โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ตลาดหุ้นใต้ศึกขัดแย้งไทย-กัมพูชา จับตาภาษีสหรัฐ เสี่ยงระยะสั้นหรือโอกาสลงทุน?

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.ค. 2568 เวลา 09.50 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 09.50 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัปดาห์นี้นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเข้าสู่วันที่ 4 ของการปะทะอย่างต่อเนื่อง และเส้นตายมาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นี้

แม้ความตึงเครียดจะยังอยู่ในระดับควบคุม แต่ปฏิบัติการเชิงทหารที่เกิดขึ้นจริง ทั้งฝั่งไทยที่ใช้เครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิดตอบโต้ และฝั่งกัมพูชาที่มีการเสริมกำลังเข้าแนวชายแดน ได้กดดันจิตวิทยาการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เชื่อว่าหากยังไม่สงบจะส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ผันผวนต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลภายใต้ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์ตลาดกลับชี้ให้เห็นภาพที่ต่างออกไป ว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีวุฒิภาวะในการตอบสนองต่อข่าวร้ายที่ดีขึ้น และยังคงขับเคลื่อนโดยปัจจัยมหภาคระดับโลกเป็นสำคัญ

ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้ให้ทรรศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า เหตุการณ์ข้อพิพาทระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะกดดันตลาดในระยะสั้น แต่ผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในวงจำกัด ข้อมูลในปี 2567 ระบุว่า มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชามีสัดส่วนเพียง 1.1% ของ GDP ไทย และการส่งออกไปกัมพูชาคิดเป็นประมาณ 1.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคนั้นมีน้อยกว่าที่หลายฝ่ายกังวล

ตลาดหุ้นไทยเองก็ได้ผ่านประสบการณ์ลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขาพระวิหารในช่วงปี 2551-2554 ซึ่งแม้จะเกิดการเผชิญหน้าทางทหารจริง แต่ตลาดหุ้นก็เพียงแค่สะท้อนความเสี่ยงออกมาในช่วงแรก ก่อนจะสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นได้ภายในเวลาไม่นาน พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดมีการ “รับรู้ความเสี่ยง” หรือ price-in ไปแล้วระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์มีลักษณะเป็นวัฏจักรที่เคยเกิดขึ้นซ้ำในอดีต นักลงทุนจึงตอบสนองด้วยความระมัดระวังแต่ไม่ตื่นตระหนก

กรณีล่าสุดในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงเพียง 7.13 จุด หรือราว 0.58% แม้เกิดเหตุการณ์ตอบโต้ และวันถัดมาดัชนีดีดกลับมาปิดบวก 4.66 จุด บ่งชี้ว่าตลาดได้รับรู้ประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้มองว่าเป็นความเสี่ยงระดับใหม่

ขณะที่การโพสต์ข้อความของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ผ่าน Truth Social ซึ่งกล่าวถึงการหารือกับผู้นำไทยและกัมพูชาเกี่ยวกับแนวทางหยุดยิง ก็ยิ่งช่วยหนุนความคาดหวังว่าอุณหภูมิของความขัดแย้งจะไม่ลุกลามจนถึงขั้นกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจหรือระบบการค้าในภาพรวม

ถึงกระนั้น ความไม่แน่นอนยังไม่จบลงง่าย ๆ โดยเฉพาะในมิติของการค้าระหว่างประเทศ เมื่อสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการภาษีตอบโต้ หากไทยและกัมพูชาไม่สามารถแสดงความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าได้ก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคม ความเสียหายต่อภาคการส่งออกอาจเริ่มเห็นผลชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างผ่านแนวคิด “อัตราภาษีที่แท้จริง” (Effective Tariff Rate) ซึ่งคุณกรภัทรได้ชี้แนะไว้ จะพบว่า แม้ไทยจะต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าใหม่ 25% แต่เมื่อถัวเฉลี่ยกับอัตราฐานเดิมที่ 11% แล้ว อัตราภาษีที่แท้จริงจะอยู่ที่ประมาณ 21% ซึ่งยังคงสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในอาเซียนได้อย่างมีเสถียรภาพ

ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียซึ่งมีอัตราภาษีฐานเดิม 15% หากเผชิญอัตราใหม่ที่ 19% จะทำให้ effective rate สูงถึง 26% ส่วนเวียดนามที่แม้จะได้ข้อเสนอภาษี 20% ซึ่งคำนวณออกมาเป็น 18.4% ยังมีความเสี่ยงแฝงจากการ “สวมสิทธิ์สินค้า” หากสหรัฐฯ ตรวจพบว่าเวียดนามเป็นเส้นทางเลี่ยงภาษีของประเทศอื่น อาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ทำให้อัตราที่แท้จริงพุ่งขึ้นแตะ 23-25% ซึ่งในกรณีนั้น ไทยจะได้เปรียบในเชิงโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ในภาพรวม แม้จะมีปัจจัยเฉพาะจุดมากระทบตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่ทิศทางระยะกลางถึงยาวของตลาดยังคงถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยมหภาคระดับโลกเป็นหลัก โดยเฉพาะแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐที่ทำให้สินทรัพย์สกุลอื่น เช่น ตลาดหุ้นในเอเชีย มีความน่าสนใจมากขึ้น กระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มเคลื่อนย้ายออกจากตลาดเดิมที่เติบโตช้า เช่น ลาตินอเมริกา และเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีและเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าเดิม

แบบจำลองการวิเคราะห์ทิศทางเงินทุนยังคาดการณ์ว่า หากดอลลาร์อ่อนค่าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 12–18 เดือน ค่าเงินในเอเชียจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้เกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าเป็นวัฏจักร ซึ่งจะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อตลาดหุ้นในภูมิภาค รวมถึงไทยในระยะกลาง

ในแง่เทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ระหว่างวันที่ (29 ก.ค.-1 ส.ค.68) มีแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,205- 1,175 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,230-1,255 จุด โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในวันที่ 29-30 กรกฎาคม, ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนไทย, ความคืบหน้ามาตรการภาษีสหรัฐ และทิศทางของเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงไหลออกอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ด้านนายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยน่าจะผ่านช่วง "รับข่าวร้าย" ไปส่วนใหญ่แล้ว เห็นได้จากการที่แม้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันจริงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยฝ่ายไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 ทิ้งระเบิดตอบโต้ในวันที่ 24 กรกฎาคม แต่ตลาดกลับปรับลดลงเพียง 7 จุด และดีดกลับขึ้นได้ในถัดมาวันที่ 25 ก.ค.ปิดบวก 4.66 จุด สะท้อนว่าตลาดได้รับรู้สถานการณ์ขัดแย้งนี้ต่อเนื่องมาร่วม 2 เดือนแล้ว ต่างจากเหตุการณ์อื่นในอดีตที่ทำให้ตลาดหวาดผวามากกว่า เช่น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่มีคลิปเสียงหลุดออกมา สร้างแรงกระแทกให้ดัชนี SET ร่วงลงถึง 19 จุดในวันเดียว และยังดิ่งลงต่ออีก 3 วัน รวมเป็นการปรับลดลงกว่า 60 จุดในช่วงสั้น ๆ

นักวิเคราะห์บางรายมองว่าการย่อตัวของตลาดในลักษณะนี้อาจเป็นโอกาสสะสมหุ้นสำหรับนักลงทุนที่มองการณ์ไกลในระยะกลาง โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า GG หรือ Good Game ซึ่งหมายถึงการรอให้เหตุการณ์รุนแรงระดับใหญ่ (mass scale) คลี่คลาย ก่อนที่ตลาดจะดีดตัวแรง อย่างเช่นเหตุการณ์เมื่อ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 โจมตีอิหร่าน แม้เป็นสถานการณ์ใหญ่ระดับโลก แต่ตลาดหุ้นไทยกลับฟื้นแรงในวันถัดมา ดัชนี SET ปรับขึ้นกว่า 3.5% ภายในวันเดียว จาก 1,062 จุด กลับมาที่ระดับ 1,100 จุด

โดยมีหุ้นเด่นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน การเดินทาง และไฟแนนซ์ อาทิ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV เพิ่มขึ้น 13%, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เพิ่มขึ้น 12%, บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD เพิ่มขึ้น 11%, และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW เพิ่มขึ้น 9%

คล้ายกันกับเหตุการณ์ม็อบบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ที่แม้สถานการณ์ทางการเมืองดูเปราะบาง แต่เมื่อไม่มีการรัฐประหารตามที่กังวล ดัชนีก็กลับดีดขึ้นกว่า 4% ภายในเวลาเพียง 4 วัน หุ้นเด่นในรอบนั้นอย่าง บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE เพิ่มขึ้นถึง 21%, บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M เพิ่มขึ้น 20%, และบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC เพิ่มขึ้น 15% ถือเป็นหลักฐานว่าตลาดมีพฤติกรรม "รีบาวด์แรง" เมื่อผ่านช่วงวิกฤตเฉียบพลัน

จากภาพทั้งหมด แม้ความไม่แน่นอนยังไม่จบ แต่ตลาดเริ่มปรับตัวและ "แข็งแรง" กับข่าวร้ายมากขึ้น การลงมาในช่วงนี้จึงอาจไม่ใช่สัญญาณลบ แต่คือจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดี สำหรับนักลงทุนที่มองเห็นโอกาสในช่วงคลื่นผันผวนของการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่นิ่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...