“ดาวโจนส์” ปิดบวก 49 จุด หลังเงินเฟ้อชะลอตัว ฟาก Nasdaq ร่วงรับแรงเทขายหุ้นเทค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวในกรอบแคบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.พ.) โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์และ S&P500 ปิดในแดนบวกเล็กน้อย ได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 49,500.93 จุด เพิ่มขึ้น 48.95 จุด หรือ +0.10% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,836.17 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด หรือ +0.05% ในขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดลบที่ระดับ 22,546.67 จุด ลดลง 50.48 จุด หรือ -0.22% เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริการสื่อสารขนาดใหญ่เผชิญแรงเทขาย ท่ามกลางความกังวลว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างธุรกิจ
สำหรับภาพรวมการซื้อขายตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีหลักทั้ง 3 ตลาดต่างปรับตัวลดลง โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลง 1.23% ซึ่งถือเป็นการลดลงรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ด้านดัชนี S&P500 ลดลง 1.39% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง 2.1% ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีความเคลื่อนไหวผันผวน เนื่องจากนักลงทุนยังคงไม่มั่นใจว่าผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้าน AI และต้นทุนการลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมากน้อยเพียงใด
โดยปัจจัยหนุนสำคัญในช่วงเปิดตลาดมาจากการที่ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนมกราคม ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งทำให้นักลงทุนปรับเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเดือนมิถุนายน สู่ระดับ 52.3% จากเดิมที่ระดับ 48.9% ตามข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับ AI ได้สร้างแรงกดดันในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ ประกันภัย ไปจนถึงบริษัทขนส่งสินค้า ถึงกระนั้น ดัชนีกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการของ S&P500 ยังสามารถปิดบวกได้ 0.9% ในวันศุกร์ สวนทางกับดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีของ S&P500 ที่ปรับตัวลง 0.5%
นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้แนวโน้มเงินเฟ้อจะปรับตัวดีขึ้น แต่ตลาดจะยังคงเผชิญความผันผวนต่อไป เนื่องจากนักลงทุนต้องเตรียมรับมือกับปัจจัยทางการเมือง ได้แก่ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ และกระแสคาดการณ์ว่า นายเควิน วอร์ช จะเข้ามารับตำแหน่งประธานเฟดแทนนายเจอโรม พาวเวล ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งสถิติในอดีตบ่งชี้ว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านผู้นำเฟดในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดหุ้นมักเผชิญภาวะดิ่งลงในระดับเลขสองหลัก
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริการสื่อสารขนาดใหญ่ยังคงอ่อนตัวลงในช่วงท้ายตลาด เนื่องจากนักลงทุนใช้ความระมัดระวังก่อนเข้าสู่วันหยุดยาวเนื่องในวันประธานาธิบดี (Presidents Day) ของสหรัฐฯ ในวันจันทร์ โดยมองว่าตลาดอยู่ในภาวะเปราะบางมาสองสัปดาห์แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีการอ่อนตัวลงก่อนวันหยุดยาว
ส่วนของความเคลื่อนไหวรายหลักทรัพย์ หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวอ่อนแอ โดยหุ้น Nvidia และ Apple Inc เป็นตัวถ่วงสำคัญของดัชนี S&P500 ขณะที่หุ้น Applied Materials เป็นแรงหนุนหลัก โดยราคาพุ่งขึ้น 8.1% หลังบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตชิปเปิดเผยคาดการณ์รายได้และกำไรไตรมาส 2 สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ ด้าน Arista Networks ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย ปรับตัวขึ้น 4.8% หลังคาดการณ์รายได้ทั้งปีสูงกว่าคาดการณ์เช่นกัน
อีกทั้งหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive Stocks) ปรับตัวโดดเด่นที่สุดใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P500 โดยพุ่งขึ้น 2.69% และ 1.48% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มเฮลท์แคร์ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยหุ้น Dexcom พุ่งขึ้น 7.6% และหุ้น Moderna พุ่งขึ้น 5.3% หลังรายงานงบไตรมาส 4 ดีกว่าคาด
ด้านกลุ่มวัสดุอุตสาหกรรม นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาว ได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่ารัฐบาลมีแผนจะลดภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม โดยระบุว่าไม่มีมูลความจริง ส่งผลให้หุ้นผู้ผลิตเหล็กและอะลูมิเนียมเผชิญแรงกดดัน โดยหุ้น Nucor ร่วงลงเกือบ 3%, หุ้น Steel Dynamics ร่วงลง 3.9%, หุ้น Alcoa ลดลง 0.9% และหุ้น Century Aluminum ร่วงลง 7.4%