โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไขตำนาน “3 ผลไม้ต้องห้าม” ในสวนเอเดน...ผลไม้ชนิดใดกันแน่ที่นำบาปมาสู่มวลมนุษย์

นิตยสารคิด

อัพเดต 25 ส.ค. 2566 เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2566 เวลา 02.56 น.
forbidden-fruit-cover

ฉากคลาสสิกของภาพยนตร์ Snow White and the Seven Dwarfs (1937) เมื่อสโนว์ไวต์ล้มลงสู่นิทราเพราะกินแอปเปิลอาบยาพิษจากหญิงชราผู้กำลังแผดเสียงหัวเราะอย่างเสียสติท่ามกลางความเกรี้ยวกราดของพายุโหมกระหน่ำ กลายเป็นภาพจำของแอปเปิลสีแดงอันเป็นตัวแทนของความชั่วร้าย และสิ่งยั่วยวนของอำนาจมืด

สโนว์ไวต์คงเปรียบได้กับอาดัมและเอวา มนุษย์ผู้เกิดมาพร้อมความบริสุทธิ์ซึ่งหลงคำพูดของงูเจ้าเล่ห์ที่หลอกให้ขโมยผลไม้ต้องห้ามจากต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วแห่งสวนเอเดน เป็นเหตุผลให้มนุษย์ถูกขับไล่ออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ถึงแม้ว่าเรื่องราวของอาดัมและเอวาในหนังสือปฐมกาลจะไม่ได้ระบุว่าเป็นผลไม้ชนิดใด แต่ความเข้าใจของผลไม้ต้องห้ามว่าเป็น “แอปเปิล” ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความยั่วยวน และชั่วร้ายที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป

ศาสตราจารย์ อาซาน ยาดิน-อิสราเอล (Azzan Yadin-Israel) แห่งสาขาวิชายิวศึกษา (Jewish Studies) มหาวิทยาลัย Rutgers University ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ผู้เขียนหนังสือ Temptation Transformed: The Story of How the Forbidden Fruit Became an Apple ได้อธิบายว่า สัญลักษณ์ของแอปเปิลในฐานะผลไม้ต้องห้ามเพิ่งจะมาปรากฏอยู่ทั่วไปในงานศิลปะคริสเตียนฝั่งตะวันตกตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ซึ่งในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ตัวแทนของผลไม้ต้องห้ามในงานศิลปะมีหลากหลายสายพันธุ์ โดยมีผลไม้ที่นิยมก้เช่น “ลูกฟิก” หรือในบางพื้นที่ก็เป็น “องุ่น” “ทับทิบ” หรือ “มะกอก” แต่เขาได้อธิบายสมมติฐานของผลไม้ยอดนิยม 3 ชนิดที่ปรากฏให้เห็นทั่วไปในคำบันทึกทางศาสนาและงานศิลปะไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

01 แอปเปิล…สัญลักษณ์แห่งผลไม้ต้องห้าม
อาซานได้พูดถึงข้อสมมติฐานของนักวิชาการเกี่ยวกับการเล่นคำของภาษาละตินสำหรับการถอดความคัมภีร์ไบเบิลที่แพร่หลายในทวีปยุโรปช่วงสมัยยุคกลาง และความเกี่ยวข้องระหว่างคำว่า malum1 ที่แปลว่า แอปเปิล ซึ่งมีอีกความหมายหนึ่งที่แปลว่าความชั่วร้าย อันนำไปสู่การตีความเนื้อหาของคัมภีร์ไบเบิลในรูปแบบอื่นทั้งในบทกวีและงานศิลปะ อย่างไรก็ตาม อาซานก็ได้อธิบายว่ายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนสำหรับรองรับสมมติฐานนี้

อาซานยังยกตัวอย่างผลงานของ แอนเซล์มแห่งล็อง (Anselm of Laon) นักเทววิทยา และอรรถกถาจารย์ ผู้เขียนหนังสือ Glossa Ordinaria หรือ คำอธิบายสามัญ ซึ่งเป็นการรวบรวมคำอธิบาย และการตีความจากคัมภีร์ไบเบิลโดยอ้างอิงจากไบเบิลฉบับวัลเกต (Vulgate) ที่เป็นภาษาละตินแปลโดยนักบุญเจอโรมจากภาษาฮีบรูและกรีก ซึ่งหนังสือ Glossa Ordinaria กลายเป็นที่นิยมในหมู่ประเทศที่มีรากของภาษาละตินในแถบยุโรปต่อมาอีกหลายศตวรรษ ในเนื้อหาที่พูดถึงในส่วนของ เพลงซาโลมอน (Song of Songs) และการบรรยายเกี่ยวกับการตกในบาป (Fall of Man) ได้เขียนเอาไว้ว่า “sub arbore malo. sub peccato primi parenti” ซึ่งแปลได้ว่า“ใต้ต้นแอปเปิล บาปของบิดามารดาแรก” คำว่า malo เป็นกรรมรอง (Dative) ของคำว่า malum ที่แปลว่าแอปเปิล

นอกจากนี้ในฉบับย่อของ Glossa Ordinaria ยังกล่าวในบทเดียวกันว่า “Sub arbore malo. sub comestione mali” ซึ่งแปลว่า “ใต้ต้นแอปเปิล ใต้การกินผลแอปเปิล” mali เป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ (Genitive) ของคำว่า malum ซึ่งช่วยให้เราเห็นหลักฐานของการใช้แอปเปิลในการตีความหมายของไบเบิล อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นการยืนยันถึงสมมติฐานที่ตั้งไว้สำหรับความหมายทั้งสองอย่างของคำว่า malum แต่อาจทำให้เราพอคาดเดาได้ว่า ความหมายของแอปเปิลที่เป็นสัญลักษณ์ของผลไม้ต้องห้ามอาจมาจากการเล่นคำในภาษาละติน

02 คำบรรยายของ “ต้นองุ่น” จากพยานผู้ได้ไปเยือนสวรรค์
อาซานได้หยิบเนื้อหาจากเล่มแรกของพระคัมภีร์เอโนค (The Book of Enoch) ที่เขียนโดยเอโนค บรรพบุรุษของโนอาห์ ซึ่งได้เล่าถึงการได้ขึ้นไปเยือนสวรรค์ และถูกสอนความลับมากมาย เช่นที่มาของเหล่าเทวดา และปีศาจ แล้วยังได้เห็นภาพนิมิตของวันสิ้นโลก นอกจากนี้ เอโนคยังบรรยายถึงลักษณะของต้นไม้ที่เขาพบบนสวรรค์ได้ว่า

“สูงเหมือนต้นสน (fir) ใบของมันคล้ายกับต้นคารอบ (carob) และผลของมันรวมกลุ่มกันเหมือนพวงองุ่น (vine) ช่างสดชื่น และความหอมของมันแพร่กระจายไปจากต้น” จากนั้นทูตสวรรค์กาเบรียลได้พูดกับเอโนคว่า “นี่คือต้นไม้แห่งปัญญา ต้นไม้ที่บิดาผู้ชรา และมารดาผู้สูงวัยของท่าน ผู้มาก่อนท่าน ได้กินเข้าไป และได้เรียนรู้ปัญญา ดวงตาของพวกเขาเปิดออก และได้รับรู้ว่า พวกเขากำลังเปลือยเปล่า และได้ถูกขับไล่ออกจากสวรรค์”

นอกจากนี้ ในบันทึก Greek Apocalypse of Baruch เล่าถึงการท่องสวรรค์ของบารุคซึ่งเขียนโดย บารุค เบน เนริยาห์ (Baruch ben Neriah) ที่บรรยายว่าเขาได้เรียนรู้ถึงต้นกำเนิดของต้นไม้แต่ละชนิดที่ปลูกโดยเทวดาแต่ละองค์ ได้แก่ ไมเคิลผู้ปลูกต้นมะกอก เกเบรียลผู้ปลูกต้นแอปเปิล อูรีเอลผู้ปลูกต้นถั่ว เรเชิลผู้ปลูกต้นควินซ์ และซาตาเนล (Satanael) ผู้ปลูกต้นองุ่น ที่อาจเป็นคำอธิบายได้ว่า องุ่นเป็นผลไม้ที่เกี่ยวข้องกับความชั่วร้ายเนื่องจากซาตาเนล หรือซาตานเป็นผู้ปลูกต้นองุ่นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ทั้งพระคัมภีร์เอโนค และ บันทึก Greek Apocalypse of Baruch ต่างก็ไม่ได้รวมอยู่ในสารบบของพระคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ (Canon of Scripture) แต่องุ่นในสถานะของผลไม้ต้องห้ามก็ยังปรากฏอยู่ในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ (Book of Deuteronomy) อันเป็นหนังสือเล่มที่ 5 ของชุดคัมภีร์โทราห์ (Torah) และเป็น 5 คัมภีร์แรกของไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมซึ่งมีคำกล่าวว่า

“องุ่นของพวกเขามาจากคลังองุ่นแห่งเมืองโสโดม2 ในสวนองุ่นแห่งกอโมราห์ ผลองุ่นของพวกเขาคือผลของยาพิษ พวงของมันช่างขม เหล้าองุ่นของพวกเขาเหมือนพิษของงูร้าย เหมือนพิษอันร้ายแรงของงูเห่า”

นักบุญเอพิฟานิอุสแห่งซาลามิส (Epiphanius of Salamis) ผู้เป็นศิษย์ในลัทธินอสติกเซเวอเรียน (Severians) ที่เชื่อเรื่องของการสละชีวิตทางโลกและมุ่งเน้นไปยังจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติแพร่หลายในศาสนาคริสต์ยุคแรก ได้กล่าวถึงเอกลักษณ์และความเชื่อของเซเวอเรียนว่า “เป็นผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าสถิตอยู่ยังสวรรค์ชั้นสูงสุด และมีปีศาจเป็นผู้ปกครองโลกมนุษย์ ผู้ซึ่งถูกขับไล่มาสู่โลกจากอำนาจเบื้องบน ลงมาอยู่ในกายของอสรพิษ มัวเมาในราคะ ร่วมประเวณีกับมวลมนุษย์ และเมล็ดพันธุ์ของมันก็แตกหน่อเป็นต้นองุ่น” ตามเอพิฟานิอุสได้กล่าวไว้ ต้นองุ่นจึงกลายเป็นผลิตผลของการร่วมประเวณีระหว่างอสรพิษและมวลมนุษย์

03 ใบจาก “ต้นฟิก” อาภรณ์ชิ้นแรกของมวลมนุษย์
“องุ่น” และ “ฟิก” เป็นผลไม้สองชนิดที่มักถูกกล่าวถึงว่าเป็นผลไม้ต้องห้าม ก่อนที่จะแทนที่ด้วยแนวคิดของ “แอปเปิล” ในเวลาต่อมา จากการตีความสภาพแวดล้อมของสวนเอเดนหนังสือปฐมกาล หลังจากที่อาดัมและเอวากินผลไม้ต้องห้าม พวกเขาก็รับรู้ว่าร่างกายของตนกำลังเปลือยเปล่า และคว้าเอาใบไม้จาก “ต้นฟิก” มาเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่มเพื่อปกปิดร่างกาย ถึงแม้ว่าหนังสือปฐมกาลจะไม่ได้ระบุชนิดของผลไม้ต้องห้ามที่พวกเขากินเข้าไป แต่ก็เป็นไปได้ว่า ในขณะที่อาดัมและเอวากำลังกระทำบาปร่วมกัน พวกเขากำลังยืนอยู่ในบริเวณของต้นฟิก และก็เป็นลูกฟิกนั่นเองที่พวกเขาได้กินเข้าไป

ยังมีอีกหลักฐานหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงที่มาของต้นฟิกในฐานะผลไม้ต้องห้าม จากการบรรยายซึ่งปรากฏอยู่ในบันทึกLife of Adam and Eve คัมภีร์นอกสารบบ (Biblical Apocrypha) ที่ถูกเขียนขึ้นเป็นครั้งแรกในภาษาฮิบรู และนักวิชาการเชื่อว่าถูกเขียนในช่วงศตวรรษที่ 3-7 โดยมีเนื้อหาเล่าถึงชีวิตของอาดัมและเอวาหลังจากที่พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสวนเอเดน ภายในบันทึกได้เล่าถึงมุมมองของเอวาเมื่อตอนที่เธอถูกล่อลวงโดยงูพิษและได้กินผลไม้ต้องห้าม จึงได้รู้ว่าร่างกายของตนกำลังเปลือยอยู่

“เรามองหาใบไม้ในบริเวณของเราเพื่อนำมาปกปิดความละอาย แต่กลับไม่พบใบไม้ใดเลยจากเหล่าต้นไม้ในสวรรค์ … เว้นเสียแต่ใบของต้นฟิก เราจึงได้นำมันมาทำเป็นกระโปรง มันเป็นใบไม้จากต้นไม้เดียวกันที่เราได้กิน”

คัมภีร์นอกสารบบอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Testament of Adam เขียนในภาษาซีรีแอก (Syriac) ที่ใช้กันในบริเวณประเทศซีเรีย เนื้อหาในคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 3-5 และได้ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ 3 ครั้ง ในระหว่างการปรับปรุงเนื้อหา เรื่องราวของผลไม้ต้องห้ามได้ถูกเพิ่มเข้ามาในคัมภีร์ ซึ่งเป็นคำบอกเล่าของอาดัม เมื่อครั้งที่ เซธ ลูกชายของเขาได้สอบถามเขาเกี่ยวกับผลไม้ต้องห้ามซึ่งอาดัมตอบเขาไปว่า“มันคือฟิก ลูกเอย คือประตูที่นำความตายมาสู่เรา และทายาทของเราสืบต่อไป”

อย่างไรก็ตาม เกรกอรีแห่งนิสซา (Gregory of Nyssa) มุขนายกแห่งเมืองนิสซาซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในมณฑลแคปพาโดเชีย (Cappadocia) ในสมัยจักรวรรดิโรมัน ได้เขียนหนังสือวิเคราะห์หนังสือบทเพลงโซโลมอน (Homilies on the Song of Songs) ซึ่งได้กล่าวในบทนำว่า ตัวเขาไม่ยอมรับสัญลักษณ์ของการเป็นผลไม้ต้องห้าม ไม่ว่าจะเป็นองุ่น และฟิก อีกทั้งยังไม่เห็นด้วยที่ผลไม้ต้องห้ามจะเป็นผลของต้นไม้ในธรรมชาติ

“ผมไม่เชื่อว่าต้นไม้ที่ถูกต้องห้ามรับประทานจะเป็นต้นไม้ที่บางคนยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นต้นฟิก หรือเป็นต้นไม้ที่ออกผลชนิดใด สำหรับต้นไม้ที่เคยเป็นผู้มอบความตายในอดีต ก็คงไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับรับประทานในปัจจุบัน”

รู้จักหลากหลายตำนานผลไม้ต้องห้ามชนิดอื่น ๆ
ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ชนิดใด การตีความของ “ผลไม้ต้องห้าม” ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา และนอกจากแอปเปิล องุ่น และฟิก ยังมีผลไม้ต้องห้ามอีกหลายชนิดที่ถูกตีความไปอย่างมากมาย

  • ทับทิบ : ทฤษฎีที่เกิดมาจากชาวคริสต์ในอิหร่านโบราณ ซึ่งเชื่อว่าสวนอีเดนตั้งอยู่ในบริเวณตะวันออกกลาง และเชื่อว่า “ทับทิม” ซึ่งเป็นผลไม้ประจำทวีปคือผลไม้ต้องห้ามแห่งสวนอีเดน นอกจากนี้ ยังปรากฏอยู่ในเอกสารตัวเขียนสีวิจิตร (Illuminated Manuscript) ที่ค้นพบในเมืองอิสตันบูล อีกทั้งพบในงานศิลปะคริสเตียนในยุโรปในหลายประเทศ อย่างฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี

  • กล้วย : ไมโมนิเดส (Maimonides) นักปรัชญาชาวยิวเซฟาร์ดี (Sephardic Jews) ได้เขียนไว้ในหนังสือ Aphorisms of Moses หรือ คติพจน์ของโมเสส ที่ได้กล่าวไว้อย่างสั้น ๆ ว่า “กล้วย” เป็น “แอปเปิลแห่งเอเดน” คาดเดาได้ว่า ไมโมนิเดสผู้มีชีวิตอยู่ในอียิปต์สมัยราชวงศ์อัยยูบิด (Ayyubid Dynasty) คงไม่คุ้นเคยกับแอปเปิล จึงใช้กล้วยซึ่งเป็นผลไม้ที่คุ้นเคยเปรียบเปรยผลไม้ต้องห้ามตามคำบอกเล่าจากตะวันตก นอกจากนี้ คัมภีร์อัลกุรอานยังพูดถึงกล้วยด้วยว่า เป็นต้นไม้ที่ตั้งอยู่ในสวนศักดิ์สิทธิ์

  • ข้าวสาลี : ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผลไม้ แต่ “เมล็ดข้าวสาลี” ก็ถูกกล่าวถึงโดย ยูดาห์ บาร์ อิไล (Judah bar Ilai) แรบไบในศตวรรษที่ 2 ว่า ผลไม้ต้องห้ามคือเมล็ดข้าวสาลี เพราะมาจากการเล่นคำในภาษาฮีบรูของคำว่า “khitah” ที่แปลว่าข้าวสาลี ซึ่งคล้ายกับคำว่า "khet" ที่มีความหมายว่า “บาป”

ถึงแม้ว่าในหนังสือ Temptation Transformed จะไม่ได้นำไปสู่คำตอบว่า เหตุใดแอปเปิลถึงกลายเป็นผลไม้ต้องห้าม แต่ในหนังสือได้นำเสนอเอกสารโบราณมากมาย รวมทั้งศิลปะคริสเตียนอย่างเช่นการแกะสลักข้างโลงศพ งานแกะสลักไม้ จิตกรรมบนผนังโบสถ์ หรือกระจกสีของโบสถ์ รวมทั้งหลักฐานน่าสนใจอีกมากมาย เพื่อให้เราเห็นถึงความหลากหลายของผลไม้ต้องห้ามตามการตีความที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่างานศิลปะหลายชิ้นก็ถูกผลิตขึ้นตามความต้องการของผู้จ้างหรือความคล่องตัวในการทำงานของช่างในสมัยนั้น ผลงานที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์ไบเบิลอย่างรูปการตกในบาป ก็ใช้ผลไม้ของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วต่างกันตามการรับรู้ของคนในพื้นที่ การค้นหาหลักฐานเพื่อระบุชนิดของผลไม้ต้องห้ามจึงอาจกลายเป็นการค้นหาที่ไม่รู้จบ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเข้าใจถึงความคิดและการตีความที่ต่างกันของคนในแต่ละยุคสมัยและต่างในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ได้มากยิ่งขึ้น

1https://en.wiktionary.org/wiki/malum
2เมืองโสโดมและโกโมราห์คือเมืองแห่งความชั่วร้ายที่ถูกทำลายโดยพระเจ้า

ที่มา : หนังสือ "Banana The Fate of the Fruit That Changed the World (2008" โดย Dan Koeppel
หนังสือ "Temptation Transformed The Story of How the Forbidden Fruit Became an Apple" โดย Azzan Yadin-Israel
บทความ "Could Pomegranates Actually Be the Forbidden Fruit?" โดย Brian Barth จาก hortmag.com
บทความ "Bananas: The Forbidden Fruit" โดย Gregory McNamee จาก nutritionstudies.org
Anselm Of Laon จาก britannica.com
พระคัมภีร์เอโนค แปลโดย บรรทัดซ้อนบรรทัด จาก blockdit.com
Berakhot แปลโดย William Davidsonด จาก sefaria.org
คัมภีร์ไบเบิลฉบับแปลโลกใหม่ (ฉบับศึกษา) จาก jw.org

เรื่อง : นพกร คนไว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 69

PostToday

สิ่งที่เห็นย่อมไม่เป็นอย่างที่คิดเพราะดาววิปริตหลายดวง พยากรณ์วันที่ 22 - 28 ก.พ. 2569

ฐานเศรษฐกิจ

ย้อนรอยกำเนิด “น้ำดื่มบรรจุขวด” ในไทย มีตอนไหน ฮิตเมื่อไร

ศิลปวัฒนธรรม

เจ้าฟ้าสุทัศน์ พระราชโอรสในพระเอกาทศรถ เหตุใดจึงเสวย “ยาพิษ” ปลิดชีพองค์เอง?

ศิลปวัฒนธรรม

ควันหลงตรุษจีน! 5 พิกัดเสริมสิริมงคลริมน้ำ ทางเลือกสายสโลว์ไลฟ์

LINE TODAY

“หลวงประดิษฐไพเราะ” ครูเพลงไทย ที่กษัตริย์กัมพูชาขอยืมตัวจาก ร.7 ไปสอนดนตรีให้ราชสำนัก

ศิลปวัฒนธรรม
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...