โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 01 พ.ค. เวลา 04.13 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

การประกาศถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกนํ้ามันหรือโอเปก (OPEC) และพันธมิตรโอเปกพลัส (OPEC+) ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินออกจากโต๊ะเจรจาของสมาชิกลำดับต้น ๆ เท่านั้น แต่กำลังเป็นแรงกระเพื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน ที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของระเบียบโลกเก่า และส่งแรงกระเพื่อมมาถึงโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การถอนตัวของ UAE ถือเป็นสัญญาณชัดเจนของการสิ้นสุดยุคสมัยแห่งการผูกขาดการบริหารจัดการอุปทานนํ้ามันดิบ และเป็นการเริ่มต้นของยุค “อิสระแห่งพลังงาน” ที่ความมั่นคงของชาติถูกวางอยู่เหนือความร่วมมือในระดับพหุภาคี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะมันซ้อนทับอยู่บนวิกฤตการณ์สงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดตายมาตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบเบรนท์พุ่งทะยานเหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว

การตัดสินใจของ UAE ในครั้งนี้ จึงถูกมองว่า เป็นการเลือกจังหวะเวลาที่เปี่ยมไปด้วยนัยสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยอ้างเหตุผลด้าน “วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว” ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับแผนการลงทุนขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมพลังงานต้นนํ้าที่พวกเขาได้ทุ่มเงินมหาศาลลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ความขัดแย้งภายในระหว่าง UAE และพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย ได้บ่มเพาะมานานจากปมปัญหาโควตาการผลิต ที่ UAE มองว่าไม่เป็นธรรมต่อศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง โดยปัจจุบัน UAE มีขีดความสามารถในการผลิตนํ้ามันดิบสูงถึง 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่กลับถูกจำกัดด้วยเพดานของโอเปคพลัสไว้เพียงประมาณ 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

การสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ท่ามกลางราคานํ้ามันที่พุ่งสูง จากภาวะสงครามกลายเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ UAE ตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเพื่อประกาศอิสรภาพในการกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง

ผลกระทบในระดับโลกคือ การสูญเสีย “กำลังการผลิตส่วนเกิน” (Spare Capacity) ของกลุ่มโอเปคไปทันทีเกือบ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเดิมทีเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

การหายไปของเอกภาพภายในกลุ่มโอเปกครั้งนี้ จะทำให้ตลาดนํ้ามันโลกเข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบ ซึ่งในระยะสั้น ราคานํ้ามันจะมีความผันผวนรุนแรงขึ้น จากการเก็งกำไรและความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่

แต่ในระยะยาวเมื่อสถานการณ์ความตึงเครียดคลี่คลายลง อาจได้เห็นสงครามราคานํ้ามันรอบใหม่ จากการที่แต่ละประเทศพยายามเร่งผลิต เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดที่เสียไปให้กับสหรัฐอเมริกา และผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก

สำหรับประเทศไทยพึ่งพานํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนหลัก สถานการณ์นี้ถือเป็นมรสุมเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องเตรียมรับมือ การพุ่งขึ้นของราคานํ้ามันดิบโลกสู่ระดับ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของธนาคารโลกในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงติดลบแล้วกว่า 62,364 ล้านบาท

ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกลายเป็นต้นทุนแฝงในราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าขนส่ง นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งจะไปซํ้าเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก

ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องไม่เพียงแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการกู้เงินเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานต่อไปเท่านั้น แต่ต้องใช้โอกาสจากวิกฤตโอเปกแตกนี้ ในการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับผู้ผลิตนํ้ามันให้มีความหลากหลายมากขึ้น

การเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) กับประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค หรือแม้แต่การกระชับมิตรกับ UAE ในฐานะคู่ค้ารายใหม่ที่ต้องการระบายนํ้ามันดิบเข้าสู่ตลาดโดยไม่สนโควตา คือทางเลือกที่ต้องพิจารณา

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,197 วันที่ 3 -6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...