"อนุสรณ์" แตะเบรก กู้ 5 แสนล้าน เตือนอาจทำให้ไทย ถูกลดอันดับเครดิต
วันนี้ (22 เม.ย.2569) นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการมุมการเมือง ไทยพีบีเอส เรื่อง "กู้เงิน 5 แสนล้าน อย่ามองข้ามจุด ชี้เป็น-ชี้ตาย" หลังมีกระแสข่าวว่า รัฐบาลเตรียมกู้เงินสูงถึง 5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดย นายอนุสรณ์ เตือนว่า อย่ามองข้ามความเสี่ยง ที่อาจทำให้ประเทศไทย ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ และแนะทางออกให้ใช้ "พื้นที่การคลัง" ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
"ต้องพิจารณาว่า เงินที่มีอยู่สามารถแก้ไขปัญหาได้พอมั้ย ตอนนี้ยังมีพื้นที่การคลังเหลืออย่างน้อย 6 แสนล้านบาท ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะไปที่ 75% คือการขยับขึ้นไปมันเสี่ยงที่ไทยจะถูกปรับลดอันดับเครดิตและความน่าเชื่อถือ ต้นทุนการเงินของการไปลงทุนต่างประเทศสูงขึ้นด้วย ผมไม่ได้มองว่าการกู้เงินเป็นปัญหา ถ้าเรามีแผนการใช้เงินกู้อย่างชัดเจน ว่าเงินที่กู้มานั้นจะนำไปดำเนินนโยบาย มาตรการหรือกิจกรรมอะไร ในการช่วยประชาชนฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ปัญหาคือมีการพูดลอย ๆ ว่าาจะกู้ 5 แสนล้าน ขยับเพดานหนี้ และค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมัน คือถ้าเป็นแบบนี้ไม่เหมาะสม และการกู้เงินระดับ 5 แสนล้านควรจะทำเป็นพระราชบัญญัติดีกว่า สภาจะได้มีส่วนร่วม ประชาชนได้ตรวจสอบว่าจะกู้มาทำอะไรและมีแผนชำระเงินกู้อย่างไร" นายอนุสรณ์ กล่าว
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ งานวิจัยชี้ชัดว่า ไทยมีงบประมาณรั่วไหลจากการทุจริตสูงถึง 2-3 แสนล้านบาทต่อปี หากรัฐบาลสามารถอุดรอยรั่วได้เพียงครึ่งเดียว จะมีเม็ดเงินมหาศาลมาแก้ปัญหาโดยไม่ต้องสร้างหนี้เพิ่ม และมองว่า การกู้เงินในประเทศจำนวนมากของรัฐ จะไปแย่งเม็ดเงินจากภาคเอกชนและดันอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุน
ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ ได้เสนอทางออกในการแก้ปัญหาว่าด้วยเครื่องมือทางการคลัง สามารถทำให้ปัญหาลดได้โดยไม่ต้องกู้ ทั้งการปฏิรูปภาษี ปฏิรูปการใช้จ่าย มุ่งเป้ากลุ่มเปราะบางมากขึ้น หากเราไม่คิดกู้เงินและไปเก็บภาษีทรัพย์สินให้มากขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เพิ่มอัตราภาษีแต่เป็นการเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น คนมีที่ดินเยอะแล้วปล่อยไว้โดยไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หากเก็บภาษีส่วนนี้จะมีรายได้เพิ่มชัดเจน โดยไม่กระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ทำไม่ได้เพราะการจะทำต้องมีเจตจำนงที่ชัดเจน เป็นตัวแทนประชาชนไม่ใช่เป็นตัวแทนกลุ่มทุน
รัฐต้องลดงบฯ ที่ไม่จำเป็น เช่น การดูงานต่างประเทศ บางส่วนมันไม่ใช่การดูงานแต่เป็นการไปเที่ยว หรือบางโครงการเช่นอาคาร สตง.มันจำเป็นต้องใหญ่ขนาดนั้นหรือไม่ แถมยังถล่มลงมาอีก เงินที่เอามาบริหารงบประมาณต้องมุ่งไปที่ขยายการลงทุนและสร้างงาน ในขณะเดียวกันต้องยกระดับความสามารถลดความเหลื่อมล้ำ นี่ต่างหากคือสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ
นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า ในฐานะตัวแทนพรรคประชาชน ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบกฎหมายงบประมาณปี 2570 อย่างสร้างสรรค์ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและป้องกันไม่ให้หนี้สาธารณะกลายเป็นวิกฤตที่ย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อ่านข่าว :
นายกฯ สั่ง "เอกนิติ-กฤษฎีกา" ศึกษาหากทำ พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้
หากเพดาน "หนี้สาธารณะ" แตะ 75% ภาระผูกมัดอะไรบ้างที่คนไทยต้องแบกรับ
"ปกรณ์" เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน แจงแค่อธิบายข้อกฎหมาย รอทีมเศรษฐกิจเคาะ