จาก “ของเล่น” สู่ “ของคลายเครียด” เพลิดเพลินไปกับสภาวะลื่นไหลที่ครองใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ต้องเผชิญกับปัญหามากมายจนเกิดเป็นความเครียดสะสมที่ชวนให้กระวนกระวายใจ การหาวิธีการคลายเครียดแบบมีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง และปล่อยให้ใจได้รู้จักการผ่อนคลาย จึงอาจทำให้หลุดพ้นจากความเครียดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นาเดีย เจเนฟสกี้ (Nadia Jenefsky) นักจิตบำบัดกล่าวว่า “เราทุกคนมีความเครียดมากขึ้น และการมีของเล่นอยู่ในมือก็เป็นวิธีที่ดีในการคลายความตึงเครียดลงได้” ดังนั้น “ของเล่นคลายเครียด” จึงนับเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ดีที่ช่วยทำให้เราได้ขยับอวัยวะบางส่วนและเพ่งความสนใจทุกส่วนของประสาทสัมผัสไปที่ของเล่นชิ้นหนึ่ง เพื่อที่จะหลงลืมความเครียดไปทีละนิดจนจางหายในที่สุด
เช่นเดียวกัน มอริตซ์ ดาอุม (Moritz Daum) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยซูริก ที่ก็ได้กล่าวถึงของเล่นคลายเครียดเพิ่มเติมไว้ว่า “การที่เราได้สัมผัสหรือขยับอวัยวะบางส่วนจากการเล่นของเล่นคลายเครียดต่าง ๆ จะช่วยให้ร่างกายมีสิ่งที่ต้องสนองการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย หรือหมายความว่า ‘ฉันไม่ต้องใช้ความคิดใด ๆ กับมัน’ จึงทำให้คลายความตึงเครียดลงได้นั่นเอง”
มาเข้าสู่โลกของเล่นคลายเครียดพร้อมสำรวจโลกของของเล่นแสนนุ่มอย่าง “สกุชชี่” และแสนเหนอะหนะอย่าง “สไลม์” ตัวแทนของเล่นคลายเครียดสุดฮิตนี้ไปด้วยกัน แล้วจะพบความมหัศจรรย์ที่แฝงพลังวิเศษและความสามารถอันน่าทึ่งซึ่งครองใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะแท้จริงแล้ว ของเล่นเหล่านี้มีผลทางจิตวิทยาและต่อประสาทสัมผัสแทบทุกอย่างของเราอย่างไม่น่าเชื่อ!
Marceline Smith / Flickr
บีบให้อ่อนยวบ และรอคืนตัวอย่างช้า ๆ ด้วย “สกุชชี่”
สกุชชี่ (Sqiushy) เป็นของเล่นที่มีลักษณะเหมือนโฟมยาง เมื่อบีบแล้วจะมีความนุ่มและอ่อนยวบไปตามแรงกด และจะสามารถคืนตัวกลับมาได้เหมือนเดิม ผลิตจากสารโพลียูรีเทน ซึ่งเป็นสารหลักในการผลิตโฟมหรือแผ่นยาง ทำให้มีความเหนียวทนทานและคืนตัวได้ดี สกุชชี่ถูกทำเป็นรูปร่างและลวดลายต่าง ๆ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขนม อาหาร ไอศกรีม รวมถึงตัวการ์ตูนต่าง ๆ มีตั้งแต่ขนาดเล็กที่นิยมทำเป็นพวงกุญแจไปจนถึงขนาดใหญ่ที่คนมักนำมาเป็นของเล่นหรือของสะสม ทำให้สกุชชี่ได้รับความนิยมได้ไม่ยาก โดยสกุชชี่มีแหล่งผลิตจากหลายประเทศ หลายราคา ตั้งแต่แพงไปจนถึงย่อมเยาผันแปรไปตามคุณภาพ ทำให้ใครหลายคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่จับจองเป็นเจ้าของกันได้มากขึ้น แต่ก็ต้องระวังเรื่องสารปนเปื้อนต่าง ๆ รวมถึงการที่สารโพลียูรีเทนซึ่งเป็นสารที่ติดไฟได้ง่าย จึงไม่ควรอยู่ใกล้ความร้อนใด ๆ เป็นต้น
ในฝั่งสหรัฐอเมริกา เริ่มแรกสกุชชี่เป็นของเล่นที่ได้อิทธิพลมาจาก “ลูกบอลคลายเครียด” ซึ่งถูกนำมาเป็นอุปกรณ์ช่วยเสริมทักษะทางการแพทย์สำหรับให้ผู้ป่วยบีบเพื่อบริหารกล้ามเนื้อ และเพื่อเสริมพัฒนาการของเด็กสมาธิสั้น ออทิสติก หรือผู้ที่มีความผิดปกติในการประมวลผลทางประสาทสัมผัส จากคำบอกกล่าวของเจ้าของร้านขายของเล่นแห่งหนึ่งพบว่า สกุชชี่กำลังจะกลายเป็นกระแสความนิยม และจากการพูดคุยกับลูกค้า สกุชชี่ถูกซื้อเพื่อนำไปใช้บรรเทาความเครียดและความวิตกกังวลสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงเพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นสมาธิให้จดจ่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากขึ้น เพราะเด็กและวัยรุ่นในปัจจุบันมีภาวะสมาธิสั้นมากขึ้น เพ่งสมาธิไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ยาก เนื่องจากใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป
ต่อไปนี้คือประโยชน์ตามหลักจิตวิทยาของการเล่นสกุชชี่…
เป็นยาคลายความเครียดได้ดี เนื่องจากผู้คนในสมัยนี้ถูกคาดหวังให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาต้องรับมือกับความวิตกกังวลและความเครียด ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะช่วยจัดการกับความรู้สึกดังกล่าวได้ก็คือ การบีบสกุชชี่ด้วยจังหวะซ้ำ ๆ โดยผลการศึกษาพบว่า การเคลื่อนไหวด้วยการบีบเป็นจังหวะซ้ำ ๆ จะกระตุ้นการผลิตสารเอ็นโดรฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกดี เปรียบเสมือนมอร์ฟีนธรรมชาติที่ร่างกายหลั่งมาเมื่อมนุษย์มีความสุข จึงอาจกล่าวได้ว่า “สกุชชี่” ทำหน้าที่เป็นเหมือนยาแก้ปวดตามธรรมชาติที่ช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล ดังที่ แบร์รี่ คูโดรวิทซ์ (Barry Kudrowitz) นักออกแบบของเล่นจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตากล่าวไว้ว่า "การบีบและสัมผัสด้วยนิ้วมือจะปล่อยฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ยิ่งเป็นของที่นุ่มอย่างสกุชชี่ที่สามารถหยิบ กระตุ้น และบีบได้แล้ว ก็จะยิ่งเป็นการปลดปล่อยความเครียดและความวิตกกังวล ช่วยกำจัดความเบื่อหน่าย ไปพร้อม ๆ กับส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตในมืออีกด้วย”
ปลอบประโลมใจได้ จากการสัมภาษณ์ของจูดี อิชาอิก (Judy Ishayik) เจ้าของร้านของเล่นบอกไว้ว่า “แม้สกุชชี่ไม่สามารถทดแทนความรักของมนุษย์ได้ แต่เนื่องจากรูปลักษณ์ที่น่ารักและเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล ทำให้สกุชชี่ถูกเลือกเป็นของเล่นสำหรับเด็ก ๆ เพื่อนำติดตัวไปเข้าค่ายหรือออกแคมป์เป็นเวลานาน ๆ เพื่อทดแทนความเหงาจากการต้องอยู่ไกลบ้านได้” นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ส่วนมากต่างก็สารภาพว่า “การสัมผัสสกุชี่ช่วยปลอบประโลมใจในวันที่อ่อนแอได้เป็นอย่างดี” สอดคล้องกับการศึกษาของมหาวิทยาลัย VU แห่งอัมสเตอร์ดัมที่พบว่า “การสัมผัส ช่วยบรรเทาความกลัวสำหรับผู้ที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง” และหัวหน้านักวิจัย แซนเดอร์ คูล (Sander Koole) ก็เคยกล่าวกับสมาคมวิทยาศาสตร์จิตวิทยาไว้ว่า “การสัมผัสเป็นกลไกอันทรงพลังที่ช่วยปลูกฝังให้ผู้คนรู้สึกถึงความสำคัญในการดำรงอยู่”
กระตุ้นประสาทสัมผัส เพราะหน้าที่พื้นฐานของสกุชชี่คือการกระตุ้นให้เกิดการกระทำซ้ำ ๆ ซึ่งจะต้องใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งการสัมผัสด้วยการบีบด้วยฝ่ามือและนิ้ว การมองเห็น การได้ยินเสียงสกุชชี่ยุบและคืนตัว และการรับกลิ่น นอกจากจะสร้างสมาธิให้เกิดการจดจ่อไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ยังส่งผลต่อความรู้สึกของการผ่อนคลาย และยังช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและคล่องแคล่วยิ่งขึ้น ช่วยให้เกิดทักษะที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตและการทำงาน เช่น การเขียน การติดกระดุมเสื้อผ้า การหยิบจับสิ่งของ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีประโยชน์สำหรับกิจกรรมบำบัดและการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายอีกด้วย
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เพราะการเล่นสกุชชี่สามารถช่วยกระตุ้นจินตนาการผ่านการสร้างเรื่องราวขณะเล่น จึงช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการไปพร้อมกับความสนุกสนานได้
Marceline Smith / Flickr
ด้วยประโยชน์หลายประการดังกล่าว และความน่ารักที่ดึงดูดสายตา ทำให้สกุชชี่กลายเป็นของเล่นยอดนิยมที่ผู้ปกครองหลายคนหันมาซื้อให้ลูกเล่นกันมากขึ้น และยังถูกเลือกเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสพิเศษอยู่บ่อยครั้ง เพราะนอกจากจะเป็นของเล่นคลายเครียดแล้ว ก็ยังนำมาวางตกแต่งบริเวณโต๊ะหรือชั้นวางของได้ดี ด้วยรูปลักษณ์ที่มีความน่ารักและสีสันสดใสจึงชวนให้บรรยากาศรอบโดยรอบน่ามองมากขึ้น หรือจะนำไปห้อยเป็นพวงกุญแจแสนน่ารักที่บีบคลายเครียดระหว่างวันก็ได้เช่นเดียวกัน
ปัจจุบัน สกุชชี่กลายเป็นของเล่นที่ทรงอิทธิพลในโลกโซเชียลมีเดีย ความนิยมของสกุชชี่เพิ่มขึ้นหลายเท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดัง เช่น YouTube, TikTok และ Instagram ที่มีวิดีโอแกะกล่อง รีวิว และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเล่นสกุชชี่นับไม่ถ้วน ทำให้น้องนุ่มนิ่มนี้ไม่เพียงกลายเป็นของเล่นสำคัญของวัฒนธรรมร่วมสมัย แต่ยังส่งเสริมความต้องการของเหล่านักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบสกุชชี่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จนทำให้เกิดการสร้างชุมชนเป็นวงกว้างของผู้ชื่นชอบของเล่นสกุชชี่ซึ่งมีความหลงใหลร่วมกัน
cottonbro studio / Pexels
บีบและยืดให้เหนอะหนะหนำใจด้วย “สไลม์”
สไลม์ (Slime) หรือรู้จักในอีกชื่อหนึ่งคือ "น้ำลายเอเลี่ยน" ของเล่นเด็กยุคใหม่มีลักษณะคล้ายดินน้ำมันหนืด ๆ นั้น เริ่มแรกก่อนที่สไลม์จะกลายมาเป็นของเล่นเด็ก มันเคยถูกนำมาใช้เพื่อทำความสะอาดฝุ่นละอองที่คีย์บอร์ดและตามซอกหลืบเล็ก ๆ ที่ทำความสะอาดยาก เพราะมีความยืดหยุ่นและยังช่วยจับฝุ่นละอองได้ดี แต่ด้วยอิทธิพลของโซเชียลมีเดียก็ได้ทำให้สไลม์กลายเป็น “ของเล่น” ที่ได้รับความนิยมเป็นเทรนด์ โดยมีวิดีโอและภาพถ่ายของสไลม์เป็นกระแสไวรัลบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจำนวนนับไม่ถ้วน จากข้อมูลบัญชีแอคเคานท์ที่เข้ามาดูวิดีโอหรือภาพถ่ายสไมล์พบว่า มีตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
อาจเป็นเพราะการเล่นสไลม์มีการสัมผัสด้วยการจิ้ม บีบ และดึง ที่ก่อให้เกิดเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ดัง “เปรี๊ยะ” ซึ่งช่วยสร้างการตอบสนองทางประสาทสัมผัสอัตโนมัติ หรือ ASMR ซึ่งย่อมาจากคำว่า Autonomous Sensory Meridian Response ที่สามารถกล่อมผู้ชมให้อยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลลงได้นั่นเอง
ไรอัน โจเซฟ (Ryan Joseph) ผู้สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับสไลม์กล่าวไว้ว่า “เมื่อคุณดูวิดีโอสไลม์ คุณจะผ่อนคลายมากขึ้น และความเครียดมากมายจะถูกระบายออกไปด้วยเสียงที่น่าพึงพอใจจากการเล่นสไลม์ สไลม์จึงเป็นของเล่นที่ช่วยให้หลายคนรับมือกับความเครียดในชีวิตได้” และ ดร.อนิต้า เด็ก (Dr.Anita Deák) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ยังให้เหตุผลสนับสนุนและคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนชอบการดูการเล่นสไลม์เหล่านี้ เนื่องมาจากทฤษฎีเซลล์ประสาทกระจก (Mirror Neuron Theory) คือเซลล์ประสาทสั่งการในสมองที่จะเริ่มทำงานเมื่อเราเห็นคนทำอะไรสักอย่าง โดยผู้ชมก็จะได้รับความพึงพอใจจากการชมวิดีโอเหล่านั้นราวกับว่าพวกเขากำลังดำเนินการด้วยตนเองจริง ๆ
ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นสูงในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทำให้มีข่าวเตือนภัยเกี่ยวกับอันตรายจากการเล่นสไลม์ออกมาจำนวนมาก เนื่องจากสไลม์ผลิตจากกาวลาเท็กซ์ผสมกับสารบอแรกซ์ เพื่อทำให้กาวที่เหนียวมีความนุ่ม หนำซ้ำผู้ผลิตบางรายอาจใส่สารหนูและโลหะหนักอย่างตะกั่วผสมด้วย ดังนั้นหากเล่นสไลม์เป็นประจำ ก็มีโอกาสที่จะสัมผัสและสูดดมสารเคมีเข้าไปอย่างเลี่ยงไม่พ้น นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติที่เหนียวหนืด ยังทำให้สไลม์เป็นตัวดูดซับฝุ่นและสะสมเชื้อโรคเป็นอย่างดี โอกาสที่จะได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจึงเป็นไปได้สูงตามมา ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำว่า ควรระมัดระวังไม่ให้สไลม์เข้าปากและเด็ก ๆ ควรเล่นอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่
แม้จะเป็นเรื่องจริงที่สไลม์อาจมีอันตรายอยู่ แต่ในทางกลับกัน ของเล่นสุดเหนอะหนะนี้ก็มีประโยชน์อย่างมากด้วย…
Okras / Wikimedia Commons
กระตุ้นประสาทสัมผัส สไลม์ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสของเด็ก ๆ ได้เกือบทุกประสาทสัมผัส ทั้งเนื้อสัมผัสที่นุ่มและยืดหยุ่นของสไลม์ ทำให้สัมผัสและควบคุมได้อย่างเพลิดเพลิน สีที่สวยสดใส และเสียงที่เกิดขึ้นจากแรงบีบ กด และยืด ซึ่งช่วยเสริมการใช้ประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่ เมื่อประสาทสัมผัสทั้งหมดได้รับการกระตุ้นในคราวเดียว ก็จะส่งผลให้เด็ก ๆ เกิดความคิดสร้างสรรค์ตามมา
สร้างสมาธิและคลายความตึงเครียด บางคนพบว่าการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ด้วยการยืดหรือบีบสไลม์บนฝ่ามือ และปล่อยสไลม์โดยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อกำปั้นและข้อมือนั้น เป็นการทำสมาธิและผ่อนคลายให้เกิดความรู้สึกสงบ เพื่อมุ่งความสนใจไปที่สไลม์ ช่วยให้เกิดความคิดเชิงบวกและหันเหความสนใจจากความคิดและความรู้สึกเชิงลบได้ แจ็ค เทอร์บัน (Jack Turban) แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ HuffPost ไว้ว่า “สไลม์ช่วยดึงดูดความสนใจไปที่ประสบการณ์ของตนเองในช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตหรือความหวังในอนาคต” นอกจากนี้ การเล่นสไลม์เป็นประจำยังจะช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็นอื่น ๆ ร่วมด้วยอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ หรือทักษะการแก้ปัญหาของเด็ก เป็นต้น
เป็นเครื่องมือทางการศึกษา สไลม์มักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการศึกษา จากการสอนแนวคิดต่าง ๆ เช่น เคมี ฟิสิกส์ หรืองานศิลปะ เนื่องจากสามารถปรับแต่งด้วยสี พื้นผิว และส่วนเพิ่มเติมต่าง ๆ เพื่อสร้างสไลม์แบบกำหนดเองได้
นอกเหนือจากความสนุกแล้ว สไลม์ยังถูกนำมาเป็นอุปกรณ์ช่วยทางการแพทย์ จากคำบอกเล่าของ บริททานี เอ. จอห์นสัน (Brittany A. Johnson) นักเขียนและผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่ได้เล่าว่า “ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจำนวนมากใช้สไลม์เป็นอุปกรณ์ช่วยทางการแพทย์ ซึ่งเป็นเทคนิคพื้นฐานที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตใช้กับผู้ที่มีความวิตกกังวลและตื่นตระหนก การได้สัมผัสสไลม์สามารถกระตุ้นให้สมองสงบหรือมีสมาธิดีขึ้นได้” และเคธี เลียร์ (Katie Lear) นักบำบัดเด็กก็ใช้สไลม์เป็นอุปกรณ์หนึ่งของการทำงานเช่นกัน ผ่านรูปแบบการสร้างสรรค์สไลม์ด้วยตัวของเด็กเอง เธอพบว่า หลังจากเล่นสไลม์ เด็ก ๆ เต็มใจที่จะพูดคุยและเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ มากขึ้น “มันเหมือนกับเป็นประตูสู่การทำงานเชิงลึกมากขึ้น” เธอกล่าว
การมีของเล่นคลายเครียดที่ดูน้วยนิ่ม เหนอะหนะอย่าง “สกุชชี่” หรือ “สไลม์” อยู่ใกล้แค่เอื้อมมืออาจไม่ใช่เรื่องไร้สาระอีกต่อไป เพราะมันสามารถสร้างความแตกต่างในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดได้ การบีบและปล่อยเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยลดระดับความเครียดและเพิ่มความรู้สึกสงบให้เราได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจจากการสัมผัสที่แสนอัศจรรย์นี้นั่นเอง
ที่มา : บทความ “Adults’ obsession with weird, squishy stuffed animals reveals a heartbreaking need in our psyche” โดย Annaliese Griffin
บทความ “The Surprising Science and History Behind Squishy Toys: Unraveling the Squishy Toy Phenomenon” โดย Cat cat toy
บทความ “What makes squishy toys popular among both children and adults?” โดย David S. Russell
บทความ “Squeeze and De-Stress with Squishy Toys” โดย Fundemonium
บทความ “The Tiny, Squishy Toys Driving Parents to the Brink” โดย Chavie Lieber
บทความ “Why Are Squishy Toys So Popular?” โดย Amy Smith
บทความ “The odd psychology behind oddly satisfying slime videos” โดย Sabrina Faramarzi
บทความ “WHY IS SLIME THE INTERNET'S LATEST WELLNESS OBSESSION?” จาก highsnobiety.com
บทความ “What is SLIME? & Why is it popular?” โดย Cornwithslime
บทความ “Slime is everywhere. It’s everywhere. Slime is everywhere.” โดย Ellen McCarthy
บทความ “Keep Calm and Slime On 5 Surprising Benefits of Slime Play” โดย Learning Resources
บทความ “Can Playing With Slime Actually Benefit Your Mental Health?” โดย Tessa Flores
เรื่อง : ณัฐธิดา คำทำนอง