โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ศิลปะบำบัด’ กับความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในตัวเองของ ‘ปรัชญพร วรนันท์’

นิตยสารคิด

อัพเดต 21 พ.ย. 2567 เวลา 09.19 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2567 เวลา 09.19 น.
studio-persona-cover

ท่ามกลางโครงสร้างทางสังคมที่กดทับ ภาระหน้าที่ เราตื่นเช้าออกไปทำงาน ไปเรียน ย่ำค่ำหอบร่างกายเหนื่อยล้ากลับมาพบกับสารพันปัญหาในชีวิต บาดแผลในอดีต กระทั่งกรอบกรงของความรู้สึกว่า ตัวเองไม่มีทางเลือก ดีไม่พอ ไม่เก่ง วนเวียนย้ำซ้ำ ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้คน และเมื่อถึงจุดที่ไหลบ่าไม่อาจแบกรับมวลความรู้สึกได้ด้วยตัวเอง การขอความช่วยเหลือหรือการหาเครื่องมือที่จะช่วยให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากกับผู้คนในยุคสมัยปัจจุบัน

ปัท-ปรัชญพร วรนันท์ เป็นคุณแม่ เป็นนักศิลปะบำบัด และเป็นคนเปิด Studio Persona สตูดิโอศิลปะบำบัดบนชั้นดาดฟ้า สถานที่ซึ่งคุณปัทตั้งใจให้ห่มคลุมไว้ด้วยบรรยากาศของความไว้วางใจ ที่ซึ่งจะชวนทุกคนมาสำรวจจิตใจของตัวเองผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ …บรรทัดต่อจากนี้เราจะเริ่มจากการชวนให้คุณปัทเล่าถึงความเป็นมา ต่อด้วยบทสนทนาที่จะพาไปทำความรู้จักโลกของศิลปะบำบัด รวมถึงแง่มุมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลจิตใจ

ปัท-ปรัชญพร วรนันท์ เจ้าของ Studio Persona

แรงบันดาลใจและความเป็นมาของ Studio Persona
ปัทจบครุศาสตร์ เอกวิชาศิลปะ พอเรียนจบก็ทำงานในแวดวงการศึกษาอยู่สองสามปี พอถึงจุดหนึ่งก็ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ในตอนแรกปัทไม่ได้เรียนต่อศิลปะบำบัดทันที ปัทไปเรียนทางด้านดีไซน์ แล้วจึงมีโอกาสทำงานวิจัย ซึ่งปัทสนใจเรื่องของการคิด มองไปที่วิธีการเรียนรู้ของตัวเองว่าทำไมเราถึงมีความรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจในการมีเสียงของตัวเอง ไม่ค่อยมั่นใจในการสื่อสารหรือแสดงออก ในวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป มันทำให้เราตั้งคำถามเมื่อเห็นเพื่อนชาวต่างชาติที่ดูมีความมั่นใจ มีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วทำไมเราไม่เป็นแบบนั้น

ปัทกลับมาสนใจว่าสิ่งใดคือโครงสร้างที่ขัดเกลาให้เป็นแบบนั้น ซึ่งต้นเรื่องก็กลับมาที่เรื่องการศึกษา นำมาสู่การทำวิจัยรูปแบบโครงสร้างการศึกษา ค้นหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรให้ระบบการศึกษาเกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์

ตอนที่ทำงานวิจัยอยู่กับเด็ก ๆ ช่วงวัย ป.4 ป.5 มีการใช้เครื่องมือทางศิลปะอย่างการถ่ายภาพ การเขียน และการวาดรูปเข้ามามีส่วนร่วม ชวนให้เขาสะท้อนอารมณ์ของตัวเอง ทำให้เราได้เห็นเรื่องราวบางอย่างอยู่ในงานศิลปะของเด็ก ๆ แม้ตอนนั้นเราอาจจะอยู่ในรูปแบบของการเป็นครูศิลปะ แต่ปัทเองก็มีบาดแผลในวัยเรียนเหมือนกัน เคยรู้สึกถูกตัดสินถูกตีตรา ปัทจึงค่อนข้างใส่ใจและระมัดระวังเกี่ยวกับคำพูด ปัทจะไม่ไปพูดว่า ‘หนูวาดภาพนี้-เกิดอะไรขึ้นเหรอ’ หลังจากนั้นปัทก็ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของวิธีการฟีดแบกเชิง Positive Psychology สำหรับเด็ก และก็ไปเจอเรื่องของ Art Therapy แล้วหลังจากทำงานวิจัยปริญญาโท ปัทก็ไปเรียนต่อศิลปะบำบัด

ปัทอาจจะเริ่มต้นด้วยการคิดว่า การเรียนศิลปะบำบัดจะทำให้เข้าใจคนคนหนึ่งผ่านสิ่งที่เขาวาดมากขึ้น หรือกระทั่งตีความงานศิลปะได้มากขึ้น แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเลย

พอได้สอนศิลปะ และทำงานเรื่องศิลปะกับคนหลากหลายช่วงวัย เราจะพบว่า หลายคนมีการตัดสินตัวเองในการทำงานศิลปะ จะวาดอะไร-วาดไม่สวย เราจะมีความกลัวเป็นพื้นฐานเมื่อต้องเชื่อมโยงกับศิลปะ แต่หัวใจสำคัญของศิลปะบำบัดคือเรื่องของกระบวนการ เรื่องของประสบการณ์ในการมีความสัมพันธ์กับงานศิลปะ โดยไม่เกี่ยวกับทักษะเลย ปัทค้นพบว่าผู้ที่มาทำศิลปะบำบัดเกือบทุกคนไม่ได้วาดรูปในชีวิตประจำวัน ไม่ได้มาจากสายศิลปะ ไม่ได้เป็นศิลปิน แต่ที่จริงแล้วทุกคนมีมุมมองดี ๆ หรือมีความชื่นชอบศิลปะเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาสที่จะทำ และมีความกังวลว่าจะทำออกมาไม่สวย

ปัทอาจจะเริ่มต้นด้วยการคิดว่า การเรียนศิลปะบำบัดจะทำให้เข้าใจคนคนหนึ่งผ่านสิ่งที่เขาวาดมากขึ้น หรือกระทั่งตีความงานศิลปะได้มากขึ้น แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเลย เราไม่สามารถไปตีความงานศิลปะของใคร สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการให้เจ้าของงานศิลปะได้ทำความเข้าใจสภาวะความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ประเด็นชีวิตด้านต่าง ๆ

เมื่อเรียนจบกลับมา ด้วยความที่นักศิลปะบำบัดอาจยังเป็นวิชาชีพที่ไม่ได้แพร่หลายในไทยเท่ากับนักจิตวิทยา ปัทจึงพยายามหาที่ทางของตัวเอง เริ่มจากเป็นจิตอาสาและวิทยากรตามโรงพยาบาลและคลินิก ทำอยู่ประมาณ 5 ปี ปัทก็เริ่มอยากลองทำคอมมูนิตี เพราะรู้สึกว่ารูปแบบการทำงานของเราค่อนข้างเป็นแบบโซโล่ มีแต่เราที่ถือกระเป๋าอุปกรณ์ศิลปะแล้วก็ไปตรงนั้นตรงนี้ เราเลยอยากคอนเน็กต์กับผู้อื่นในรูปแบบอื่นบ้าง รวมถึงในบางครั้งอยากให้ศิลปะเป็นมากกว่าสิ่งที่อยู่ในกรอบของการรักษา เป็นพื้นที่ซึ่งเข้าถึงได้มากขึ้น อยากให้ศิลปะเป็นสื่อที่ทุกคนสามารถแสดงออกได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Studio Persona

จากเมื่อครู่ที่พูดถึงเรื่องการศึกษา ถือเป็นสิ่งที่บอกอยู่ในตัวแล้วหรือไม่ว่าเครื่องมืออย่างศิลปะก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องเป็นศิลปะที่อยู่บนรากฐานของการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และเปิดกว้าง
ปัทเห็นว่าเราควรมีความยืดหยุ่นในเรื่องของการวัดและการประเมิน โดยเฉพาะเรื่องของศิลปะ จากการได้สอบถามประสบการณ์ของผู้อื่น รวมถึงประสบการณ์ตรง ปัทพบว่ามีรูปแบบการวัดและประเมินผลในเชิงศิลปะหลายรูปแบบ น่าเสียดายที่เราปิดกั้นโอกาสของแต่ละคนในการค้นพบคุณลักษณะพิเศษ (Uniqueness) ของตัวเอง โดยส่วนมากเด็ก ๆ ชอบศิลปะอยู่แล้ว ชอบสี ชอบเครื่องมือทางศิลปะที่หลากหลาย แต่ด้วยโครงสร้างการวัดและประเมินที่ไม่ยืดหยุ่น หรือการวัดด้วยการระบายสีที่ถูกต้อง ต้นไม้ต้องสีเขียว ภูเขาต้องสีน้ำตาล แต่ภูเขาเป็นสีฟ้าหรือสีชมพูไม่ได้เลยเหรอ เด็ก ๆ อาจอยากวาดรูปภูเขาที่เป็นทุ่งดอกไม้ก็ได้ แต่บังเอิญคุณครูให้คะแนนแค่สองเต็มสิบ เพราะระบายภูเขาเป็นสีชมพู โดยไม่มีโอกาสให้เด็กได้เล่าว่าเพราะอะไรเขาถึงอยากระบายสีภูเขาเป็นสีชมพู มันก็ไปปิดกั้นความรู้สึกเพราะจินตนาการถูกตัดสินไปแล้ว พอจินตนาการของเราถูกตัดสิน ปัทว่ามันก็ทำให้เราเกิดความกลัว กระทั่งรู้สึกว่าเราไม่ดีพอกับสื่อนี้ กับโลกของศิลปะ

การทำศิลปะบำบัดแตกต่างจากการพบจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดอย่างไร เมื่อไรที่เราควรพบนักศิลปะบำบัด
ปัทมองว่าศิลปะบำบัดเป็น Alternative Therapy เป็นทางเลือกหนึ่งในการบำบัด โดยใช้ศิลปะเป็นสื่อ ใช้การสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ ระบายสี ปั้นดิน ทำงานกับสื่อวัสดุที่มีพื้นผิวหลากหลาย เช่น กระดาษ วัสดุธรรมชาติ พื้นผิวของทราย หรือของเล่น เพื่อสื่อสารประเด็นบางอย่าง ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ สิ่งที่กำลังกังวลอยู่ หรืออาจเป็นการรับรู้ทางร่างกาย ไม่ใช่ทุกคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ แต่มีอาการทางกายมากมาย เราจึงมาสื่อสารผ่านเส้นหนึ่งเส้นกัน เริ่มต้นจากตรงนั้น แล้วปะติดปะต่อต่อไป

องค์ประกอบของศิลปะบำบัดคือผู้รับการบำบัด นักบำบัด และพื้นที่ของการบำบัด เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย ที่เอื้อต่อความรู้สึกไว้วางใจ เปิดรับทุกเรื่องราวที่ผู้รับการบำบัดจะสื่อสารออกมาผ่านสื่อของศิลปะ ปัทคิดว่าหน้าที่ของจิตแพทย์จะเป็นการประเมิน การวินิจฉัย การทานยาที่สอดคล้องกับสภาวะที่ผู้รับการบำบัดกำลังเผชิญอยู่ ในขณะที่นักจิตวิทยาก็มีเครื่องมือของเขา โดยหลักอาจจะเป็นการพูดคุย Talk Therapy คราวนี้จิตแพทย์อาจแนะนำผู้รับการบำบัดให้ไปลองการบำบัดทางเลือก Alternative Therapy ที่เหมาะกับเขา เช่น คนที่รู้สึกว่าเขาค่อนข้างสื่อสารได้ดี-ลองเจอนักจิตวิทยาไหม เพราะเครื่องมือหลักจะเป็นการพูดคุย อย่างไรก็ตาม ปัทเชื่อว่าในปัจจุบันนักจิตวิทยาก็อาจมีเครื่องมืออื่นๆ ที่นำมาใช้ร่วมด้วย เช่น การใช้การ์ด หรือบางครั้งก็มีการใช้ศิลปะเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าเป็นศิลปะบำบัด เราได้ทำอาร์ตแน่นอนในทุก ๆ เซสชัน เพราะนั่นคือเครื่องมือหลักที่ให้ผู้รับการบำบัดใช้ในการเล่าเรื่อง

การทำงานศิลปะแบบทั่ว ๆ ไป กับการทำศิลปะบำบัด แตกต่างกันอย่างไร
ปัทคิดว่าการทำศิลปะแบบทั่วไป ผู้ที่ทำอาจจะพูดคุยถึงงานศิลปะที่เขาทำหรือไม่ก็ได้ หรือเขาอาจทำเพื่อตอบสนองความรู้สึกของตัวเองเฉย ๆ แต่พอเป็นศิลปะบำบัดเราจะมีเรื่องของบทสนทนาหลังจากนั้น และรูปแบบในการทำเราจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยที่สัก 10 หรือ 15 นาทีจะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน นักศิลปะบำบัดก็จะชวนพูดคุย-พอเล่าให้ฟังได้ไหม-เกิดอะไรขึ้นในภาพนั้น คอยชวนสำรวจว่าผู้รับการบำบัดกำลังสื่อสารอะไรอยู่

สำหรับคุณปัท เพราะอะไรศิลปะบำบัดถึงสามารถเป็นเครื่องมือดูแลจิตใจ กระทั่งเยียวยาบาดแผลในส่วนลึกของจิตใจได้
ปัทคิดว่าศิลปะเอื้อให้ผู้รับการบำบัดได้กลับมาเชื่อมโยงกับ Sense Story ของตัวเอง ซึ่งในที่นี้คือเมื่อเราสัมผัสบางอย่าง สิ่งที่เราสัมผัสมันสะท้อนกลับมาที่เรา ว่าเรารู้สึกยังไง ปัทว่าข้อดีของศิลปะคือความหลากหลาย สีก็มีความหลากหลาย สีน้ำ สีฝุ่น ก็อาจจะเอื้อ Sense Story ที่ไม่เหมือนกัน สีชอล์กน้ำมันแบบที่เคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งก็ใช้พูดถึงบทสนทนาวัยเด็กได้ หรือสีแบบที่ปาดแล้วใช้นิ้วถู มันก็สร้างบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง

พูดถึง Sense Story ปัทว่ามันเป็นสัมผัสหลักในการกำเนิดเรา ตั้งแต่เกิดเราเติบโตผ่านประสาทสัมผัสที่หลากหลาย หู ตา การฟัง การมองเห็น การได้โอบกอด Sense Story ของการเล่นก็ประกอบสร้างมุมมองทัศนคติในการเติบโตของเรา หลายคนพอได้มาทำศิลปะก็จะรู้สึกเหมือนได้เป็นเด็กอีกครั้ง อีกด้านคือปัทรู้สึกว่าเครื่องมือของศิลปะอาจจะเหมาะสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีความรู้สึกอยู่มาก แต่สื่อสารออกมาไม่ค่อยเก่ง เล่าไม่ค่อยได้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเล่าได้ว่ากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ คราวนี้พอเรามีปากกาสักแท่ง กระดาษสักแผ่น เราลองเอาสิ่งที่รู้สึกอยู่หรือง่วนอยู่ในความคิดออกมาได้ไหม อาจช่วยทำให้เขาเอาสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ที่ไม่สามารถเล่าเป็นคำพูดให้ออกมาเป็นภาพ

การยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาหรือบาดแผลทางใจ จำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการทำศิลปะบำบัด เพราะมันอาจขัดกับชุดความคิดความเชื่อเก่า ๆ ที่ว่าทุกคนก็ต่างมีปัญหา ใครก็มีเรื่องทุกข์ใจ ทำไมแค่นี้ทนไม่ได้ ซึ่งมักเป็นคำพูดที่มาจากผู้คนรอบตัว
การยอมรับเป็นก้าวสำคัญ เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่และกล้าหาญมากสำหรับคนคนหนึ่ง ปัทว่าการยอมรับในที่นี้เป็นจุดเริ่มต้นของ Awareness แม้ว่าความเจ็บปวดอาจยังไม่หายไป แต่การยอมรับอาจหมายถึงบางโมเมนต์แบบ-วันนี้ฉันไม่โอเค แล้วมันโอเคที่ฉันจะไม่โอเคในวันนี้ หรือการยอมรับว่าวันนี้ฉันเศร้าและฉันต้องการร้องไห้ ฉันขอร้องไห้หน่อย นั่นคือการยอมรับที่กล้าหาญ แม้ว่าเรื่องราวในประเด็นนั้นยังไม่คลี่คลาย แต่การที่เรารู้และยอมรับในจุดเล็ก ๆ ขณะอยู่ในสภาวะอารมณ์นั้น ปัทว่าเป็นก้าวที่สำคัญและเป็นก้าวที่ดีมาก ๆ ในการที่บุคคลผู้นั้นจะมีโอกาสได้เยียวยา เปลี่ยนผ่าน เผชิญหน้า หรือปล่อยวาง โดยมีการยอมรับที่ว่านี้เป็นจุดเริ่มต้น

คิดว่ามีคนไม่น้อยที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางจิตใจ และอยู่กับปัญหานั้นมาเป็นเวลานาน แต่การจะบอกเล่าให้ใครสักคนล่วงรู้ถึงเรื่องราวเหล่านั้นกลับไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งอาจเป็นเพราะความกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่กล้าที่จะพูดถึง กลัวการเข้าสังคม และอื่น ๆ ทำอย่างไรถึงจะข้ามผ่านจุดนั้นได้ เพราะเหมือนเป็นก้าวแรกของการบำบัดจิตใจ
ปัทมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เพราะรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีพื้นที่ปลอดภัยให้เล่า ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยให้ได้ปลดปล่อยอารมณ์ความคิดนั้นได้ คราวนี้หากมันไม่มีจริงๆ ปัทกำลังคิดว่าอะไรเป็นจุดเริ่มต้น ปัทว่ามันกลับมาที่การตระหนักรู้ ตระหนักรู้ในที่นี้คือรู้ว่าเรากำลังเผชิญกับการถาโถมทางอารมณ์หรือประเด็นบางอย่างของชีวิต การตระหนักรู้จะนำพาไปสู่ช่วงขณะหนึ่งของการทำอะไรบางอย่าง อะไรบ้างนะที่ฉันทำได้ เพื่อให้ค่อย ๆ ก้าวผ่าน ค่อย ๆ เผชิญหน้า ผ่อนคลาย หรืออยู่ร่วมกับตัวเองในสภาวะนี้ได้

ในมุมของการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง อาจจะเป็นการกลับมาสังเกตตัวเอง สังเกตสภาพร่างกายที่ตอบสนองกับอารมณ์ความรู้สึกนี้ สังเกตภาพรวมของการใช้ชีวิต กินได้ไหม นอนได้ไหม มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ไหม หากถดถอยลงในทุก ๆ ส่วน แสดงว่าเราอาจต้องการความช่วยเหลืออย่างจริงจัง ถ้าเราไม่สามารถหาพื้นที่ปลอดภัยได้ อาจต้องลองดูว่าเราสามารถไปพบ Professional Health ได้ไหม เพื่อดูแลตัวเองเป็นหลัก ปัทเข้าใจว่ามันต้องใช้พลังและแรงขับเคลื่อนประมาณหนึ่งในการที่จะค่อย ๆ ดูแลตัวเองในประเด็นนี้ แต่ปัทอยากแนะนำว่าหากใครกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรกับตัวเองดี อาจลองหากิจกรรมเล็ก ๆ ที่จุดประกายแสงสว่างในตัวเอง เพื่อให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เพื่อให้เรามีแรงบันดาลใจขับเคลื่อนตัวเองในทุก ๆ วัน เพื่อไม่ให้หยุดนิ่งและจมอยู่ในลูปของความคิด

รูปแบบของการทำศิลปะบำบัดมีการกำหนดไว้ไหมว่ารูปแบบไหนใช้กับปัญหาทางจิตใจแบบไหน
ไม่มีการกำหนดชัดเจน แต่จะชวนผู้รับการบำบัดสำรวจแล้วให้เขาเลือก เครื่องมือทางศิลปะนั้นมีคุณลักษณะต่างกันไป ถ้าคนไม่เคยทำศิลปะมาก่อน ปัทจะเริ่มจาก Dry Material สีแห้ง ๆ อุปกรณ์แห้ง ๆ ที่รู้สึกว่ามันมีน้ำหนักในตัวเอง เพื่อให้ผู้รับการบำบัดสามารถควบคุมได้ เกิดความมั่นใจ ลดความกลัว ลดการตัดสินตัวเอง พอเขาใช้สีประมาณนี้คล่องแล้วก็แนะนำเครื่องมือใหม่ ๆ อาจจะเป็นดินปั้น หรือสีระบายน้ำ แต่ส่วนที่เป็นรูปแบบเฉพาะเลยก็มี เช่น หากใครอยากจัดการอารมณ์ที่เป็นมวลหนัก ๆ อย่างความโกรธ ความแค้น ความรู้สึกอัดอั้นที่ไม่มีโอกาสระเบิดออกมา ดินก็จะเหมาะ ด้วยรูปทรงและมวลที่เป็นก้อน ๆ เขาสามารถใช้กล้ามเนื้อ ใช้พลังงานที่กักเก็บไว้ อยากทุบ-ทุบ สิ่งที่ดีคือเขาระบายอารมณ์ได้อย่างปลอดภัย และไม่ได้ทำร้ายใครด้วย

ส่วนใหญ่ปัญหาทางจิตใจของคนที่เข้ามาทำศิลปะบำบัดกับ Studio Persona คือเรื่องอะไร
มีตั้งแต่เรื่องการจัดการความเครียด ความกังวล ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต การหย่าร้าง เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องอิสรภาพของตัวตน ประเด็นปักเจกบุคคลนี้จะเจอเยอะ ความเจ็บปวดที่เกิดจากโครงสร้างครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การไม่มีโอกาสเป็นตัวของตัวเอง หรือไม่มีทางเลือกสำหรับชีวิต ซึ่งจะตามมาด้วยความรู้สึกผิด ปัทรู้สึกว่าคนในช่วงเจนวายหรือเจนเอ็กซ์ปลาย ๆ จะมีความรู้สึกผิด มีประเด็นของการอยู่ตรงกลางระหว่างสองช่วงวัย การถูกกดทับในเชิงโครงสร้างจะมีเยอะมาก รวมถึงการจัดการภาวะหมดไฟ และเรื่องการสูญเสีย ซึ่งอาจไม่ได้เกี่ยวกับความตายเสมอไป แต่เป็นการสูญเสียตัวตน สูญเสียความรู้สึก สูญเสียอำนาจในการตัดสินใจชีวิตของตัวเอง

อยากให้คุณปัทช่วยเล่าถึงการทำเวิร์กช็อปศิลปะบำบัดที่ผ่านมาสัก 2-3 เหตุการณ์ บรรยากาศ ตัวอย่างของกิจกรรมที่ทำ
กลุ่มกิจกรรมศิลปะที่สตูดิโอจะเรียกว่าเป็นกลุ่มบูรณาการศิลปะบำบัด ส่วนการทำศิลปะบำบัดแบบกลุ่มเฉพาะจะไม่ได้ทำที่สตูดิโอ เพราะจะเป็นกลุ่มที่มีประเด็นร่วม เช่น Alcoholic, Eating Disorder อันนี้จะทำในพื้นที่ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยอย่างโรงพยาบาลหรือคลินิก แต่ถ้าเป็นสตูดิโอ ปัทก็จะมีโครงสร้างในการรันกลุ่มว่าเราไม่ได้เน้นที่การบำบัดแบบเฉพาะ แต่จะเป็นหัวข้อร่วม เช่น ความเครียด หัวข้อด้านอารมณ์ทั่วไปที่คนเข้าถึงได้มากขึ้น และเปิดโอกาสสำหรับหลาย ๆ คนที่มีประเด็นร่วมคล้าย ๆ กันมาทำได้

และในปีนี้ทางสตูดิโอก็เริ่มทำกลุ่มซัปพอร์ตที่พูดในเรื่องการสูญเสีย อันนี้มีความคล้ายกับกลุ่มเฉพาะ คนที่มีประเด็นร่วมเรื่องการสูญเสียจะมาเจอกัน แล้วทำงานกับการสูญเสียของตัวเองด้วยกัน เพื่อให้เกิดเซนส์ของคอมมูนิตี เราได้รับฟังการสูญเสียหลากหลายจากผู้อื่น ในขณะเดียวกันเราก็มีพื้นที่ในการเล่าด้วย ซึ่งปัทอยากให้มีบรรยากาศที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกบำบัด แต่ทุกคนจะได้มาสำรวจ ได้มีประสบการณ์ทางจิตใจ มีพื้นที่ที่เป็นตัวเองได้ ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนของชีวิต แล้วก็มาทำงานศิลปะด้วยกัน โดยมีอุปกรณ์และรูปแบบศิลปะหลากหลายให้เลือก ยกตัวอย่างปัทอาจจะชวนทุกคนมาลองทำงานศิลปะสักชิ้นเพื่อรีวิวชีวิตในปีนี้ ใช้เวลาเท่าไร-ปัทอาจจะมีกรอบว่าเรามี 40 นาที บางคนจะทำ 15 นาทีก็ได้ หรือบางคนใช้เวลาเต็ม 40 นาทีก็ได้ จะเป็นบรรยากาศประมาณนั้น ซึ่งต่างจากไพรเวตที่จะมีความเป็นส่วนตัว เป็นพื้นที่ของเรา

มีหลายคนที่มาลองเข้าแบบกลุ่มก่อนแล้วจึงมาทำแบบไพรเวต เพราะพอเป็นแบบกลุ่มเขาจะได้ทำความรู้จักคุ้นเคย เข้าใจคอนเซ็ปต์ของศิลปะบำบัดผ่านการทำกลุ่ม ซึ่งทั้งสองแบบ มีโครงสร้างเดียวกัน คือไม่มีการบังคับว่าใครจะต้องวาดอะไรสวยงาม กระดาษแผ่นใหญ่แผ่นเล็ก ทุกอย่างเป็นเราเลือกเท่าที่เราไหว เราสามารถสื่อสารอะไรก็ได้เท่าที่เราพร้อม และในขณะเดียวกันก็สอดแทรกทักษะบางอย่างในการอยู่ร่วมกัน และการสื่อสารโดยไม่ตัดสินผู้อื่น

ความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี ไม่เก่ง ไม่มีคุณค่า ไม่เป็นที่รัก ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก และมักเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ภายในใจตั้งแต่วัยเด็ก เพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น เรากล่าวได้ไหมว่าค่านิยมและวัฒนธรรมในสังคมไทยบางอย่าง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมีแนวโน้มที่จะรู้สึกกับตัวเองในเชิงด้อยค่า
ปัทคิดว่าคำตอบอยู่ในคำถามแล้ว ไม่มากก็น้อยมันเชื่อมโยงกับโครงสร้างหลาย ๆ อย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่ และการเลี้ยงดูในวัยเด็กส่งผลอย่างมาก สิ่งแวดล้อมในการเติบโตของเรา การใช้ชีวิตในวัยเด็กเอื้อต่อมุมมองที่เรามีกับตัวเองในปัจจุบัน นี่เป็นโครงสร้างครอบครัว แต่โครงสร้างของระบบการศึกษาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ลดทอนโอกาสในการที่เราจะชื่นชมศักยภาพของตัวเอง ตัวปัทเองทำงานศิลปะบำบัดโดยเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในตัวเองอยู่แล้ว ในการเติบโต การทำความเข้าใจอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก แต่ศักยภาพนั้นถูกปิดกั้นโดยโครงสร้าง ครอบครัว สังคม บริบทในชีวิต

คราวนี้เรามาสำรวจกลับไปว่า อะไรที่ปิดกั้นศักยภาพของเรา ปิดกั้นมุมมองเชิงบวกของเรา จนกลายเป็นก้อนที่บล็อกเราให้มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ แล้วจะทำอย่างไร-ปัทว่าอาจกลับมาตั้งต้นที่การทำความเข้าใจ แน่นอนว่าใช้เวลานานมากในการค่อย ๆ เผชิญหน้ากับหลาย ๆ ตัวแปรที่ทำให้เรามีมุมมองต่อตัวเองในวันนี้ ซึ่งการกลับไปเผชิญหน้าก็คือการค่อย ๆ กลับไปยอมรับ พอเรายอมรับได้ เราจะค่อย ๆ มีความเห็นอกเห็นใจต่อตัวเอง แม้ว่าสิ่งที่รู้สึกอยู่ในเนื้อในตัวมากมายนี้ยังไม่หายไป แต่ปัทว่าการที่เรายอมรับมันก็คือ Empathy แล้ว ซึ่งสำคัญมากในการเยียวยาที่ต้องอาศัยเวลา

เมื่อเราเกิดความเห็นอกเห็นใจต่อตัวเอง (Empathy) มันก็มาสู่การฝึกชื่นชมตัวเองบ้าง แล้วทำไมเราถึงไม่เคยทำ ทำไมทำแล้วรู้สึกเขินอาย นั่นเพราะเราไม่ได้อยู่ในโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมที่เอื้อให้รู้สึกแบบนั้น แต่ปัทว่าที่จริงแล้วการมีโอกาสชื่นชมตัวเอง หรือ Small Wins นั้นสำคัญมาก เช่น วันนี้ฉันร้องไห้เยอะมากเลย แต่ฉันได้ปลดปล่อย อันนี้ Small Wins ฉันไม่เก็บความเครียดไว้ ฉันรู้สึกโล่งขึ้นแม้ตาจะบวมเป่ง มันคือการเปลี่ยนวิธีคิดผ่านความสำเร็จเล็กๆ โดยไม่ต้องให้มีใครมาบอกว่าเราทำสำเร็จ เป็นความสำเร็จที่เราเป็นคนมอบให้ตัวเองในทุกๆ วัน มันจะช่วยให้เราเห็นอกเห็นใจและกล้าที่จะชื่นชมตัวเอง และแค่เพียงเราคิดว่าอยากดีขึ้น นั่นก็เป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชมแล้ว

นอกจากนั้นการมีหนึ่งประโยคที่ทำให้ตัวเองวางใจ แม้เพียงไม่กี่วินาทีในโมเมนต์ที่เรารู้สึกหนัก เป็นประโยคช่วยเหลือที่เราพกไว้เพื่อมอบให้กับตัวเอง ปัทว่ามันช่วยได้ ในวันที่รู้สึกว่าทุกอย่างดูมืดมนและไร้ความช่วยเหลือ ประโยคเหล่านั้นอาจมาจากหนังสือ หรืออาจเป็นคำที่บังเอิญได้ยินได้ฟัง แล้วรู้สึกว่าคำนี้ดีจังเลย และคำเหล่านั้นก็สามารถเปลี่ยนได้ตามช่วงเวลา เช่น ช่วงหนึ่งปัทอาจรู้สึกว่าตัดสินตัวเองเยอะว่าไม่ดีพอในงาน ปัทจะมีคำหนึ่งก็คือ ‘ไว้วางใจ’ ท่องกับตัวเองว่าเรากำลังวางใจในการเติบโตของตัวเอง

แล้วเป้าหมายล่ะ เราต้องดีพอหรือเปล่า ปัทรู้สึกว่าหากเราค่อยๆ ฝึกเผชิญหน้า ยอมรับว่าเราตัดสินตัวเองบ้างในบางครั้ง ก็จะทำให้เราไม่ตัดสินตัวเองต่อในช่วงขณะนั้นเพราะเรายอมรับไปแล้ว ทีนี้สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากนั่นคือการทำซ้ำ ฝึกฝนทักษะการยอมรับไปเรื่อย ๆ วันนี้ฉันเฟล วันนี้ฉันพลาด แล้วมันก็เท่านั้นเลย-เริ่มใหม่ ปัทเชื่อว่าช่วงเวลาของการมีความรู้สึกแย่กับตัวเองจะค่อย ๆ ดีขึ้น

เรื่องและภาพ : จรณ์ ยวนเจริญ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

สธ.ห่วง 13 จว.สีแดง น่าน เชียงราย ลำพูน อ่วมจมฝุ่น 12 วัน ออก 9 ข้อสั่งการถึงสสจ.รับมือ

MATICHON ONLINE

ทำไม?? สหรัฐฯ ยอมติดหล่มสงครามอิหร่าน ทั้งที่รู้ไม่มีวันชนะ?

TOJO NEWS

ราคาน้ำมันวันนี้ (6 เม.ย. 69) เช็กราคาล่าสุด จับตาแก๊สโซฮอล์ขยับตามดีเซล

ประชาชาติธุรกิจ

อังคารนี้! (7 เม.ย.) ทรัมป์ ขู่เปิดฉากโจมตีอย่างหนัก

JS100

อุตุฯ เตือนร้อนถึงร้อนจัด ทะลุ 42 องศา ใต้ฝนฟ้าคะนอง

ไทยโพสต์

นายกฯนำ ครม.เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ วันนี้ -เปิด 5 นโยบายรัฐบาล

JS100
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...