‘สกลธี’ เบรกรัฐทบทวนซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน หวั่นเงินเข้ากระเป๋า ‘ไอ้โม่ง’
เมื่อวันที่ 22 เม.ย. นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่กระทรวงคมนาคมจะเจรจาซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน ทั้งบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อเดินหน้าระบบตั๋วร่วม ว่า การทุ่ม 140,000 ล้านบาท เพื่อซื้อสัมปทาน BTS และ BEM มาเป็นของรัฐ ตนได้ติดตามข่าวเรื่องนี้จากสื่อต่างๆ เหมือนพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วไป ดูเผินๆ ดูดี และเป็นวิธีที่แก้ปัญหาทำให้รัฐสามารถใช้ระบบตั๋วเดียว และควบคุมค่าโดยสารให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ง่าย เนื่องจากระบบรถไฟรถไฟฟ้าของกรุงเทพฯ มีเจ้าของหลายราย แต่ละสีสัมปทานหมดไม่พร้อมกัน การให้บริการเดินรถก็คนละเจ้า ดังนั้นการทุ่มซื้อทุกสายให้มาอยู่กับรัฐก็ง่ายดี ไม่ต้องคิดอะไรมากใช้เงินเข้าว่า
แต่ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกเป็นแบบนี้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ การจะใช้เงินงบประมาณแต่ละบาทควรจะดูถึงความคุ้มค่า ไม่เป็นภาระผูกพันเงินภาษีของประชาชนคนไทยระยะยาวมากจนเกินไป ตนไม่แน่ใจว่าตัวเลข 140,000 ล้านบาทนี้ ทางคนคิดต้องการที่จะซื้อทั้งระบบรถไฟรถไฟฟ้าทั้งหมดที่มีในกรุงเทพฯ หรือไม่ เพราะถ้าจบแค่นี้แล้วได้ทุกสาย แม้จะใช้เงินเยอะมาก แต่ระยะยาวอาจจะดี (ขอย้ำว่าอาจจะต้องยาวมากๆ) แค่คิดว่าตัวเลขไม่น่าจะเป็นไปได้
ถ้าซื้อแค่สัมปทานสายสีเขียว อาจจะพอเป็นไปได้ แต่ก็ไม่รู้จะซื้อทำไม ในเมื่อสัมปทานก็หมดในปี 2572 อยู่แล้ว และจะตกเป็นของรัฐในการบริหารต่อไป แต่ถ้าหมายถึงรวมสายอื่นทั้งหมด เช่น สายสีส้มหรือสายสีชมพู ที่ยังมีระยะสัมปทานเหลืออีกหลาย 10 ปี ตัวเลขอาจจะพุ่งสูงถึง 500,000 ล้านบาท บวกลบ ลำพังสายสีส้มสายเดียวก็หลายแสนล้านบาทแล้ว ซึ่งเงินจำนวนนี้ ตนคิดว่าปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเป็นแบบโซนนิ่งตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วใช้เงินอุดหนุนรายปีจนรอสัญญาหมด ยังจะเหลือเงินไปทำอย่างอื่นได้อีก ปีหนึ่งใช้ 6,000-8,000 ล้านบาท และระยะยาวพอสายสีเขียวกลับมาเป็นของรัฐ ก็จะลดน้อยลงอีก
นี่ยังไม่นับกระบวนการซื้อคืนจะมีรูรั่วอีกเท่าไหร่ที่เข้ากระเป๋า “ไอ้โม่ง” เอาเป็นว่ารอดูข้อมูลที่ชัดจากรัฐบาลก่อน ถ้าความคุ้มค่าไม่มี และเหตุผลไม่เพียงพอ ค้านเรื่องนี้สุดตัวแน่นอน.