพื่อให้เข้าใจง่าย Nudge Theory ได้แบ่งมิติการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. ฝั่งซ้ายสุด : ปล่อยให้ทำตามอำเภอใจ (Libertarian / Individual) คือ การปล่อยให้มนุษย์แต่ละคนมีอิสระสูงสุดในตัดสินใจด้วยตัวเองทั้งหมดโดยไม่มีรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยว

ข้อเสียที่เกิดขึ้น คือ หากปล่อยให้การตัดสินใจเป็นอิสระมาก ๆ คนอาจจะตัดสินใจเลือกพฤติกรรมที่เป็นผลเสียต่อตัวเองในระยะยาว (อาจเพราะความไม่รู้ หรือบางทีก็แค่ขี้เกียจ) เพราะ มนุษย์เป็นสิ่งที่ผิดพลาดได้เสมอ

2. ฝั่งขวาสุด : บังคับสั่งการ (Paternalistic / Mandate) คือ การที่รัฐบาลสั่งการประชาชนว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ (เปรียบเสมือนพ่อแม่บังคับลูก) เช่น ออกกฎหมายบังคับ (Mandate) หากใครไม่ทำถือว่าผิดกฎหมาย

ข้อเสียที่เกิดขึ้น คือ แม้จะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการในเชิงพฤติกรรม แต่ประชาชนจะรู้สึกอึดอัด ไร้อิสระที่ไม่มีสิทธิในการเลือก หรือตัดสินใจด้วยตัวเอง จนอาจนำไปสู่การต่อต้านภายหลัง

3. ตรงกลาง: การสะกิด (Nudge)

ตรงนี้คือ ทางสายกลาง ของทั้ง 2 ฝั่งสุดโต่งข้างต้น โดยยังให้สิทธิเสรีภาพประชาชน (Libertarian) แต่รัฐมีการออกแบบทางเลือกไว้ให้ด้วย (paternalism) แต่จะไม่ใช่การบังคับหรือสั่งการ แต่ใช้วิธี สะกิดเบา ๆ เพื่อให้คนเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

ผลคือ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีสิทธิเลือกด้วย และผลลัพธ์ก็ออกมาดีตามที่วางแผนไว้

“เราเรียกวิธีนี้ว่า Libertarian Paternalism คือ เมื่อรัฐต้องการให้ประชาชนทำอะไรสักอย่าง จะไม่บังคับ แต่จะออกแบบโครงสร้างให้ประชาชนเลือกในสิ่งที่รัฐอยากให้ทำโดยอัตโนมัติ ซึ่งทางเลือกนั้นทำได้ง่ายกว่า ตรงกับสิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่า และประชาชนยังรู้สึกว่าตัวเองมีทางเลือกด้วย”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดคือ นโยบายการออม

ศ.ณัฐวุฒิ อธิบายว่า หากเราต้องการให้ประชาชนออมเงิน ถ้าตั้งระบบไว้แบบOpt-in (การเลือกเพื่อเข้า) หมายความว่า ประชาชนคนนั้นต้องเลือกเพื่อที่จะเข้ามาออมเงินเอง แปลว่า ต้องเดินไปธนาคาร กรอกเอกสาร หรือแม้แต่หยิบมือถือมาโอนเงินผ่านแอปฯ ซึ่งในความเป็นจริงมนุษย์มีความขี้เกียจ ผลัดวันประกันพรุ่ง กิจกรรมเหล่านี้จึงต้องใช้ความพยายามมาก และผลที่ได้คือ คนออมเงินน้อยมาก

แต่หากเปลี่ยนระบบเป็นแบบ Opt-out (เลือกเพื่อออก) หมายความว่า ให้ประชาชนเข้าร่วมการออมเงินโดยอัตโนมัติตั้งแต่แรก (เช่น หักเงินเดือนเพื่อเป็นเงินออมอัตโนมัติ) แต่ประชาชนก็เลือกที่จะออกจากระบบได้เองหากไม่ต้องการแล้ว

ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า คนส่วนใหญ่ขี้เกียจทำเรื่องยกเลิก เลยปล่อยให้ระบบการออมเงินทำงานไปเรื่อย ๆ ทำให้ยอดการออมเงินของคนในประเทศสูงขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องบังคับเลย

“ทางแรก (opt-in) ไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไปมากนัก แต่ทางที่สอง (opt-out) มันถูกดีไซน์มาแล้วว่าคุณไม่ต้องทำอะไรเลย คุณปล่อยให้มันทำงานไป แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น คุณได้เซฟเงิน ได้ผลประโยชน์ เห็นได้ว่าในเชิงนโยบาย รัฐไม่ได้มีการบังคับประชาชนเลย แต่ออกแบบทางเลือกให้ดีต่อประชาชน โดยทำให้ยังมีทางเลือก การเปลี่ยนค่า default นโยบายให้เป็น opt-out จึงเปลี่ยนพฤติกรรมการออมของคนไปมาก”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

กลับมาที่วิกฤตพลังงานตอนนี้ เราได้เห็นบางประเทศเริ่มให้แนวคิดสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนบ้างแล้ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ได้ประกาศมาตรการจูงใจครั้งใหญ่ภายใต้โครงการ Move Victoria Free เพื่อตอบสนองต่อภาวะค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เมื่อ เม.ย. 2026

โดยให้ประชาชน ขึ้นรถไฟฟ้าและขนส่งสาธารณะฟรีทั้งเมืองเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อเป็นแรงจูงใจ (Incentive) ให้ประชาชนลดการใช้รถส่วนตัวในช่วงวิกฤตน้ำมันแพง ซึ่งเป็นการใช้วิธีทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพโดยไม่ใช้การบังคับเลย

งดใส่สูท ผูกไท ดับไฟทุกเที่ยงวัน : เมื่อนโยบายระดับบุคคล อาจไม่เคยช่วยให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม

ตอนนี้เราได้เห็นประกาศรณรงค์มาตรการประหยัดพลังงานออกมาบ้างแล้ว เช่น การลดการใช้รถยนต์, การ Work from home, การยกเลิกการใส่สูทผูกเนกไท

แต่ทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นนโยบายในรูปแบบเชิงปัจเจกบุคคลมากกว่านโยบายที่แก้ระดับโครงสร้าง

ศ.ณัฐวุฒิ ยังอธิบายว่า การออกแบบนโยบายที่มีลักษณะของการรณรงค์ ให้ข้อมูล หรือขอความร่วมมือ มักล้มเหลวในการเปลี่ยนพฤติกรรมคนในระยะยาว

เพราะเป็นนโยบายแบบ I-frame’ (Individual Frame) ที่มุ่งแก้ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว โดยละเลยการแก้ไขที่ตัวระบบหรือ S-frame (System Frame) ซึ่งเป็นการออกแบบสิ่งแวดล้อมและทางเลือกที่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงและยั่งยืนมากกว่า

“นโยบายแบบ i-frame คือการผลักภาระไปที่ปัจเจกบุคคล (individual) มองว่าเป็นหน้าที่ของแต่ละคนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีการปรับโครงสร้างหรือสิ่งแวดล้อมให้พฤติกรรมนั้นเกิดได้ สุดท้ายมนุษย์ก็จะไม่ทำตามเพราะมีแรงจูงใจอื่น ๆ เข้ามา”

“ยกตัวอย่างเช่น วันนี้รัฐบาลรณรงค์ขอความร่วมมือให้ทุกบ้านประหยัดไฟ แต่หากวันนั้นอากาศร้อนมาก ๆ แถมเรายังไม่เห็นว่าบ้านคนอื่นเขาเปิดแอร์ไหม หรือช่วยประหยัดไฟหรือเปล่า เราคงจะร้อนจนทนไม่ไหว และเปิดแอร์ที่บ้านตามความสะดวกอยู่ดี”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

ดังนั้น นโยบายที่ดีกว่าต้องเป็น S-frame (System Frame) หรือการปรับที่โครงสร้าง

“หากรัฐรณรงค์ให้คน work from home เพื่อประหยัดพลังงาน แต่ในความเป็นจริงบางคนอาจกังวลเพราะเห็นเพื่อนไปทำงานกันหมด สุดท้ายก็ไม่มีใครให้ความร่วมมืออยู่ดี แต่หากมีการสร้างแรงจูงใจ เช่น หากใคร work from home ในช่วงวิกฤต รัฐจะลดหย่อนภาษีให้ในอนาคต นี่คือการปรับพฤติกรรมระดับโครงสร้างที่ได้มักจะได้ผลมากกว่าระดับปัจเจก”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

สิ่งที่ ศ.ณัฐวุฒิ ย้ำ แสดงให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคลแต่คือโครงสร้างทางสังคมต่างหาก

หากรัฐยังปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลโดยไม่มีการปรับโครงสร้าง ปรับสิ่งแวดล้อม

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ แห่ง Nanyang Technological University (NTU) ประเทศสิงคโปร์

ต่อให้วันนี้จะทำให้เห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่เชื่อว่าอีกไม่นานพฤติกรรมของคนก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมตามความคุ้นชิน และเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตครั้งไหนในอนาคต

“แม้เราจะอยากเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองจริง ๆ แต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าเราเป็นคนเดียวที่ทำ คนอื่นไม่ทำ หรือไม่รู้สึกว่าสังคมได้ benefit จากพฤติกรรมของเรา เราจะกลับมาถามตัวเองว่า เราทำไปทำไม สุดท้ายเราจะทำมันได้ไม่นาน และเลิกล้มไปในที่สุด”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

Resilience – ยืนหยัดอีกครั้งหลังวิกฤต

วิกฤตพลังงานนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มนุษย์เผชิญ ย้อนกลับไปช่วงปี 1970 โลกเคยได้รับผลกระทบจาก Oil Shock มาแล้วถึงสองครั้ง

สำหรับวิกฤตในปี 2026 นี้อาจเป็นวิกฤตที่ใหญ่กว่า และในเวลานี้อาจยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น อีกไม่นาน เมื่อน้ำมันล็อตสุดท้ายสิ้นสุดลง เราจะเผชิญกับภาวะขาดแคลน Supply อย่างแท้จริง

ท่ามกลางพายุวิกฤตที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทุกหย่อมหญ้า สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้ คือ Resilience หรือ การหยัดยืนและฟื้นคืนกลับมาให้ได้ดังเดิม

ศ.ณัฐวุฒิ อธิบายว่า สำหรับสิงคโปร์ แม้จะไม่ได้มีโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับวิกฤต Oil Shock โดยเฉพาะมาตั้งแต่ต้น แต่เชื่อว่าการฟื้นคืนประเทศกลับทำได้ไม่ยาก เพราะมีผลพลอยได้จากการมีโครงสร้างการบริหารประเทศที่แข็งแรงรัดกุมตั้งแต่ต้น

“สิงคโปร์เป็นประเทศที่แทบไม่มีคอร์รัปชัน ประชาชนจึงมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลสูงมาก และเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาเพื่อผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ และเมื่อคนในชาติมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทุกคนก็จะร่วมแรงกันทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาสังคม”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

ต่างจากประเทศไทยที่ประชาชนมักตั้งคำถามกับความโปร่งใสและการออกแบบนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การฟื้นคืนหลังวิกฤตอาจเป็นเรื่องยากกว่า

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทางเลย ศ.ณัฐวุฒิ แนะนำว่า ในระยะสั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำเป็นอันดับแรกคือ จัดลำดับความสำคัญโดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง ต้องมีการช่วยให้ เงินอุดหนุน (Subsidize) เพราะเป็นกลุ่มที่เดือนร้อนรุนแรงที่สุด และคาดการณ์ว่าสถานการณ์ Oil Shock อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต การเตรียมรับมือในระยะกลาง-ยาวจึงจำเป็นต้องทำควบคู่

โดยเสนอให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน จากการพึ่งพาน้ำมันดิบ (Crude oil) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ควรทำให้ไปสู่ระบบที่หลากหลายกว่า เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) หรือ ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle, EV)

“ตอนนี้รถอีวียังเป็นความ luxury สำหรับคนไทย ถัดจากนี้รัฐควรหาทางทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้ราคาถูกลง และกลายเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับคนทั่วไป”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

เพราะการปรับโครงสร้างระยะยาว จะทำให้ประเทศไทยมี Resilience เพื่อรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาต

ท้ายที่สุดแล้ว หากถามว่าวิกฤตพลังงานในครั้งนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกไปในรูปแบบไหนในวั้นที่ทุกคนคุ้นชินกับการใช้พลังงานอย่างล้นเหลือในยุคดิจิทัลเช่นนี้ ศ.ณัฐวุฒิ มองว่า อาจไม่มีคำตอบที่ตายตัวเสียทีเดียว แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ มนุษย์ไม่สามารถปรับพฤติกรรมได้ด้วยเจตจำนง (Willpower) ของตัวเองได้แต่เพียงอย่างเดียวแต่จำเป็นต้องมีแรงจูงใจและการออกแบบนโยบายในระดับโครงสร้างที่เหมาะสมเสมอ

“หากไม่มีการปรับโครงสร้างเสียตั้งแต่วันนี้ มนุษย์แต่ละคนก็ยากจะปรับพฤติกรรม วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ได้เป็น crisis เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสอันดีในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมของเรา”

ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

อิหร่านระดม "โล่มนุษย์" ออกมาปกป้องโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ

20 นาทีที่แล้ว

มท.เผยศึกตะวันออกกลางไม่กระทบ "คณะฮัจย์" ยันไม่ประมาท เตรียมแผนเผชิญเหตุ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“วราวุธ” เข้ากระทรวงอุตฯ วันแรก พบ ขรก.ผนึกกำลังอุตสาหกรรมไทย ฝ่าวิกฤตพลังงาน

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คลังชง ครม. 11 เม.ย. เติมเงินบัตรคนจน 100 บาทสงกรานต์ คนละครึ่งพลัส พ.ค.

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ธุรกิจ-เศรษฐกิจ อื่น ๆ

"คลัง" ดัน "พรก." กู้ 1.5 แสนล้าน เข้า "ครม." 11 เม.ย.นี้ พยุงกองทุนน้ำมัน เพิ่มเงินบัตรคนจน 400 บาท

สยามรัฐ

ไทยน้ำทิพย์ฯ รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก พม. เนื่องในวันสตรีสากล 2569

sanook.com

รมว.พลังงาน "เอกนัฏ" แถลง กบง.มีมติลดราคาหน้าโรงกลั่น "ดีเซล บี7 และ บี20" ลง 2 บาทต่อลิตร รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สวพ.FM91

GQ เขย่าวงการเสื้อผ้ากีฬา จับมือ POY-SIAN เเละ Monster Run ปลุกตำนานความสดชื่น สู่ Innovation แห่งการวิ่งยุคใหม่

Manager Online

YOLK เพิ่มเมนูใหม่ ‘ชาโอเรียนทัล’ แก้วสีทอง ปรับพอร์ตจากแค่ทาร์ตไข่สู่เบเกอรี่เฮ้าส์

TODAY Bizview

“น้ำมันพืชกุ๊ก” รับมอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน ตอกย้ำความมุ่งมั่นลดก๊าซเรือนกระจก ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero

Manager Online
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...