โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“IO” คำคุ้นหูคู่กับการเมือง คืออะไร-อันตรายอย่างไร ?

Thai PBS

อัพเดต 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 0.18 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS
เปิดเบื้องหลัง

"IO" เดิมคืออะไรและมาจากไหน ?

IOหรือ ปฏิบัติการ IOย่อมาจาก Information Operationsหรือแปลได้ตรงตัวว่า "ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร" เดิมทีเป็นปฏิบัติการทางการทหารเพื่อหลอกลวงฝ่ายข้าศึกให้หลงเชื่อข้อมูลจากปฏิบัติการ ที่ได้มีการดำเนินการในช่วงสงคราม ก่อนที่จะเริ่มมีการเปลี่ยนมาใช้ในเกือบทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางธุรกิจ และการดำเนินทางการเมืองในเวลาต่อมา ซึ่งครอบคลุมทั้งการทำโฆษณา การปลุกปั่น หรือแม้แต่การสร้างหลักฐานปลอม เพื่อนำมาสนับสนุนปฎิบัติการเหล่านั้น

จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการ IO เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ อาจย้อนกลับไปได้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากที่ประเทศอังกฤษ ได้มีการตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า "Wellington House" ซึ่งเป็นหน่วยงานโฆษณาชวนเชื่อของประเทศอังกฤษ ที่มีจุดประสงค์เพื่อการนำพาสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยการเล่าเหตุการณ์ที่เยอรมันรุกรานเข้าประเทศเบลเยียม แต่ภายหลังสงครามพบว่า เป็นเรื่องที่ถูกแต่งเติมเพื่อยุยงคนในชาติ ด้วยการใส่สีตีไข่ และมีความพยายามกุเรื่องเพื่อให้ผู้คนเกลียดชังชาวเยอรมัน

[caption id="attachment_9237" align="aligncenter" width="800"]

ภาพของหน่วยโฆษณาชวนเชื่อของประเทศอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 [/caption]

ตัวอย่างความสำเร็จของ IO การเมือง

หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของ IO ในอดีต เกิดขึ้นเมื่อปี 1930 ในประเทศเยอรมัน หรือในช่วงที่พรรคนาซีเยอรมันกำลังเริงอำนาจ และกำลังดำเนินการเพื่อครอบงำเยอรมันทั้งประเทศ ซึ่งนั่นก็คือ "เหตุการณ์ไฟไหม้รัฐสภาเยอรมัน 1933" ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1933 (2476) โดยมีการรายงานเอาไว้ว่า ชายชาวดัตช์ที่ว่า มารีนึส ฟัน เดอร์ลึบเบอได้ทำการเผาอาคาร Reichstag หรือรัฐสภาเยอรมัน โดยให้การสารภาพเอาไว้ว่า"ต้องการปลุกระดมผู้คนให้ต่อต้านนาซี" แต่ก็มีการถกเถียงกันในกลุ่มนักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้เอาไว้เช่นกัน ว่าแท้จริงแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นการวางแผนเพื่อดำเนินนโยบายทางการเมืองของตัวเองหรือไม่ ?

แต่ภายหลังจากเหตุการณ์นี้ พรรคนาซีก็ได้มีการดำเนินนโยบาย และอนุมัติร่างกฎหมาย "พระราชบัญญัติมอบอำนาจ" เพื่อให้ฮิตเลอร์สามารถกุมอำนาจเหนือเยอรมัน และทำให้เยอรมัน กลายเป็นรัฐตำรวจที่มีฮิตเลอร์เป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งการจำกัดเสรีภาพทางความคิด สื่อ และทุก ๆ ช่องทางเพื่อไม่ให้รัฐบาลถูกวิจารณ์

[caption id="attachment_9238" align="aligncenter" width="1024"]

เหตุการณ์ไฟไหม้รัฐสภาเยอรมัน 1933 (2476) [/caption]

เมื่อประกอบกับการปลุกปั่นจากโฆษกพรรคอย่าง โจเซ็ฟ เกิบเบิลส์ที่ได้ปลุกระดมให้ชาวเยอรมัน เกลียดชังต่อชาวยิวและชาวต่างชาติ นำพาให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงหลาย ๆ เหตุการณ์ตามมา และบังคับให้ชาวยิวหลายคนจำเป็นต้องหลบหนีออกจากเยอรมันก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในปี 1939 (2482)

ทำให้นักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า “นี่คือ IO การเมืองที่สมบูรณ์แบบ” เนื่องจากหลายสิ่งหลายอย่างที่พร้อมใจในการดำเนินการ ที่ส่งผลให้เกิดผลกระทบอย่างรวดเร็วแบบผิดหูผิดตา ร่วมกับเหตุการณ์การกวาดล้างมากมาย ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

ปฏิบัติการ IO ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเหตุการณ์ Operation Bodyguardเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 1944 (พ.ศ. 2487) โดยเป็นเหตุการณ์ที่กองทัพสัมพันธมิตร นำโดยสหรัฐอเมริกา ได้มีการเปิดปฏิบัติการเพื่อตบตากองทัพเยอรมันครั้งใหญ่ ด้วยการจัดตั้งหน่วยที่เรียกกันว่า “กองพันผี” หรือ Ghost Armyที่ประกอบไปด้วยหน่วยรบปลอม ทั้งรถถังปลอม เครื่องบินปลอม ฐานทัพปลอม และคลื่นวิทยุปลอม หรือแม้แต่การส่งสายลับไปเพื่อปล่อยข่าวลวง เพื่อให้เยอรมันเชื่อจริง ๆ ว่าพวกตนจะทำการบุกขึ้นหาดที่ “กาแล” จนทำให้กองทัพสัมพันธมิตร สามารถบุกเข้าตีหาดนอร์มังดี และหาดอื่น ๆ ในวัน D-Day ได้สำเร็จ

[caption id="attachment_9239" align="aligncenter" width="1024"]

รถถังปลอมของหน่วยกองพันผี ของกองทัพสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2[/caption]

จุดประสงค์ของการทำ IO ในแวดวงการเมืองคืออะไร ?

ปฏิบัติการ IO ในแวดวงการเมืองมีจุดประสงค์เพื่อตบตา และหลอกให้ประเทศข้าศึกหลงกลในระหว่างการทำสงคราม แต่หากเป็นบริบทของการเมืองไทยและการเมืองระหว่างประเทศ ล้วนแล้วมีไปเพื่อจุดประสงค์หลัก ๆ ดังนี้

  • ทำลายความน่าเชื่อถือ : เมื่อองค์กรหรือพรรคการเมืองใด ๆ ได้มีการเปิดปฏิบัติการ IO จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า วัตถุประสงค์หลักของปฎิบัติการ มุ่งหวังเพื่อการทำลายความน่าเชื่อถือของฝั่งตรงข้าม ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
  • สร้างความแตกแยก : ผลพวงจากการทำลายความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้คนทั้งสองฝั่งถูกปลุกปั่นจนเกิดความแตกแยก หรือจากที่เคยเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็สามารถเกิดความแตกแยกทางความคิดได้
  • สร้างความกลัวและสิ้นหวัง: เป็นการใช้ข้อมูลเพื่อ "ข่มขวัญ" หรือสร้างภาพจำว่าฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจมากกว่า ปฏิบัติการนี้มุ่งหวังให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหมดหวัง จนเกิดความคิดที่ว่า "ทำไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น" หรือ "ยุ่งไปก็เดือดร้อนเปล่า ๆ" เพื่อลดทอนการมีส่วนร่วมทางการเมือง และทำให้สังคมยอมจำนนต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ โดยไม่คิดจะโต้แย้งหรือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง
  • การปลุกปั่นเพื่อให้คนเชื่อ : นอกจากเพื่อปลุกปั่นให้คนเกลียดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนผู้คนเลิกเชื่อในอะไรบางสิ่ง เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชนให้เป็นไปตามที่ผู้สั่งการต้องการ เพื่อตอกย้ำให้พวกเขารู้สึกว่า สิ่งที่เขาเชื่อนั้นถูกต้องที่สุดและมีพวกพ้องมากมาย พร้อมกับปิดกั้นหรือโจมตีข้อมูลจากฝั่งตรงข้ามว่าเป็นความเท็จทั้งหมด

[caption id="attachment_9240" align="aligncenter" width="640"]

ข่าวบิดเบือนอ้างม็อบไล่ กกต. แท้จริงเป็นเหตุการณ์ฌาปนกิจ สว.[/caption]

ใคร ? คือกลุ่มเป้าหมายของ IO

ในด้านของกลุ่มเป้าหมายของปฏิบัติการ IO เน้นการปลุกระดมผู้คน การปฏิบัติการแต่ละครั้ง มักเน้นไปยังผู้คนหลายกลุ่ม เพื่อให้เชื่อตามแนวคิดที่ต้องการ ซึ่งหลัก ๆ แล้วจะมีกลุ่มคนตามลำดับ ดังนี้

  • กลุ่มผู้ที่เชื่อแบบสุดโต่ง [มากที่สุด]: หรือกลุ่มที่เรียกกันว่า “ผู้ตื่นรู้” ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งซ้ายจัดหรือขวาจัด ที่เลือกจะเชื่อแต่ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และปฏิเสธที่จะรับฟังความคิดใด ๆ ที่มีท่าทีหรือเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
  • กลุ่มผู้อ่อนประสบการณ์ [มาก]: กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่เชื่อทุกอย่างที่เห็นหรือที่ได้ยิน ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นที่พวกเขาได้รับฟังมาจะดูไร้เหตุผลหรือน่าสงสัยมากแค่ไหนก็ตาม
  • ผู้ที่ใช้ชีวิตบนอารมณ์และความรู้สึก [ปานกลางถึงมาก]: กลุ่มที่มักตกเป็นเหยื่อของปฏิบัติการ IO จะใช้การพาดหัวที่กระตุ้น ความโกรธแค้น ความเกลียดชัง หรือความน่าสงสารอย่างสุดโต่ง เพื่อข้ามขั้นตอนการใช้เหตุผล เมื่ออารมณ์พุ่งขึ้นสูง สมองจะสั่งการให้กดแชร์หรือแสดงความคิดเห็นทันทีเพื่อระบายความรู้สึก โดยที่ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าเนื้อหานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่
  • กลุ่มคนที่ไม่ได้เข้าใจหรือสนใจการเมือง [ปานกลาง]: หรือกลุ่มคนที่คนทั่ว ๆ ไปเรียกกันติดปากว่า “Ignorant” ที่ไม่ได้ใส่ใจในการเมืองมากเท่าไหร่นัก หรืออาจจะไม่ได้สนใจเลย จนกระทั่งเมื่อมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างมาเปลี่ยนแปลงความคิดพวกเขา
  • กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในโลกดิจิทัล [น้อยที่สุด]: หรือกลุ่มที่ประสบการณ์ในโลกอินเทอร์เน็ตสูง ซึ่งมักจะมีการตรวจสอบข้อมูล หรือตรวจเช็กเรื่องราวทั้งหมดที่พวกเขาเจอก่อนที่จะเลือกเชื่อทุกครั้ง และจะเชื่อสิ่งที่มีเหตุผล หรือมีหลักฐานที่มีน้ำหนักมากพอเพียงเท่านั้น

กลยุทธ์ และลูกไม้ของปฏิบัติการ IO เป็นอย่างไร ?

กลยุทธ์ของปฏิบัติการ IO ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ส่วนใหญ่จะจัดอยู่ภายใต้หมวดหลัก ๆ อยู่ทั้งสิ้น 4 รูปแบบ ประกอบไปด้วย

  • การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda): การโฆษณาชวนเชื่อ นับว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และเก่าแก่ที่สุดในการทำปฏิบัติ IO ในทางการเมืองเลยก็ว่าได้ นั่นคือการโฆษณา และการกล่อมให้ผู้คนเชื่อในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เชื่อ ด้วยนานาสารพัดวิธี
  • ทัวร์ลงด้วยบัญชีปลอม (Spam Account): เน้นการใช้ "ปริมาณ"สยบ "คุณภาพ"โดยการใช้บัญชีอวตาร (Avatar) หรือบอท (Bot) จำนวนมหาศาลที่ถูกโปรแกรมไว้ล่วงหน้าเพื่อเข้ามาถล่มพื้นที่แสดงความคิดเห็น มีจุดประสงค์เพื่อสร้าง "ฉันทามติปลอม" ทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าความเห็นนั้นเป็นความเห็นส่วนใหญ่ของสังคม นอกจากนี้ยังใช้เพื่อ "ปิดปาก" ฝ่ายตรงข้ามด้วยการรุมด่าทอหรือรายงานบัญชี จนเหยื่อเกิดความกลัวหรือถูกปิดกั้นการมองเห็นไปในที่สุด
  • ขุดวีรกรรมเพื่อด้อยค่า (Discredit): การขุดวีรกรรม หรือวาทกรรมใด ๆ ก็ตามที่จะสามารถนำมาใช้และย้ำเป็นประเด็น เพื่อปลุกปั่น หรือเพื่อหล่อเลี้ยงความเชื่อของพวกเขา พร้อม ๆ กับการด้อยค่าองค์กรนั้นไปในเวลาเดียวกัน
  • การสร้างกลุ่มเพื่อรุมด่าทอ : การนำพาผู้คนเหล่านั้นเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่รุมล้อมไปด้วยแนวคิดแบบเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ผู้คนทั้งสังคมนั้น มีความคิดแบบเดียวกัน และหล่อเลี้ยงกันต่อไปเรื่อย ๆ คล้ายกับการที่เราเทน้ำเปล่าทั้งขวดลงในกระถางดินร่วน ที่จะทำให้ดินนั้นเกิดอาการเหนียว และจับกลุ่มกันเป็นก้อนในที่สุด

[caption id="attachment_9242" align="aligncenter" width="686"]

ข่าวเปิดโปงขบวนการ IO กองทัพ[/caption]

ความน่ากลัว และความร้ายแรงทั้งหมด จะขึ้นอยู่กับลูกไม้ และวิธีการที่กลุ่มคนเหล่านั้นใช้ ซึ่งวิธีการที่เราจะเห็นได้บ่อยที่สุดมี ดังนี้

  • การสร้างหลักฐานเท็จที่สมจริงและมีน้ำหนัก: ในยุคปัจจุบันการสร้างภาพ AI หรือการสร้างหลักฐาน Deepfake ที่ดูมีน้ำหนัก และความน่าเชื่อมากพอ ถือเป็นวิธีที่ทำให้ผู้คนที่ประสบการณ์น้อยสามารถเชื่อได้ง่าย ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง
  • การสร้างเรื่องแต่งจากความจริง: การนำข้อมูลที่เคยเกิดขึ้นจริง มาใส่สีตีไข่ และสร้างความเข้าใจผิดจากสิ่งนั้น ๆ ไม่ว่าผู้คนจะสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หรือจะไม่ก็ตาม เพราะเมื่อมีความจริงปะปนอยู่ ความน่าเชื่อถือก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งกว่าที่ความจริงจะถูกชี้แจง จำเป็นต้องรอการแถลงจากต้นเรื่องเพียงเท่านั้น
  • การเล่นกับอารมณ์ของผู้ฟังหรือผู้อ่าน: และสิ่งที่เลวร้ายที่สุด นั่นก็คือการเล่นกับอารมณ์ของผู้ฟังและผู้อ่าน เพราะถึงแม้จะมีความน่าเชื่อถือน้อยหรือไม่ แต่หากสามารถระงับวิจารณญาณ และเล่นกับความรู้สึก และอารมณ์ของผู้คนได้ ไม่ว่าจะมีเหตุผลนับร้อยนับพัน สิ่งเหล่านั้นจะไม่สามารถนำมาอ้างอิง หรือยับยั้งความเชื่อนั้นได้อีกเลย

จุดเริ่มต้นของ IO ในประเทศไทย

สำหรับในประเทศไทย มีหลักฐานการทำปฏิบัติการ IO ครั้งแรกนับตั้งแต่ 2500 หรือในช่วงสงครามเย็น เมื่อกองทัพบกไทย ได้มีการก่อตั้งหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) เมื่อปี 2506 เพื่อเอาชนะในสงครามแย่งชิง, ปลอบประโลมประชาชน, ชี้ให้เห็นความอันตรายของกลุ่มคอมมิวนิสต์ และคัดกรองข่าวสารต่าง ๆ ก่อนจะถูกเผยแพร่ไปยังประชาชนที่อยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

ในปัจจุบันหน่วยงานดังกล่าวยังคงปฏิบัติงานอยู่ โดยมีที่ตั้ง ณ ค่ายสมเด็จพระนารายณมหาราช ตำบล ทะเลชุบศร อำเภอ เมือง จังหวัดลพบุรี

IO การเมืองไทยในปัจจุบัน

รศ. ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้วคณบดีคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม แห่งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ Thai PBS Verifyถึง IO ในบริบทการเมืองไทยเอาไว้ว่า การใช้งานปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO ของประเทศไทย หลัก ๆ แล้วแทบจะใช้กับแวดวงการเมืองสะส่วนใหญ่ และจะมีจุดหมายหลัก เพื่อการรักษา หรือช่วงชิงอำนาจของใครสักคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง ดังนั้นจึงหมายความว่า การทำ IO ไม่ได้แปลว่าจะต้องมาจากฝ่ายที่กุมอำนาจอย่างเดียว แต่อาจจะมาใครก็ได้ เพื่อทำตามจุดประสงค์ของตัวเอง หรือจุดประสงค์อื่น ๆ คือเพื่อการกีดกัน, ตัดกำลัง หรือขจัดภัยคุกคาม หรืออะไรก็ตามที่มีแววจะเป็นภัยของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการด้อยค่า หรือวิธีอื่น ๆ ที่จะขึ้นอยู่กับระดับของภัยคุกคามนั้น ๆ อย่างเช่นระดับภูมิภาค ระดับจังหวัด หรือระดับชาติ

[caption id="attachment_9243" align="aligncenter" width="862"]

รศ. ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม สภาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์[/caption]

การดำเนินการของปฏิบัติการ IO และความน่าเชื่อถือของข้อมูล แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ได้มาจากข่าวจริงหรือข่าวปลอม 100% อาจจะมีการผสมผสานข่าว หรือการใส่สีตีไข่เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ หรือเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ผู้คนหลงเชื่อกัน และจะกระจายออกไปในหลากหลายแบบ ไล่เลียงมาตั้งแต่การเมืองในระบบ เช่น การปราศรัย หรือการแถลงข่าว ไปจนถึงการเมืองนอกระบบ เช่น ในแวดวงสังคมใกล้ตัว ทั้งสถานที่ทำงาน, แวดวงเพื่อนฝูง ไปจนถึงคนในครอบครัว

แต่ถ้าจะพูดกันถึงเรื่องข้อดีและข้อเสียของการทำ IO ในแวดวงการเมืองของไทย ข้อดีก็คงมีแค่เพื่อการกุมอำนาจในระยะสั้นของผู้เริ่มทำปฏิบัติการ IO เหล่านั้น และแน่นอนว่าผลดีของการกระทำเหล่านั้น มักจะตามมาด้วยราคาที่แพงมหาศาลในระยะยาว โดยเฉพาะในเรื่องของการรวมความคิดของประชาชนชาวไทยให้กลายเป็นหนึ่งเดียว

การกระทำเหล่านั้น เป็นไปเพื่อด้อยค่า ใส่ร้าย และชักจูงผู้คนให้เชื่อไปตาม ๆ กันไม่ว่าจะกับฝ่ายไหน และจะทำให้ผู้คนเกิดความคิดที่แตกแยก ทั้ง ๆ ที่อาจจะมีการค้นหาและพิสูจน์กันในภายหลังถึงข้อเท็จจริงของข้อมูลที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่แรก ที่ก่อให้เกิดจำเลยสังคมและแพะรับบาปนับพันนับหมื่นชีวิต เพียงแค่เพราะความต้องการของใครสักคน

ความสำเร็จของปฏิบัติการ IO มีหลักการวัดอย่างไร ?

การวัดผลความสำเร็จของปฏิบัติการ IO ทางการเมือง หลัก ๆ แล้วสิ่งที่จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ไปในสังคม สามารถกระจัดกระจายไปได้มากแค่ไหน และส่งผลกระทบให้ใครสามารถหลงกลได้บ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มสังคม ได้แก่

  • กลุ่มสังคมปิด: การเจาะกลุ่มสังคมให้เชื่อในสิ่งที่มีการเผยแพร่ออกไปได้ และมีการกระจายข่าวและความต้องการของพวกเขาออกไป ก่อเกิดความเชื่อ และความต้องการแบบเดียวกัน จะนับว่าประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน
  • สื่อวิชาชีพ: สำหรับสื่อวิชาชีพ ตามปกติแล้วหาก สำนักข่าว หรือ สื่อวิชาชีพ ได้รับประเด็นและข่าวสารใหม่ ๆ เพื่อเผยแพร่ มักจะมีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ, ที่มาที่ไป และเหตุผล จนมั่นใจได้ว่าถูกต้อง หรือจริงแน่นอน 100% ฉะนั้นถ้าหากว่ามีการแชร์ข่าวปลอม หรือการเผยแพร่ Deepfake โดยสื่อทางการเหล่านี้ ก็จะนับได้เช่นกัน ว่าการกระทำของพวกเขาประสบความสำเร็จ

คำแนะนำในการป้องกันไม่ให้หลงกล และเลี่ยง IO มีอะไรบ้าง ?

ในการป้องกันตัวจากกระบวนการ IO หรือปลุกปั่นเหล่านี้ได้ 3 อย่าง ได้แก่

  • สติ: จงเรียกสติของตัวเองกลับมาเพื่อคิดถึงสิ่งที่คุณกำลังเห็นและประเมินว่าจะทำอะไรต่อไป
  • สงสัย: สงสัยในสิ่งที่เห็นเอาไว้ก่อน ไม่ว่ามันจะมีหลักฐานอ้างอิงและดูมีน้ำหนัก ตั้งคำถามเอาไว้ในใจเสมอว่าจริงหรือปลอม
  • สำรวจ: ขุดลึกและตามต่อไปยังที่มาที่แท้จริง พิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นของจริง หรือของปลอมเพื่อใช้ล่อลวงเราเท่านั้น

[caption id="attachment_9244" align="aligncenter" width="1024"]

ข่าวปลอมอ้างปฏิบัติการ IO พรรคประชาชน แท้จริงสร้างจาก AI[/caption]

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

กู้ภัยฯ โพสต์ ติดตามญาติร่างเด็กถูกทิ้ง

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"เท้ง" ชวนแสดงความเห็น ผ่านแฟนเพจพรรคประชาชน

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...