BNCT มหัศจรรย์การรักษาระดับเซลล์จากไต้หวัน
เมื่อวานนี้เป็นวันแรงงาน ผมเชื่อว่าทุกคนต่างได้หยุดงานกันถ้วนหน้า ตัวผมเองได้ใช้โอกาสนี้ ร่วมเดินทางไปดูงานกับอาจารย์แพทย์ ที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ที่อยู่ด้านขวามือบนถนนมอเตอร์เวย์ที่มุ่งสู่ชลบุรี ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ โรงพยาบาลแห่งนี้จะก้าวไปสู่ศูนย์กลางของการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยความริเริ่มดำเนินการของอาจารย์แพทย์ที่ผมให้ความเคารพนี่แหละครับ ถ้ามีความคืบหน้าผมจะมานำเสนอให้เพื่อนๆ ได้รับรู้กันต่อไปครับ
จากการพูดคุยกับนักวิจัยชาวไต้หวัน ที่ผมได้มีโอกาสร่วมงานกันกับท่านมา ทำให้รู้ว่า ปัจจุบันในโลกของการรักษามะเร็งนั้นมีหลากหลายวิธี ตามที่ผมได้เล่าให้ฟังจากสองอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ฝันร้ายที่สุดของแพทย์ผู้ทำการรักษา ศัลยแพทย์และผู้ป่วย ก็คือ “มะเร็งที่แทรกซึม” ไปในอวัยวะใกล้เคียงไม่หยุด
เราลองนึกภาพรากไม้ที่ชอนไชไปในดิน มะเร็งบางชนิดโดยเฉพาะมะเร็งสมองชนิดดุร้าย (Glioblastoma) หรือมะเร็งบริเวณศีรษะและคอที่ลุกลาม มันไม่ได้อยู่เป็นก้อนกลมๆ ให้ตัดออกง่ายๆ แต่มันจะแทรกตัวรุกลามไปตามเส้นประสาทและเนื้อเยื่อสำคัญ ศัลยแพทย์ผู้รักษาคนป่วย ก็จะทำการผ่าตัดก้อนเนื้อร้ายดังกล่าวออกไป แต่บางครั้งก็ไม่ได้โชคดีเสมอไป หากผ่าตัดกว้างเกินไปคนไข้ก็อาจพิการ หรือหากผ่าตัดน้อยเกินไปมะเร็งก็กลับมาใหม่ได้ นี่คือช่องว่างที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น นั่นคือการรักษาด้วยเทคโนโลยี BNCT (Boron Neutron Capture Therapy) เข้ามาเติมเต็มครับ
หลักการของการรักษาโดยเทคโนโลยี BNCT ผมอยากจะใช้คำเรียกว่า “ม้าไม้เมืองทรอย” (The Trojan Horse) มันไม่ใช่การฉายแสงแบบสาดรังสีใส่ร่างกายจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความร่วมมือกันระหว่าง“ยา” และ “รังสี” ที่คิดค้นโดยนักวิจัยชาวไต้หวัน แม้ในต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ยังไม่ได้รับการรับรองโดย FDA ของอเมริกา แต่ในไต้หวันก็ได้ให้การรับรองแล้ว และเริ่มมีการนำมาใช้แล้วครับ
วิธีการรักษาดังกล่าว มีขั้นตอนที่มหัศจรรย์ดังนี้ครับ ขั้นตอนที่ 1 เมื่อแพทย์มีการตรวจพบก้อนเชื้อของมะเร็งแล้ว แพทย์ก็จะดำเนินการแต้มสีไปที่เป้าหมาย โดยจะฉีดสารประกอบ “โบรอน-10” (Boron-10) เข้าไปในกระแสเลือด สารตัวนี้มีความพิเศษคือ“เซลล์มะเร็งชอบกินมันมาก” มากกว่าเซลล์ปกติหลายเท่า ผลที่ได้คือ เซลล์มะเร็งทั่วมุมมืดของร่างกาย จะถูกแต้มสีโบรอนไว้จนเต็มพิกัด ขณะที่เซลล์ดีแทบไม่มีโบรอนเกาะอยู่เลย
ในขั้นตอนที่ 2 ก็คือการจุดระเบิดด้วยนิวตรอน เมื่อโบรอนเข้าไปอยู่ในเซลล์มะเร็งเรียบร้อยแล้ว แพทย์ท่านก็จะยิง“ลำแสงนิวตรอน” (Neutron Beam) พลังงานต่ำ เข้าไปใส่บริเวณนั้น นิวตรอนตัวนี้ก็แปลกครับ มันก็จะวิ่งผ่านเนื้อเยื่อปกติไปเฉยๆ โดยไม่ทำอันตรายใดๆ จนกว่ามันจะไป “ชน” กับอะตอมของโบรอน ที่อยู่ในเซลล์มะเร็ง นี่คือความพิเศษที่น่ามหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งครับ
ต่อมาในขั้นตอนที่ 3 เจ้าระเบิดนิวเคลียร์ขนาดจิ๋ว ที่มนุษย์มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็จะเริ่มทำงานครับ เมื่อนิวตรอนวิ่งไปกระทบโบรอน จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก ที่เรียกว่า“Fission” ผลลัพธ์ก็คือ การปลดปล่อยอนุภาคแอลฟาและอนุภาคลิเทียมที่มีพลังงานสูงมากออกมา ทำการทำลายล้างเจ้ามะเร็งร้ายได้ในทันทีครับ ซึ่งระยะทำลายล้างนี้สั้นมหาศาลด้วยพลังงานที่เกิดขึ้นนี้ มีระยะวิ่งเพียง 5 ถึง 9 ไมโครเมตร (ซึ่งสั้นกว่าขนาดของหนึ่งเซลล์เสียอีก!) ทำให้ผลลัพธ์ที่เหลือเชื่อเกิดขึ้น
กล่าวคือ มะเร็งจะถูกระเบิดทำลายจาก “ภายในเซลล์” ของมันเองจนตายสนิท แต่เซลล์ปกติที่อยู่ข้างๆ กัน (ที่ไม่มีโบรอนอยู่) ก็จะไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่นิดเดียว นี่คือเหตุผลที่เราเรียกมันว่า “Precision Medicine” หรือการรักษาที่แม่นยำที่สุดในโลก เพราะมันคือการ “เลือกฆ่าทีละเซลล์” (Cell-selective Therapy) อย่างแท้จริงครับ
ปัจจุบันนี้ไต้หวันเป็นผู้คิดค้นและเป็นหนึ่งในผู้นำโลกด้านBNCT โดยเฉพาะที่ มหาวิทยาลัยชิงหัว (NTHU) และ มหาวิทยาลัยหยางมิงเจียวทง (NYCU) ร่วมกับโรงพยาบาลชั้นนำอีกหลายแห่ง พวกเขาได้พัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคนิวตรอนขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งในโรงพยาบาลได้ (Accelerator-based BNCT) ไม่ต้องไปรักษากับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้วครับ
นี่ความน่าทึ่งของทางด้านการแพทย์ยุคใหม่นั่นเองครับ และที่สำคัญ ทีมแพทย์ไต้หวันมีประสบการณ์สูงมากในการรักษามะเร็งสมอง ที่ทำการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล และมะเร็งบริเวณใบหน้าและลำคอที่ซับซ้อน จึงช่วยให้คนไข้ไม่ต้องเสียโฉมจากการผ่าตัดใหญ่ และกลับมามีชีวิตที่ปกติได้อีกครั้ง
ในโลกยุคปี 2026 การทำการรักษาด้วย BNCT ในไต้หวัน มักจะมาคู่กับการตรวจติดตามผลที่แม่นยำก่อนรักษาเสมอ เพราะเขามีเทคโนโลยีมาใช้ตรวจเช็คเลือด เพื่อหาเชื้อมะเร็งในเม็ดเลือดขาว อย่างที่ผมได้เล่าไปก่อนหน้านี้มาแล้วทั้งสองสัปดาห์ เพื่อดูว่ามะเร็งมีการกระจายตัวไปที่ไหนบ้าง? เพื่อกำหนดขอบเขตการยิงนิวตรอนให้ครอบคลุมอย่างตรงจุด ไม่ต้องเดาสุ่มอีกต่อไป นอกจากนี้หลังรักษาก็จะมีตรวจเลือดซ้ำ เพื่อดูว่าเศษซากมะเร็งที่ถูกระเบิดด้วย BNCT ลดลงจนหมดเกลี้ยงจากกระแสเลือดแล้วหรือไม่? เพื่อยืนยันการรักษาได้ “หายขาด” ในระดับโมเลกุลแล้วหรือไม่นั่นเองครับ
นี่คือความหวังใหม่ในจุดที่มืดมนที่สุด ในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าหากมีการนำมาใช้ในการรักษาด้วยเทคโนโลยี BNCT นี้ จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า วิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่ได้ทอดทิ้งผู้ป่วย ที่มีอาการหนักหรืออยู่ในระยะที่รักษายาก ให้แบกรับชะตากรรมอย่างเดียวดายแล้วครับ
BNCT จะเข้ามาเปลี่ยนความกลัวจาก “ระเบิดปรมาณู” มาเป็น“พลังงานรักษาสันติภาพ” ภายในร่างกายมนุษย์แล้วครับ หากวันหนึ่งคุณได้รับคำบอกเล่าว่ามะเร็งของคุณ “อยู่ในจุดที่ผ่าตัดไม่ได้” ก็อย่าเพิ่งหมดความหวังนะครับ เพราะเทคโนโลยีBNCT จากไต้หวันตัวนี้ อาจเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่รอคุณอยู่ก็ได้ครับ