การเงินของคนไทยก้าวไปถึงไหน? เปิดผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ปี 2567
ทุก ๆ 2 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ จะทำการสำรวจติดตามระดับทักษะทางการเงิน (financial literacy) และการเข้าถึงบริการทางการเงิน (financial inclusion) ของคนไทย เพื่อติดตามพัฒนาการของนโยบายด้านการส่งเสริมทักษะทางการเงินและการเข้าถึงบริการทางการเงิน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ยังพบในการใช้บริการ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้องต่อไป
ในการสำรวจครั้งที่ 9 ปี 2567 นี้ได้สำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 12,558 คน ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปจากทั่วประเทศ ทำให้ผลการสำรวจสามารถสะท้อนชีวิตทางการเงินของคนหลากหลายช่วงวัย อาชีพ และบริบทที่พบในชีวิตประจำวัน พระสยาม BOT MAGAZINE ขอชวนทุกท่านไปดูผลการสำรวจในทั้ง 2 มิติได้จากบทความนี้
คนไทยมีทักษะทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ระดับ “ทักษะทางการเงิน” มีองค์ประกอบมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ (1) ความรู้ทางการเงิน (2) พฤติกรรมทางการเงิน และ (3) ทัศนคติทางการเงินของคนไทยในการบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน
โดยภาพรวมระดับทักษะทางการเงิน (financial literacy) ปี 2567 ของคนไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ 72.6% เพิ่มขึ้นจากปี 2565 (71.4%) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD (60.4%) ที่สำรวจกว่า 40 ประเทศ โดยเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของทั้ง 3 องค์ประกอบด้วยกัน ซึ่งเมื่อเจาะลึกในแต่ละส่วนเข้าไปจะพบว่า…
ระดับความรู้ทางการเงิน (financial knowledge) ดีขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 70.3% จาก 69.7% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 62.6% โดยคนไทยมีความเข้าใจคำศัพท์ทางการเงิน เช่น นิยามเงินเฟ้อ ความเสี่ยง ผลตอบแทน และการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน แต่ด้านการคำนวณทางการเงิน โดยเฉพาะดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้น พบว่าคนไทยมีระดับความรู้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจนำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินที่ไม่เหมาะสม มองข้ามโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการออมและการลงทุน ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ระดับพฤติกรรมทางการเงิน (financial behavior) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 71.9% จาก 70.4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ 60.7% สะท้อนว่าคนไทยมีพฤติกรรมทางการเงินที่ดีขึ้นในหลายด้าน เช่น การชำระค่าใช้จ่ายตรงเวลา ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงการดูแลการเงินตนเองอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ดี บางพฤติกรรมก็มีแนวโน้มลดลงจากปี 2565 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD เช่น การจัดสรรเงินก่อนใช้ และการไม่กู้หรือยืมเมื่อเงินไม่พอใช้ พฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลต่อการจัดการการเงินส่วนบุคคลและครัวเรือน รวมถึงความสามารถในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับด้านทัศนคติทางการเงิน (financial attitude) มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นที่ 78.2% จากเดิมที่ 76.8% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 55.7% โดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินและการออมเพื่ออนาคตมากขึ้น แต่ในกลุ่มวัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ากับปัจจุบันมากกว่าการวางแผนระยะยาว เนื่องจากค่านิยมและลักษณะการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เช่น “ของมันต้องมี” “ใช้ชีวิตเพื่อความสุขในวันนี้โดยไม่สนวันหน้า” รวมถึงการมีแพลตฟอร์มช็อปปิงออนไลน์และระบบซื้อของก่อนจ่ายทีหลัง ที่เข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อความสุขในปัจจุบัน
คนไทยให้ความสำคัญกับการออมมากขึ้น
ในปี 2567 สัดส่วนการเก็บออมของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 91.5% จากปี 2565 อยู่ที่ 87.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยเห็นความสำคัญของการออมมากขึ้น แต่พบว่า 81.5% ยังออมในรูปแบบเงินสดเท่านั้น และ 49.6% อยู่ในบัญชีเพื่อการออม ขณะที่มีเพียง 2.2% ที่นำเงินไปลงทุน จึงอาจสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างพฤติกรรมกับระดับความรู้ความเข้าใจในเรื่องเงินเฟ้อและการกระจายความเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูง โดยอาจเกิดจากการขาดความมั่นใจในการลงทุนหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้คนไทยยังไม่ได้กระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ คนไทยมีแนวโน้มออมเงินเผื่อฉุกเฉินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดย 77.6% มีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน และมีเพียง 23.7% เท่านั้นที่มีเงินออมเผื่อฉุกเฉินอยู่ได้ 6 เดือนขึ้นไป
ในแง่ของการวางแผนการออมเพื่อเกษียณของคนไทยยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคนไทย 59.7% มีการวางแผนและเริ่มออมเงินเพื่อใช้ยามเกษียณ แต่มีเพียง 14% เท่านั้นที่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้สำเร็จ
คนไทยมีความตื่นตัวด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มากขึ้น
80% ของกลุ่มตัวอย่างมีความรู้และความเข้าใจว่าการแชร์หรือโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อโซเชียลมีเดียมีความเสี่ยงที่มิจฉาชีพจะนำข้อมูลไปใช้อย่างผิดกฎหมายได้ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ 56% โดยมีเพียง 43% เท่านั้นที่ตระหนักถึงความเสี่ยงเมื่อทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านระบบไวไฟ (Wi-Fi) สาธารณะเพื่อซื้อของออนไลน์ ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 49%
แนวทางพัฒนาทักษะทางการเงิน
ทักษะทางการเงินถือเป็นรากฐานสำคัญในการใช้ชีวิตของคนทุกช่วงวัยที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน เสริมความมั่นคงในชีวิต และส่งเสริมให้คนไทยมีความเป็นอยู่ทางการเงินที่ดีอย่างยั่งยืน ทั้งยังส่งผ่านไปยังภาพรวมของประเทศไทยให้มีความมั่นคง และพร้อมรับกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต
ธปท. จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันทักษะทางการเงินเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่มั่นคง รวมทั้งจัดให้มีเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ เช่น โปรแกรมคำนวณเงินออม คำนวณเงินกู้ เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์เงินฝาก ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ ธปท. เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสมและยกระดับทักษะทางการเงินของประชาชนอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อสื่อสารค่านิยมทางการเงินที่ดีแก่ประชาชน
คนไทยเข้าถึงและใช้บริการพื้นฐานทางการเงินในระบบมากขึ้น
ในปี 2567 คนไทย 98.1% เข้าถึงและใช้บริการพื้นฐานทางการเงินในระบบเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 96.4% โดยคนไทยเข้าถึงบัญชีเงินฝากเพิ่มขึ้นเป็น 96.1% ด้านสินเชื่อลดลงเป็น 31.3% การโอนเงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 66.5% และการชำระเงินผ่านตัวกลางลดลงเป็น 78.6% ไม่รวมการชำระเงินด้วยเงินสด
การเข้าถึงและใช้บริการทางการเงินอื่นในระบบ พบว่าบัตรเครดิตลดลงเป็น 7.9% ผลิตภัณฑ์ด้านประกันลดลงเป็น 33.2% และผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน (กองทุนรวม/ตราสารภาครัฐ/ตราสารภาคเอกชน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.9%
คนไทยเข้าถึงการมีบัญชีเงินฝากครอบคลุมทั้งประเทศ
96.1% ของกลุ่มตัวอย่างมีบัญชีเงินฝากในระบบ แต่มีเพียง 56.1% (จาก 96.1% ของคนที่มีบัญชีเงินฝากในระบบ) มีบัญชีฝากเพื่อออม และกลุ่มนี้มีความเพียงพอของเงินออมเผื่อฉุกเฉินและเพื่อเกษียณอยู่ในระดับดีกว่ากลุ่มที่ไม่มีบัญชีเงินฝากเพื่อออม ซึ่งบัญชีเงินฝากเพื่อออมนี้ถือเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยให้คนไทยสามารถออมเงินได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น
สินเชื่อในระบบปรับลดลงในทุกกลุ่ม
ภาพรวมการใช้สินเชื่อในระบบปรับลดลงเหลือ 39.6% โดยกลุ่มลูกจ้างเอกชนและอาชีพอิสระมีระดับการใช้งานสินเชื่อในระบบที่ค่อนข้างต่ำกว่ากลุ่มอื่น และเป็นกลุ่มที่มีการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบสูงกว่ากลุ่มอื่นด้วย โดยเหตุผลที่คนไม่สามารถใช้งานสินเชื่อในระบบหรือต้องกู้นอกระบบคือ (1) ฐานะทางการเงินหรือรายได้ไม่เพียงพอ (2) ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสินเชื่อในภาพรวม เช่น การเตรียมตัวและกระบวนการขอสินเชื่อในระบบ และ (3) ไม่กล้าติดต่อขอสินเชื่อในระบบเพราะกลัวถูกปฏิเสธ
แม้การใช้สินเชื่อในระบบจะลดลง แต่ในแง่การใช้สินเชื่อในระบบกับผู้ให้บริการบางรายยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่บางรายก็มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่อายุไม่เกิน 60 ปี และยังทำงานอยู่ โดยให้เลือกจัด 5 อันดับผู้ให้บริการสินเชื่อที่มีการใช้บริการเป็นหลัก โดยจากข้อมูลอันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างตอบ พบว่า มีการเลือกใช้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 25.9% โดยมีบทบาทหลักเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรายได้สูง กลุ่มอาชีพที่มีรายได้ประจำและมั่นคง รวมถึงกลุ่มนายจ้าง ในส่วนของบริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับหรือบริษัทเช่าซื้อ ลีสซิ่ง เพิ่มขึ้นเป็น 25.5% ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงรายได้สูง และลูกจ้างเอกชน ขณะที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจลดลงเป็น 33.0% และกองทุนหมู่บ้านลดลงเป็น 10.1% แม้จะปรับลดลง แต่สินเชื่อจากทั้ง 2 แห่งยังคงมีบทบาทสำคัญในกลุ่มรายได้น้อยและอาชีพอิสระ
สินเชื่อในระบบที่ลดลงมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ผู้ให้บริการสินเชื่อไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เพราะ (1) มีข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายและการชำระหนี้ไม่เพียงพอในการประเมินความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ เช่น มีข้อมูลการเคลื่อนไหวทางการเงินย้อนหลัง เช่น รายการฝากเงิน ถอนเงิน และโอนเงิน พฤติกรรมการใช้จ่ายและยอดเงินคงเหลือ ณ ช่วงเวลาที่กำหนดกับสถาบันการเงินไม่นานพอ (2) มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงและไม่มีหลักประกันหรือมีไม่เพียงพอ และ (3) รายได้จากยอดสินเชื่อขนาดเล็กไม่คุ้มกับต้นทุนในการประเมินและติดตามความเสี่ยง
ที่ผ่านมา ธปท. ได้พัฒนาบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับครัวเรือนและ SMEs รายย่อย ด้วยการเพิ่มผู้ให้บริการในระบบการเงินเพื่อช่วยปิดช่องว่างให้กลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น เช่น ผู้ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล
นอกจากนี้ยังมีโครงการและนโยบายอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อนี้ เช่น โครงการ Your Data ที่จะสร้างกลไกให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้สิทธิส่งข้อมูลของตนเองที่อยู่กับผู้ให้บริการทางการเงินและหน่วยงานต่าง ๆ ไปยังผู้ให้บริการที่ต้องการใช้บริการ ผ่านช่องทางดิจิทัลที่สะดวกและปลอดภัย เพื่อให้มีทางเลือกที่จะได้รับบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์มากขึ้น เช่น การสมัครขอสินเชื่อ การบริหารจัดการทางการเงินที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
พร้อมกันนี้ยังได้ดำเนินนโยบายดังกล่าวควบคู่กับมาตรการดูแลและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่บังคับใช้กับผู้ให้บริการทางการเงิน อาทิ Responsible Lending การแก้หนี้อย่างยั่งยืน การจัดการปัญหาการทุจริตและหลอกลวง ตลอดจนการส่งเสริมความรู้และทักษะทางการเงินให้แก่กลุ่มต่าง ๆ
หลักเกณฑ์ Responsible Lending
หลักเกณฑ์ Responsible Lending ได้ยกระดับจากการขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ เป็นการกำหนดให้สถาบันการเงินต้องให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมตลอดวงจรหนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ยั่งยืนในระยะยาว ดังนี้
1. การปรับโครงสร้างหนี้ : ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้จะได้รับการเสนอแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้และเหลือเงินเพียงพอในการดำรงชีพ โดยผู้ให้บริการต้องเสนอแนวทางการช่วยเหลือสำหรับลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาชำระหนี้แต่ยังค้างชำระไม่เกิน 90 วัน อย่างน้อย 1 ครั้ง และสำหรับลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน อีกอย่างน้อย 1 ครั้ง
2. การคุ้มครองสิทธิลูกหนี้ : ลูกหนี้จะได้รับการดูแลให้การคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเป็นธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ลูกหนี้ต้องได้รับข้อมูลสำคัญถูกต้องครบถ้วน และเปรียบเทียบได้ รวมทั้งส่งเสริมวินัยทางการเงินผ่านการให้ข้อมูลของผู้ให้บริการเพื่อกระตุกพฤติกรรมตลอดวงจรหนี้
Responsible Lending ไม่ได้มีข้อกำหนดหรือเกณฑ์เฉพาะในการปล่อยสินเชื่อ ไม่ได้เป็นข้อจำกัดต่อการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน ในทางกลับกันจะช่วยให้การปล่อยสินเชื่อใหม่มีคุณภาพมากขึ้น โดยสถาบันการเงินยังคงพิจารณาความเสี่ยงการให้สินเชื่อจากการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้เองเป็นสำคัญ
คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินได้หลากหลายช่องทาง
คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านหลากหลายช่องทาง จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างโดยให้เลือกจัด 3 อันดับช่องทางที่ใช้บริการเป็นหลัก พบว่าข้อมูลอันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างเลือก คือ การใช้งานผ่านสาขาของสถาบันการเงินที่ยังคงเป็นช่องทางหลักในทุกบริการพื้นฐาน โดยเฉพาะการฝากเงินอยู่ที่ 81% และการขอสินเชื่ออยู่ที่ 85.8% ขณะที่ตู้ ATM/CDM ยังคงมีบทบาทในการถอนเงินเป็นหลักอยู่ที่ 41.0% สำหรับผู้ให้บริการในลักษณะตัวแทน เช่น ร้านสะดวกซื้อ ไปรษณีย์ ตู้บุญเติม มีบทบาทมากที่สุดในบริการชำระเงินอยู่ที่ 19.3% นอกจากนี้การใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือ mobile application ก็มีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีบทบาทสำคัญในการโอนเงินอยู่ที่ 52.6% และการชำระเงิน 36.5%
คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินได้หลากหลายช่องทาการใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังเข้าไม่ถึงบางกลุ่ม
แม้ว่าพัฒนาการของการใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลในภาพรวมจะปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มรายได้น้อย และกลุ่มนอกเขตเมืองยังคงเข้าถึงช่องทางดิจิทัลได้ไม่มากเท่ากลุ่มอื่น อันมีสาเหตุหลักมาจาก (1) ใช้งานไม่เป็น (2) ใช้เงินสดสะดวกกว่า (3) กังวลเรื่องความปลอดภัย (4) ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ และ (5) ไม่มีอุปกรณ์ เช่น โทรศัพท์มือถือ
ที่ผ่านมา ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความรู้ความเข้าใจในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้งานและสามารถเลือกใช้บริการได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันก็ออกมาตรการและนโยบายต่าง ๆ ที่เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน เช่น การยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า ให้สถาบันการเงินงดแนบลิงก์ทาง SMS และอีเมล เพื่อป้องกันการโจรกรรมจากมัลแวร์ การแจ้งเตือนเงินเข้าออกในทันที รวมถึงจัดให้มีช่องทางให้สามารถสอบถาม ร้องเรียน และแจ้งเหตุอย่างชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน
สามารถอ่านผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ปี 2567 ฉบับเต็ม ได้ที่ https://www.bot.or.th/content/dam/bot/documents/th/research-and-publications/reports/financial-access-survey-of-thai-household/fl-fi-hh-survey-report-2024-th.pdf