โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“ดาวโจนส์” ปิดลบ 279 จุด หวั่นนโยบาย “ภาษีทรัมป์” เพิ่มความกังวลการค้า

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 12 ก.ค. 2568 เวลา 02.16 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 02.16 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (12 ก.ค. 68) ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ 11 ก.ค. ที่ผ่านมาและหุ้นเมตาแพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) ถ่วงดัชนี S&P500 ลงหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าใช้นโยบายภาษีที่รุนแรงยิ่งขึ้นกับ แคนาดา ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 44,371.51 จุด ลดลง 279.13 จุด หรือ -0.63%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,259.75 จุด ลดลง 20.71 จุด หรือ -0.33% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 20,585.53 จุด ลดลง 45.14 จุด หรือ -0.22%

ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ลดลงราว 1%, ดัชนี S&P500 ลดลง 0.3% และดัชนี Nasdaq ลดลง 0.1% อย่างไรก็ตาม ดัชนี S&P 500 ยังคงปรับขึ้นราว 6% นับตั้งแต่ต้นปี 2568

ขณะที่ ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ค่อนข้างเบาบาง โดยมีการซื้อขายรวม 1.54 หมื่นล้านหุ้น เทียบกับค่าเฉลี่ย 20 วันที่ผ่านมาที่ 1.83 หมื่นล้านหุ้น

ด้าน ทรัมป์ ประกาศเมื่อค่ำวันพฤหัสบดี 10 ก.ค. ว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากแคนาดาในอัตรา 35% เริ่มตั้งแต่เดือนหน้า และยังมีแผนจะเก็บภาษีแบบครอบคลุมในอัตรา 15% หรือ 20% กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่อื่น ๆ ส่วนใหญ่

ส่วนดัชนี S&P500 ปรับตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันก่อน ขณะที่นักลงทุนมีความระมัดระวังในการซื้อขายมากขึ้น หลังจากที่ทรัมป์เรียกเก็บภาษี 50% กับบราซิล และสหภาพยุโรป (EU) กำลังเตรียมรับจดหมายจากทรัมป์ซึ่งอาจมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บภาษีรอบใหม่

ด้านนักวิเคราะห์รายหนึ่ง กล่าวว่า วาทกรรมเรื่องภาษีที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกรณีของบราซิลและแคนาดาในสัปดาห์นี้ กำลังทำให้นักลงทุนวิตกมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ ตลาดเริ่มชินกับการไม่มีข่าวลบเรื่องภาษี แต่ตอนนี้ก็เหมือนถูกเตือนว่าปัญหาเรื่องภาษียังไม่จบ

แต่หุ้นอินวิเดีย (Nvidia) ปรับขึ้น 0.5% สวนทางตลาดแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้มูลค่าตลาดของอินวิเดียแตะ 4.02 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ หุ้นบริษัทผลิตโดรน อาทิ แอโรไวรอนเมนต์ (AeroVironment) และเครโทส ดีเฟนส์ แอนด์ ซีเคียวริตี้ โซลูชันส์ (Kratos Defense & Security Solutions) พุ่งขึ้นราว 11% หลังจาก พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ สั่งเร่งการผลิตและนำโดรนมาใช้

บรรดานักลงทุนจะเริ่มจับตาฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 โดยเน้นผลกระทบจากนโยบายภาษีของทรัมป์ต่อบริษัทสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ โดยในสัปดาห์หน้าจะมีบริษัทรายใหญ่ประกาศผลประกอบการ เช่น เจพีมอร์แกน (JPMorgan), เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson)

นักวิเคราะห์คาดว่าโดยเฉลี่ยแล้ว บริษัทในดัชนี S&P500 จะมีกำไรเพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบรายปี โดยข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า กลุ่มเทคโนโลยีจะเป็นกลุ่มที่มีกำไรเพิ่มขึ้นมากที่สุด ขณะที่กลุ่มพลังงาน, สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน และสินค้าฟุ่มเฟือยจะมีกำไรลดลง

ด้านหุ้น ลีวาย สเตราส์ แอนด์ โค (Levi Strauss & Co) พุ่งขึ้น 11% สวนทางตลาด หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้และกำไรทั้งปี และรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้

ทั้งนี้ หุ้นเมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) ปิดลดลง 1.3% หลังจากสื่อต่างประเทศรายงานว่า เมตาไม่น่าจะยินยอมเปลี่ยนแปลงโมเดล "ยินยอมหรือจ่ายเงิน" เพิ่มอีก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะถูกคณะกรรมาธิการยุโรปตั้งข้อหาผูกขาดใหม่ และอาจถูกปรับเป็นรายวันจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน หุ้นคราฟท์ ไฮนซ์ (Kraft Heinz) พุ่งขึ้น 2.5% หลังจาก วอลล์สตรีท เจอร์นัล (Wall Street Journal) รายงานว่า บริษัทกำลังเตรียมแผนแยกธุรกิจออกจากกัน หลังประสบปัญหาอุปสงค์ซบเซาสำหรับสินค้าราคาแพงของบริษัท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...