วิกฤต “เมืองจมน้ำ” สัญญาณเตือนที่ไทยต้องรับมือ
นักวิชาการด้านภัยพิบัติ เผยบทเรียนความล้มเหลวเชิงระบบจากการสู้กับภัยธรรมชาติ ชี้ วิกฤตโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริง และอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เปิดแบบจำลองฉากทัศน์น้ำท่วมกรุงเทพฯ 50 ปีข้างหน้า พร้อมเสนอ “5 เสาหลัก” ทางรอดที่ไทยต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการ “ป้องกันน้ำท่วม” สู่การ “อยู่ร่วมกับน้ำอย่างปลอดภัย”
รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วในวันวาน กลายเป็นความตื่นตัวมากในวันนี้ คือคำจำกัดความของยุค Climate Reality ที่เรากำลังยืนอยู่ จากมหาอุทกภัยในอดีตสู่ความเสี่ยงที่กรุงเทพมหานครอาจจมน้ำในอนาคตอันใกล้ ความล้มเหลวเชิงระบบที่ทำให้การรับมือภัยพิบัติแบบเดิมอาจ “เอาไม่อยู่”
จากการประเมินและติดตามวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิวัฒนาการของภัยพิบัติที่เชื่อมโยงกับการกระทำของมนุษย์ ซึ่งแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคที่ควบคุมด้วยโครงสร้างพื้นฐาน (1960-1990) มาสู่ยุคที่ธรรมชาติทวีความรุนแรงจน “เอาไม่อยู่” (1990-2015) และปัจจุบันที่เราอยู่ในยุค “องคาพยพล้มเหลว” (Compound & Cascading Risks 2015-2035) คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับการก้าวเข้าสู่ยุค Climate Reality & Adaptation (2035-2100) ยุคที่เราไม่สามารถใช้แนวคิดเดิมในการเอาชนะธรรมชาติได้อีกต่อไป
วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่คือ “ความล้มเหลวเชิงระบบ”
รศ.เสรี เปิดเผยว่า บทเรียนจากอุทกภัยที่ผ่านมา ได้เผยให้เห็น 4 จุดอ่อนสำคัญที่ฝังรากลึกในการจัดการของไทย ได้แก่การแจ้งเตือนและสื่อสาร ระบบเตือนภัยทำงานล่าช้า ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล และเข้าไม่ถึงประชาชนอย่างทันท่วงที ผังเมืองและทางน้ำ การเติบโตของเมืองกลายเป็นการกีดขวางทางไหลของน้ำตามธรรมชาติ ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงการบูรณาการและสั่งการ ที่การทำงานแบบแยกส่วน ขาดเอกภาพ และไม่มีศูนย์บัญชาการเดียว (Single Command) ที่มีประสิทธิภาพ ปัจจัยเร่งจากมนุษย์ อย่างการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินที่ผิดหลักการ ผนวกกับภาวะโลกร้อน ได้สร้างสภาวะที่เปราะบางอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงในปัจจุบันจึงเกิดจากการซ้อนทับกันของ ภัยคุกคาม ความล่อแหลม ความเปราะบาง และ ธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ
บทเรียนจากอดีต ทุ่มเงินแสนล้าน ทำไมถึงยัง “เอาไม่อยู่” ?
จากมหาอุทกภัยหาดใหญ่ปี 2543 มาจนถึงอุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2553-2554 รัฐบาลได้ลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น คลองระบายน้ำ แต่ท้ายที่สุดธรรมชาติก็ยังเอาชนะได้ วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติแต่เป็น “ความล้มเหลวเชิงระบบ” ที่เกิดจากจุดอ่อน
เลิกทุ่มเงิน “ป้องกัน” แต่ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่การ “อยู่ร่วม”
เราต้องเลิกตั้งคำถามว่าจะลงทุนสร้างกำแพงกั้นน้ำอีกกี่หมื่นล้าน แต่ต้องเปลี่ยนไปสู่การจัดการความเสี่ยง และอยู่ร่วมกับน้ำอย่างปลอดภัย โดยยึด “5 เสาหลัก” ในการจัดการภัยพิบัติยุค Climate Reality
- การจัดการภายใต้ฉากทัศน์: ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน โดยใช้วิทยาศาสตร์นำหน้าความเชื่อ
- การเตือนภัยแบบ ที่ระบบต้องบอกได้ชัดเจนว่าฝนตกหนักจะส่งผลกระทบต่อเนื่องอย่างไรต่อชุมชนใดบ้าง
- Hybrid (NbS) การผสมผสานโครงสร้างเข้ากับวิถีธรรมชาติ เช่น การสร้างพื้นที่รับน้ำ
- ผังเมือง และโครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น ที่ปรับมาตรฐานได้ เพื่อให้การบริการไม่หยุดชะงักและฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
- ธรรมาภิบาล จุดนี้ต้องมีความโปร่งใสและมีเอกภาพในการจัดการ
เปิดฉากทัศน์กรุงเทพฯ
หากเรายังคงเพิกเฉย อนาคตของกรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤต งานวิจัยทั่วโลกชี้ชัดว่า กทม. และปริมณฑลมีความเสี่ยงจมน้ำ จากแบบจำลอง Climate Scenario Analysis (CSA) ได้แบ่งฉากทัศน์ออกเป็น 2 ทาง
Low Carbon หากเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิเพิ่มราว 1.4 ความเสี่ยงทางกายภาพจะลดลง
High Carbon หากดำเนินนโยบายตามปัจจุบัน อุณหภูมิอาจเพิ่มถึง 3.0 ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงทางกายภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก นำไปสู่ผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจและสังคม
เมื่อดูจากแผนที่จำลองน้ำท่วม (Flood inundation) ในปี 2030, 2050, 2070 และ 2090 จะเห็นได้ชัดว่าพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล (เช่น ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ) มีความเสี่ยงที่จะจมน้ำในพื้นที่เป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในฉากทัศน์แบบ High Carbon (SSP5-8.5) ที่พื้นที่น้ำท่วมขยายตัวอย่างน่าวิตก ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยทั่วโลกที่ชี้ว่า กทม. และปริมณฑลมีความเสี่ยงจมน้ำ
รศ.เสรี ได้นำเสนอผลการศึกษาโดยใช้โมเดลจำลองสภาพภูมิอากาศ (Downscale) ตามรายงานของ IPCC (CMIP6) เพื่อประเมินผลกระทบต่อกรุงเทพมหานคร พบว่าหากยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติมจากปัจจุบัน พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
ปี 2030 และ 2050: ความเสี่ยงจะค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นตามระดับน้ำทะเลและปริมาณฝนที่เปลี่ยนไป
ปี 2070: กรุงเทพฯ มีโอกาสเผชิญน้ำท่วมพื้นที่มากกว่า 70% ปี 2090 สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงหากโลกไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายแม้เป้าหมายระดับโลกคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 40-50% ภายในปี 2030 และเข้าสู่ Net Zero ในปี 2050 แต่ปัจจุบันทั่วโลกยังทำได้เพียง 18% ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่ต้องเร่งปรับตัวภาครัฐจำเป็นต้องนำ 5 เสาหลักนี้ไปกำหนดเป็นนโยบายอย่างเร่งด่วน
ก้าวต่อไปที่เราทุกคนต้องมีส่วนร่วม
วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โครงการอย่าง “Urban Hazard Studio” ซึ่งพัฒนาโดย FutureTales Lab ร่วมกับ Esri Thailand เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลภัยพิบัติสภาพภูมิอากาศ (Climate Hazard Data Platform) ที่ช่วยประเมินความเสี่ยงและสนับสนุนการตัดสินใจ เราในฐานะประชาชนสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวางแผนอนาคต เช่น การเลือกที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ส่วนภาครัฐก็ถึงเวลาที่ต้องเลิกใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ แล้วหันมาใช้มาตรการปรับตัวแบบบูรณาการอย่างจริงจังเสียที ก่อนที่คำว่า “เมืองจมน้ำ” จะไม่ใช่แค่คำเตือน แต่เป็น “ความจริง” ที่เราต้องเผชิญ