โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย(Ep.2): …เบื้องหลังชัยชนะพรรคภูมิใจไทย

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บทวิเคราะห์โดย ณพล จาตุศรีพิทักษ์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย

ต่อจากตอนที่ 1 https://thaipublica.org/2026/10/napon-jatusripitak-bhumjaithais-victory-a-conservative-win/

ตอน2: เบื้องหลังชัยชนะพรรคภูมิใจไทย (Behind the Win: Patronage, Baan Yai, and the Mirage of Ideology)

ความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะระบุว่าพรรคภูมิใจไทย (BJT) เป็นพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ของพรรคเสียก่อน ซึ่งถูกนิยามด้วยเครือข่ายตระกูลการเมือง (dynastic networks) ความยืดหยุ่นเชิงอุดมการณ์ และฉวยโอกาสทางการเมือง มากกว่าความสอดคล้องทางนโยบายหรืออุดมการณ์

Behind the Win: Patronage, Baan Yai, and the Mirage of Ideology

ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นชื่อเดิมก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นพรรคเพื่อไทย นายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองจากจังหวัดบุรีรัมย์และอดีตมือขวาของ ทักษิณ ชินวัตร สมัยพรรคไทยรักไทย ได้นำกลุ่ม ส.ส. แยกตัวออกจากค่ายฝั่งสนับสนุนทักษิณ และเข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคประชาธิปัตย์ การย้ายขั้วดังกล่าวได้รับการประสานงานโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ร่วมกับนายทหารระดับสูง ซึ่งปูทางให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้การนำโดยพฤตินัยของเนวิน พรรคภูมิใจไทยได้กลายเป็นยานพาหนะทางการเมืองให้กับ สส. กลุ่มที่ย้ายขั้วเหล่านี้ และได้รับผลตอบแทนเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของอภิสิทธิ์

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ในแทบทุกรัฐบาลผสม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประยุทธ์ (พ.ศ. 2562–2566) หรือรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย (พ.ศ. 2566–2568) พรรคภูมิใจไทยต่างเล่นบทบาทเป็น “ผู้ชี้ชะตาจัดตั้งรัฐบาล” (kingmaker) โดยใช้คะแนนเสียงในสภาแลกเปลี่ยนกับโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี และจัดสรรทรัพยากรของรัฐเพื่อหล่อเลี้ยงตระกูลการเมืองท้องถิ่นและเครือข่ายอุปถัมภ์ซึ่งเป็นฐานเสียงเลือกตั้งของตน

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พันธสัญญาเดียวของพรรคไม่ได้ผูกติดกับอุดมการณ์เฉพาะเจาะจงใดๆ หากแต่เป็นการได้“อยู่ในอำนาจรัฐ” เท่านั้น ประเด็นเดียวที่อาจทำให้พรรคภูมิใจไทยแตกต่างจากพรรคการเมืองไทยอื่นๆ คือนโยบายหาเสียงเรือธงในปี พ.ศ. 2562 เรื่องการทำให้กัญชาและกัญชงถูกกฎหมายเพื่อการแพทย์ ทว่าหากเทียบตามมาตรฐานตะวันตกแล้ว สิ่งนี้กลับทำให้พรรคถูกมองว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้าด้วยซ้ำ

เมื่อถูกถามโดย ฟาโรส (Farose) ยูทูบเบอร์ชื่อดังชาวไทย ให้ระบุตำแหน่งของพรรคบนเส้นกราฟอุดมการณ์สองมิติที่มีแกน อนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม และ ทุนนิยม-สังคมนิยม อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ระบุว่าพรรคของตนอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี พร้อมทั้งเปรยเป็นนัยว่าพรรคพร้อมจะเคลื่อนตัวไปทุกที่ที่ “จุดศูนย์ถ่วง” อยู่

อันที่จริงแล้ว ข้อมูลการลงมติในสภาบ่งชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยมักจะลงมติไปในทิศทางเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ตนสังกัดเสมอ รูปแบบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยจัดอยู่ในกลุ่มพรรคการเมืองไทยวงกว้างที่รวมตัวกันขึ้นโดยมีเป้าหมายเรื่องการเข้าถึง “อำนาจรัฐและงบประมาณแผ่นดิน” มากกว่าการขับเคลื่อนด้วยชุดนโยบายพรรค

ถึงกระนั้น มีพรรคการเมืองจำนวนน้อยมากที่มีขนาดใหญ่เท่ากับพรรคภูมิใจไทยและสามารถโยกย้ายขั้วความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศได้อย่างอิสระเสรีขนาดนี้ โดยสามารถเข้าไปร่วมและโหวตสนับสนุนรัฐบาลผสมที่ตนเคยต่อต้านมาก่อนได้ และมีพรรคยิ่งน้อยลงไปอีกที่สามารถเติบโตใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลังจากการย้ายขั้ว ระหว่างปี พ.ศ. 2562 ถึง 2568 ผ่านสองสมัยประชุมสภาและรัฐบาลผสมติดต่อกันสามชุด สถานะการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลสามารถทำนายพฤติกรรมการลงมติของพรรคภูมิใจไทยได้อย่างแม่นยำแทบจะสมบูรณ์แบบ (ดังกราฟิกที่ 1)

การวิเคราะห์นี้อิงจากข้อมูลการขานชื่อลงคะแนน (roll-call data) เฉพาะร่างกฎหมายที่มีการลงมติแข่งขันกันอย่างแท้จริง กล่าวคือ ร่างกฎหมายที่ฝ่ายเสียงข้างน้อยลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของเสียงทั้งหมดในสภา ในยุครัฐบาลประยุทธ์ พรรคภูมิใจไทยลงมติในทิศทางที่แทบจะไม่ต่างจากพรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยมอื่นๆ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทยภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 สัดส่วนของร่างกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยลงมติเห็นชอบสอดคล้องกับพรรคเพื่อไทยได้พุ่งสูงขึ้นจากต่ำกว่าร้อยละ 20 ไปทะลุร้อยละ 90รูปแบบดังกล่าวพลิกผันอีกครั้งหลังจากพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 ส่งผลให้ออนุทินก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยต้องย้ายไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ประวัติการลงมติของพรรคสอดคล้องกับพรรคร่วมรัฐบาลของตนอย่างน่าทึ่ง แต่ไม่ได้มีความสอดคล้องทางอุดมการณ์แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการรักษาจุดยืนฝ่ายค้านต่อพรรคใดพรรคหนึ่งด้วยเหตุผลทางอุดมการณ์ หรือการรักษาคำมั่นสัญญาต่อชุดนโยบายใดๆ ที่ตรวจสอบได้

พรรคภูมิใจไทยโวตเห็นด้วยกับพรรคการเมืองใหญ่ ในร่างกม.ที่พรรคต่าง ๆ เห็นแย้งกัน ที่มา : ที่มา: WeVis, Parliament Watch, https://parliamentwatch.wevis.info (accessed 3 July 2026)

อย่างไรก็ตาม ประวัติการลงมติไม่ได้สะท้อนเรื่องราวทั้งหมด นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2566 เป็นต้นมา พรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินยุทธศาสตร์เชิงสัญลักษณ์อย่างชัดเจน เพื่อวางตำแหน่งตนเองให้เป็นขั้วตรงข้ามทางอุดมการณ์กับพรรคก้าวไกล (MFP) ฝ่ายก้าวหน้า ก่อนหน้าการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภาเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 พรรคภูมิใจไทยปฏิเสธที่จะเข้าร่วมรัฐบาลใดๆ ที่มีพรรคก้าวไกลซึ่งชนะการเลือกตั้งรวมอยู่ด้วย โดยอ้างถึงจุดยืนของพรรคก้าวไกลในการเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเป็นการประท้วงการเสนอชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล สส. ของพรรคภูมิใจไทยรายหนึ่งถึงกับเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายใหม่ที่อนุญาตให้ใครก็ตามสามารถยิงผู้ที่ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โดยที่ผู้ยิงไม่ต้องรับโทษจำคุก ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น พรรคภูมิใจไทยได้คัดค้านญัตติของพรรคก้าวไกลที่เสนอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าประเด็นคำถามประชามตินั้นมุ่งไปที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งจะเปิดช่องให้มีการแก้ไขหมวดว่าด้วยรูปแบบของรัฐและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2568 พรรคภูมิใจไทยได้เสนอร่างพระราชบัญญัติล้างมลทินหรือนิรโทษกรรมของตนเอง โดยกำหนดให้การยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นหลักการสำคัญที่ไม่สามารถแตะต้องได้ นอกจากนี้ ทางพรรคยังได้เปลี่ยนมาใช้โลโก้พรรคเป็น “สีน้ำเงินเข้ม” ซึ่งอนุทินได้ขยายความว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ความขัดแย้งเชิงประจักษ์: คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ VS ที่นั่ง สส. เขต

เมื่อเจาะลึกเข้าไปในผลคะแนนการเลือกตั้งปี 2569 จะพบความย้อนแย้งที่ชัดเจนระหว่างคะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ (Party-list) กับความสำเร็จในระบบเขตเลือกตั้ง แม้พรรคภูมิใจไทยจะสามารถกวาดที่นั่ง สส. เขตมาได้ถึง 173 ที่นั่ง แต่ในส่วนของ คะแนนพรรคภาพรวมระดับประเทศ พรรคภูมิใจไทยกลับได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพียงประมาณ 6.5 ล้านเสียง (คิดเป็นร้อยละ 18.5) เท่านั้น พ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับพรรคประชาชนที่กวาดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไปมากกว่า 11 ล้านเสียง (ร้อยละ 31.5)

สัดส่วนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ (บัญชีรายชื่อ) และสัดส่วนที่นั่งในสภาของพรรคการเมืองชั้นนำ (การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569) ที่มา: Author’s creation based on data from the Election Commission of Thailand, “ผลการเลือกตั้ ง สส. ทั่ วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569” [General election results, 8 February 2026], https://ectreport69.ect.go.th/general/overview (accessed 3 July 2026)

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคภูมิใจไทยสามารถชนะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เป็นอันดับหนึ่งในเขตเลือกตั้งทั่วประเทศเพียง 56 เขตเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้ทำให้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ที่ชนะจำนวนที่นั่งรวมมากที่สุด แต่กลับไม่ได้ชนะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์สูงสุด สิ่งนี้ยืนยันว่าความนิยมในตัวพรรคหรือนโยบายในภาพรวมระดับประเทศไม่ได้สูงส่งตามจำนวนที่นั่งในสภา และไม่ใช่ชัยชนะที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ในหมู่ประชาชนอย่างแท้จริง

พลังขับเคลื่อนที่แท้จริง: เครือข่าย ‘บ้านใหญ่’ และตระกูลการเมืองท้องถิ่น

หากอุดมการณ์ไม่ใช่คำตอบ แล้วอะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จถล่มทลายของภูมิใจไทย? คำตอบอยู่ที่ “เครือข่ายบ้านใหญ่” (Baan Yai) และระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น

พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดึงดูดและรวบรวมตระกูลการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิพลทั่วประเทศเข้ามาสังกัดภายใต้ร่มธงเดียวกันมากถึง 78 ตระกูล (ส่งผู้สมัครที่เป็นเครือข่ายบ้านใหญ่ 92 คน และสามารถคว้าชัยชนะมาได้ถึง 76 คน) โดยเฉพาะฐานที่มั่นสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (เช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ) และจังหวัดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น ชลบุรี

ข้อมูลเชิงสถิติชี้ว่า ผู้สมัครที่เป็นสมาชิกตระกูลบ้านใหญ่มีอัตราการชนะเลือกตั้งในระบบเขตสูงถึงร้อยละ 49 ขณะที่ผู้สมัครหน้าใหม่หรือนอกเครือข่ายบ้านใหญ่ของพรรคมีอัตราการชนะเพียงร้อยละ 22 เท่านั้น

ตระกูลบ้านใหญ่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนคะแนนเสียงระดับพื้นที่ ผ่านหัวคะแนน เครือข่ายชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และการดูแลผลประโยชน์ท้องถิ่น ทำให้คะแนนเสียงในระดับเขตถูกผูกขาดด้วยตัวบุคคลและเครือข่ายความสัมพันธ์ มากกว่าความผูกพันที่มีต่ออุดมการณ์ของพรรค

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย

ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง: กระทรวงมหาดไทยและกระแสชาตินิยมชายแดน

นอกจากเครือข่ายบ้านใหญ่แล้ว พรรคภูมิใจไทยยังมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่สำคัญอีก 2 ประการ ได้แก่:

1. การกุมกลไกกระทรวงมหาดไทย: การที่แกนนำพรรคดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อเนื่อง ทำให้พรรคสามารถสร้างความได้เปรียบในการบริหารจัดการและโยกย้ายข้าราชการระดับภูมิภาค (เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต เครือข่ายการเมืองที่สอดประสานกับฝ่ายปกครองทำให้การหาเสียงในพื้นที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

2. กระแสชาตินิยมจากวิกฤตชายแดน: เหตุการณ์ข้อพิพาทและปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 ประกอบกับความเพลี่ยงพล้ำของพรรคคู่แข่งในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้พรรคภูมิใจไทยฉวยจังหวะชูบทบาทพิทักษ์อธิปไตยเคียงข้างกองทัพ ส่งผลให้คะแนนเสียงใน 7 จังหวัดชายแดนพุ่งสูงขึ้นอย่างโดดเด่น (เฉลี่ยร้อยละ 28.4 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ)

ถอดความจาก: “Bhumjaithai’s Victory : A Conservative Win?” By Napon Jatusripitak ที่มา: สถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute (ตีพิมพ์ในชุด Trends in Southeast Asia, ฉบับที่ 28/2026)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...