โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วังวนน้ำท่วมไทย: จากต้นตอปัญหาที่มากกว่า ‘ฝน’ สู่ทางออกที่รัฐและชุมชนสามารถบรรเทาความเสียหายได้

Thai PBS

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

อุทกภัยใหญ่ปี 2569 ได้สร้างผลกระทบต่อคนไทยอย่างหนัก ทั้งในพื้นที่การเกษตร พื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่อยู่อาศัย เหตุการณ์นี้นับเป็นอีกสัญญาณเตือนให้คนไทยตื่นตัวอีกครั้งว่า เรื่องน้ำท่วมใกล้ตัวเรามากขึ้น และส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

หากไล่ย้อนดูไปถึงเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือปี 2567 หรือภาคใต้ปี 2568 จะเห็นว่า ภัยน้ำท่วมเกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี เพียงแต่เปลี่ยนระดับความรุนแรงในแต่ละพื้นที่ รวมไปถึงกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ แม้บางครัวเรือนจะไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้าง ทั้งรายได้ การประกอบอาชีพ ระบบสาธารณูปโภค ไปจนถึงผลผลิตของทั้งประเทศ

โดยเฉพาะมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่สร้างความสูญเสียถึงราว 23,839 ล้านบาท ขณะที่ปี 2532, 2543, 2545 และ 2553 ต่างมียอดความเสียหายแตะ 10,000 ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณมาฟื้นฟู ชดเชย และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

บทเรียนจากอุทกภัยในอดีต ตั้งแต่กรุงเทพฯ ปี 2554 เชียงใหม่และลำพูน ปี 2567 ไปจนถึงหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ปี 2568 ชี้ให้เห็น ‘ปัญหาเชิงระบบ’ ที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลน้ำที่กระจัดกระจาย การเตือนภัยไม่ทันเวลา การช่วยเหลือไม่ทั่วถึง ไปจนถึงข้อจำกัดในการฟื้นฟูหลังน้ำลด

แม้หลังเกิดภัยพิบัติใหญ่แต่ละปีจะมีการพูดถึงการถอดบทเรียน ร่วมหาทางออก หรือการเสนอนโยบายอยู่เสมอ แต่ปัญหากลับยังไม่หายไปและเกิดซ้ำรอยเดิมปีต่อปี

เหตุการณ์น้ำท่วม คนไทยผ่านอะไรมาบ้าง?

ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เจาะลึก 6 เหตุการณ์น้ำท่วมสำคัญในอดีตของประเทศไทย เพื่อนำมาสรุปปัญหาและวิธีจัดการที่รอบด้านและครอบคลุมทุกบริบทพื้นที่ในประเทศไทย ตั้งแต่

  • กรณีมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 เจาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
  • น้ำท่วม อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ปี 2562
  • กรณีตำบลวิสัยใต้ จ.ชุมพร ปี 2564-2565
  • น้ำท่วมจังหวัดภูเก็ตเมื่อปี 2565
  • น้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ปี 2567
  • น้ำท่วมหาดใหญ่ จ.สงขลา ปี 2568

แม้ว่าทั้ง 6 เหตุการณ์จะเกิดในพื้นที่ การจัดการ และบริบทเมืองที่ต่างกัน แต่กลับเกิดปัญหาซ้ำกัน นำไปสู่ความเสี่ยงที่ซ้ำซ้อนกันในหลายพื้นที่

  • ทั้ง 6 เหตุการณ์น้ำท่วม ประสบปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย แบบจำลองไม่ละเอียดถึงพื้นที่ย่อย และการเตือนภัยมีปัญหา ไม่ทันเวลา ไม่บอกว่าคนต้องทำอะไร
  • 5 ใน 6 เหตุการณ์ เจอกับโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคม ที่ล้มพร้อมกัน
  • 4 ใน 6 เหตุการณ์ ไม่มีระบบบัญชาการร่วมที่สั่งการได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรก และมีความเสี่ยงที่สูงจากการพัฒนาที่ดินและพัฒนาเมือง

มองภาพรวมปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม

อุทกภัยที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน ‘ภัยทางธรรมชาติ’ แต่จริง ๆ แล้วกลับมีหลายปัจจัยที่มนุษย์เป็นสาเหตุให้เกิดภัยน้ำท่วม เหมือนคำกล่าวว่า ‘ไม่มีภัยไหน เป็นธรรมชาติ’ (No disaster is natural)

ภัย (Hazard) ความล่อแหลม (Exposure) และความเปราะบาง (Vulnerability) คือ 3 มิติ ลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ

ความรุนแรงของภัยพิบัติ (ในกรณีของน้ำท่วมนี้คือมวลน้ำ) เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และจะรุนแรงยิ่งขึ้นด้วยภาวะโลกรวน อย่างไรก็ตาม ความล่อแหลมและความเปราะบาง ในปัจจุบันอาจจะอยู่ในระดับสูง เป็นปัญหาเชิงระบบที่ป้องกันและปรับปรุงได้

เชื่อมโยง 3 มิติกลับมาสู่ 6 เหตุการณ์ในประเทศไทย พบปัญหาเชิงระบบที่เกิดซ้ำรวม 14 ประเด็นที่เพิ่มเติมความล่อแหลมและความเปราะบางของคนไทย ซึ่งจำแนกได้ตาม 3 ช่วงเวลาของภัย ดังนี้

ช่วงก่อนเกิดอุทกภัย

  • ข้อมูลกระจัดกระจาย แบบจำลองไม่ละเอียดถึงพื้นที่ย่อย: ข้อมูลน้ำและสภาพอากาศแยกกันอยู่ในหลายหน่วยงาน ไม่มีฐานข้อมูลกลาง (Single Database) เช่น มหาอุทกภัยปี 2554 มีหน่วยงานด้านน้ำกว่า 30 แห่งทำงานแยกส่วน ส่งผลให้การคาดการณ์น้ำในเขื่อนและปริมาณฝนผิดพลาด ส่วนกรณีเชียงใหม่และลำพูนปี 2567 ยังขาดข้อมูลฝนในพื้นที่ป่าต้นน้ำและลำน้ำสาขา นอกจากนี้แบบจำลองที่มีอยู่ยังไม่ละเอียดพอจะระบุระดับน้ำและเวลาที่มวลน้ำจะเข้าถึงระดับตำบลหรือชุมชนได้อย่างแม่นยำ
  • เตือนภัยไม่ทันเวลา ไม่เป็นเอกภาพ และไม่บอกแนวทางปฏิบัติ: ข้อมูลเตือนภัยมักช้า ใช้เกณฑ์ไม่ตรงกัน และขาดคำแนะนำที่ชัดเจน เช่น กรณีอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ปี 2562 น้ำเข้าบ้านตั้งแต่ 04.00 น. แต่สถานีปลายน้ำเพิ่งตรวจพบตอน 12.00 น. ส่วนกรณีเชียงใหม่และลำพูนปี 2567 แต่ละหน่วยงานแจ้งเตือนด้วยตัวเลขต่างกันจนประชาชนสับสน ขณะที่กรณีหาดใหญ่ปี 2568 และภูเก็ตปี 2565 ข้อความเตือนภัยเป็นเพียงภาพกว้าง ไม่ระบุจุดอพยพ เส้นทาง หรือแนวทางการรับมือตนเองที่ชัดเจน
  • การใช้ที่ดินและการพัฒนาเมืองเพิ่มความเสี่ยง: การขยายตัวของเมืองลดความสามารถในการรับและระบายน้ำตามธรรมชาติ เช่น กรุงเทพฯ ปี 2554 มีการถมคูคลองเป็นถนนและท่อระบายน้ำเล็กเกินไป กรณีบ้านไผ่ปี 2562 การถมดินทำพื้นที่เมืองขยายตัวร้อยละ 94 จนลำห้วยกลายเป็นคอขวด กรณีหาดใหญ่ปี 2568 คันดินของถนนและทางรถไฟขวางทางน้ำ และกรณีภูเก็ตปี 2565 มีการบุกรุกถมลำรางสาธารณะ ขยะอุดตันทางน้ำ รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำจนเกิดดินถล่มซ้ำซาก
  • ครัวเรือนและชุมชนรับรู้ความเสี่ยงต่ำ: ประชาชนคุ้นชินกับน้ำท่วมแบบเดิมจนประมาท เช่น กรณีตำบลวิสัยใต้ จังหวัดชุมพร ปี 2564–2565 ประชาชนไม่ได้เตรียมสำรองน้ำหรืออาหารไว้ล่วงหน้า หรือกรณีเชียงใหม่และลำพูนปี 2567 ประชาชนบางส่วนห่วงทรัพย์สินจึงปฏิเสธการอพยพ
  • ท้องถิ่นขาดขีดความสามารถทางเทคนิค และระเบียบงบประมาณไม่เอื้อ: ท้องถิ่นขาดบุคลากรเชี่ยวชาญด้านอุทกวิทยาและภูมิสารสนเทศ (เช่น กรณีบ้านไผ่) อีกทั้งวัฒนธรรมการทำงานยังต้องรอสั่งการจากส่วนกลาง (เช่น กรณีวิสัยใต้) นอกจากนี้ ระเบียบการเงินการคลังยังผูกการเบิกจ่ายไว้กับการเกิดภัยแล้วเท่านั้น ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถใช้งบเพื่อเตรียมการป้องกันล่วงหน้าได้อย่างเต็มที่

ช่วงระหว่างเกิดอุทกภัย

  • โครงสร้างพื้นฐานวิกฤตและเส้นทางคมนาคมล้มพร้อมกัน: เมื่อเกิดเหตุ ระบบสาธารณูปโภคมักดับพร้อมกัน เช่น หาดใหญ่ปี 2568 ไฟฟ้าดับทำให้เสาสัญญาณโทรศัพท์ล่ม กู้ภัยติดต่อไม่ได้ ถนนสายหลักถูกน้ำท่วม และมีรถยนต์จอดขวางบนสะพาน หรือกรณีบ้านไผ่ปี 2562 ถนนมิตรภาพถูกน้ำท่วมตัดขาดการส่งกำลังบำรุง รวมถึงกรณีเชียงใหม่-ลำพูนปี 2567 ที่ระบบประปาขัดข้องจนขาดแคลนน้ำสะอาด
  • ไม่มีระบบบัญชาการร่วมที่ตัดสินใจได้ทันที: ต่างคนต่างทำ ขาดอำนาจตัดสินใจร่วม เช่น ช่วงแรกของเหตุการณ์หาดใหญ่ปี 2568 ขาดระบบบัญชาการร่วม (Unified Command) กรุงเทพฯ ปี 2554 เกิดความขัดแย้งเรื่องเขตอำนาจระหว่าง BMA กับจังหวัดปริมณฑล หรือกรณีวิสัยใต้ที่การรอคำสั่งส่วนกลางทำให้การกู้ภัยล่าช้า
  • เครื่องจักรและบุคลากรเฉพาะทางไม่พอ ขาดระบบบริหารร่วม: เชียงใหม่และลำพูนปี 2567 ขาดแคลนรถยกสูง เรือท้องแข็ง รถดูดโคลน และบุคลากรขาดทักษะการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ขณะที่หาดใหญ่ปี 2568 ไม่มีฐานข้อมูลทรัพยากรกู้ภัยส่วนกลาง ทำให้ทีมกู้ภัยนอกพื้นที่หลงทางและไม่ทราบจุดจัดเก็บอุปกรณ์
  • จุดอ่อนด้านการอพยพและอันตรายจากไฟฟ้าดูด: ศูนย์อพยพบางแห่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงท่วมซ้ำ (เช่น กรณีบ้านไผ่) หรือประชาชนไม่ยอมอพยพเพราะเป็นห่วงทรัพย์สิน ขณะที่กรุงเทพฯ ปี 2554 สาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดเกิดจากไฟฟ้าดูดภายในบ้านเนื่องจากไม่มีระบบตัดไฟอัตโนมัติ
  • การช่วยเหลือซ้ำซ้อนและเข้าไม่ถึงกลุ่มเปราะบาง: ขาดระบบข้อมูลกลาง ทำให้บางพื้นที่ได้รับถุงยังชีพซ้ำซ้อนจนอาหารเน่าเสีย (เช่น กรุงเทพฯ ปี 2554 และวิสัยใต้) ขณะที่ผู้ป่วยติดเตียงหรือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เข้าถึงยากกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือเนื่องจากข้อมูลคลาดเคลื่อน (เช่น หาดใหญ่ปี 2568)
  • สายด่วนไม่พอ และคุมข่าวลือออนไลน์ไม่ได้: ช่วงวิกฤตสายด่วน 24 ชั่วโมงมีคู่สายไม่พอรองรับ และไม่สามารถควบคุมข่าวลือในโซเชียลมีเดียได้ ส่งผลให้ประชาชนสับสน (เช่น กรณีเชียงใหม่และลำพูนปี 2567)

ช่วงหลังเกิดอุทกภัย

  • ฟื้นฟูสาธารณูปโภคติดข้อกฎหมาย: หน่วยงานรัฐไม่สามารถใช้งบประมาณซ่อมแซมสาธารณูปโภคในหมู่บ้านจัดสรรที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล หรือยังไม่ได้โอนให้ท้องถิ่นได้ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้รับการฟื้นฟูล่าช้ากว่าจุดอื่น (เช่น กรณีเชียงใหม่และลำพูนปี 2567)
  • ปัญหาสุขภาพ สุขาภิบาล และขยะหลังน้ำลด: มีการแพร่ระบาดของโรคมากับน้ำ เช่น โรคน้ำกัดเท้า อุจจาระร่วง และโรคฉี่หนู (เช่น กรุงเทพฯ ปี 2554) รวมถึงปัญหาขยะเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าพังเสียหายจำนวนมหาศาลที่เกินศักยภาพการจัดเก็บของเมือง (เช่น หาดใหญ่ปี 2568)
  • เศรษฐกิจเสียหายหนัก การเยียวยาล่าช้าจนเกิดหนี้: ผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรขาดสภาพคล่อง เสี่ยงปิดกิจการ และเข้าถึงสินเชื่อยากเนื่องจากติดประวัติหนี้เสียเดิม เมื่อเงินชดเชยล่าช้าจึงต้องกู้หนี้ยืมสินนอกระบบจนกลายเป็นภาระหนี้สินระยะยาว (เช่น หาดใหญ่ปี 2568)

โดยสรุปแล้ว ปัญหาที่ทำให้ภัยน้ำท่วมกระทบประชาชนรุนแรง มีปัจจัยจากหลายมิติในการบริหารจัดการ ในแต่ละช่วงเวลาของภัย (ก่อน ระหว่าง และหลัง) และมีหลายวงสนทนาที่ได้เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้แล้ว ปัญหาข้างต้นสามารถสังเคราะห์ออกมาเป็นข้อเสนอนโยบายภาพรวมสำหรับแต่ละช่วงเวลาได้

ปัญหาระยะก่อนเกิดน้ำท่วม: ปัญหาหลักด้านข้อมูลด้านน้ำกระจัดกระจาย แบบจำลองไม่ละเอียดถึงระดับพื้นที่ ส่งผลให้การเตือนภัยล่าช้า ไม่เป็นเอกภาพ และขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ รวมถึงการพัฒนาเมืองที่รุกล้ำทางน้ำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขาดขีดความสามารถและติดขัดระเบียบงบประมาณที่ทำให้ไม่สามารถเตรียมการเชิงรุกได้

  • ข้อเสนอ 1: การพัฒนาระบบเตือนภัยและข้อมูลส่วนกลาง
  • ข้อเสนอ 2: การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณ ท้องถิ่นเบิกงบได้ตั้งแต่คาดว่าจะเกิดภัย

ปัญหาระยะระหว่างน้ำท่วม: ปัญหาหลักด้านการขาดระบบบัญชาการเหตุการณ์ร่วมที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ชั่วโมงแรก โครงสร้างพื้นฐานวิกฤต (ไฟฟ้า โทรคมนาคม ประปา ถนน) ขัดข้องพร้อมกัน การกระจายความช่วยเหลือซ้ำซ้อนและเข้าไม่ถึงกลุ่มเปราะบาง รวมถึงความสูญเสียจากไฟฟ้าดูดที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่

  • ข้อเสนอ 1: การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน (CBDRM) ชุมชนพึ่งพาตนเองได้
  • ข้อเสนอ 2: การบูรณาการระบบบัญชาการร่วม กำหนดเกณฑ์ยกระดับเหตุการณ์ที่ให้อำนาจ “ผู้บัญชาการเหตุการณ์ร่วม”

ปัญหาระยะหลังเกิดน้ำท่วม: มีปัญหาในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ (เช่น ในพื้นที่หมู่บ้านจัดสรร) การเยียวยาทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรล่าช้าจนก่อให้เกิดภาระหนี้สิน นอกจากนี้ ปัญหาด้านสุขาภิบาล ขยะ และสุขภาพจิตหลังน้ำลดยังเป็นช่องว่างสำคัญที่มักถูกมองข้าม

  • ข้อเสนอ 1: การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความช่วยเหลือ จัดทำ “ทะเบียนผู้ประสบภัยกลาง” ให้แจกจ่ายทรัพยากรอ การจ่ายเงินเยียวยาและสินเชื่อฟื้นฟูได้รวดเร็ว
  • ข้อเสนอ 2: การฟื้นฟูและการจัดการพื้นที่ยั่งยืน บังคับใช้ผังเมืองให้สอดคล้องกับผังน้ำอย่างเคร่งครัด

ถึงแม้ว่ามนุษย์จะไม่สามารถควบคุมความรุนแรงของอุทกภัยได้ แต่นโยบายและการลงมือป้องกันภัยเชิงรุกเหล่านี้ จะช่วยลดความเปราะบางและความล่อแหลมในพื้นที่ทั่วประเทศไทย ช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตตามขีดความสามารถของท้องถิ่นและของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

อุตฯ สระแก้ว เร่งตรวจกองดินปนเปื้อนสายไฟ 40 ตัน สงสัยเป็นขยะพิษอันตราย

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ลดราคาน้ำมัน B20 - E20 เหลือ 33.50 บาท/ลิตร มีผล 28 ต.ค.นี้

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รัฐบาลจับมือจีนรับเงินหนุน 3.75 แสนดอลลาร์ ดัน 2 โครงการยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จับผู้ต้องหาเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ "เบน สมิธ - ยิม เลียก"

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...