Ergonomics ศาสตร์การออกแบบที่ตั้งคำถามถึงนิยามของพื้นที่และเวลาในสังคมสมัยใหม่อีกครั้ง
หากย้อนกลับไปสัก 20 ปีก่อน และนำภาพโต๊ะทำงานของคนทำงานนั่งโต๊ะในยุคนั้น มาเทียบกับภาพโต๊ะทำงานในปัจจุบัน คงจะต่างกันราวฟ้ากับเหว
เก้าอี้สำหรับทำงานที่รองรับหลังของเราให้ตรงอยู่ตลอดเวลา พร้อมเบาะรองนั่ง โต๊ะปรับระดับ ขาตั้งโน้ตบุ๊ก มอนิเตอร์ต่อเชื่อมจากโน้ตบุ๊กแยกต่อมาอีกที ไปจนถึงแท่นรองขาใต้โต๊ะ ของเหล่านี้ ย้อนไปสัก 20 ปีที่แล้ว หลายคนอาจคิดว่าเป็นสิ่งไม่จำเป็นและรุงรังเหลือเกิน แต่ปัจจุบัน มันกลายมาเป็นสิ่งที่เหมือนจะขาดไปไม่ได้ไปเสียแล้วสำหรับคนทำงาน
ใช่แล้ว! เรากำลังพูดถึง “การยศาสตร์” (Ergonomics) ที่ถูกผสมผสานเข้ากับวิถีการทำงานของคนในปัจจุบัน ศาสตร์ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาบัญญัติความหมายเอาไว้ว่า คือ “การศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำงานกับสภาพแวดล้อมของการทำงาน และพัฒนาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เหมาะสม เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น การออกแบบเมาส์ให้เหมาะกับสรีระมนุษย์”
Dick Sheldon / Library of Congress
ทำความรู้จัก Ergonomics
Ergonomics คำนี้มีรากศัพท์มาจากสองคำด้วยกัน คำแรกคือคำว่า “Ergon” ที่แปลว่า “งาน” และ “Nomos” ที่แปลว่า “กฎหรือธรรมชาติ” เมื่อมาผสมกันจึงเกิดความหมายว่า “กฎของการทำงาน (Law of Work)” (โดยต่อจากนี้ไป ขอใช้คำว่า Ergonomics แทนคำว่า การยศาสตร์) กล่าวอย่างง่ายก็คือศาสตร์ที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่าง “แรงงาน” และ “สุขภาพ”
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 18 เบอร์นาร์ดิโน ราแมซซินี (Bernardino Ramazzini) แพทย์ชาวอิตาเลียนได้ทำการศึกษา เก็บบันทึกผล และเชื่อมโยงปัญหาสุขภาพของแรงงานกับสภาพการทำงานของแรงงานอย่างเป็นระบบเป็นคนแรก จากนั้นเขาได้ตีพิมพ์รายละเอียดต่าง ๆ ที่เขาได้ค้นพบลงในหนังสือชื่อ De Morbis Artificum Diatriba (Diseases of Workers)
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะแค่โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืดหรือวัณโรค อันเกิดจากฝุ่นละอองละเอียดขนาดเล็ก แต่ยังกล่าวถึงผลกระทบของท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสมต่อร่างกายของคนงาน ซึ่งจัดเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนงานเหมืองแร่อีกด้วย
จากผลงานที่แพทย์ชาวอิตาเลียนได้ศึกษานี้ ส่งผลให้เขาถูกขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งอาชีวเวชศาสตร์ (Occupational medicine)” สาขาเวชศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนงานในสถานที่ทำงาน
การศึกษาด้านนี้ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมถึงการขยับขยายขนาดของพื้นที่โรงงานและกำลังแรงงาน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในขณะนั้นยังเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้ามากกว่าสุขภาพของแรงงาน ทว่า เมื่อการเกิดขึ้นของคอมพิวเตอร์มาถึง ตามมาด้วยโครงข่ายของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พร้อมถูกเร่งเร้าด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ส่งผลให้ Ergonomics กลายมาเป็นคำที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่แรงงานนั่งโต๊ะอีกครั้ง
Peggy Anke / Unsplash
Digital Nomad กับมิติของเวลาและพื้นที่ในยุคสมัยใหม่
คำว่า Nomad แปลว่า ผู้เร่ร่อน เมื่อมาผสมกับคำว่า ดิจิทัล จึงหมายถึง คนที่เร่ร่อนไปได้ทุกที่ เพียงขอแค่มีโน้ตบุ๊กและสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็เพียงพอต่อการทำงาน โดยคำ ๆ นี้ เป็นที่นิยมในวงกว้างจากหนังสือเล่มหนึ่งในปี 1997 ที่ชื่อว่า Digital Nomad เขียนโดย สึกิโอะ มากิโมโตะ (Tsugio Makimoto) และ เดวิด แมนเนอร์ส (David Manners)
สาเหตุหลักที่สร้าง Digital Nomad ให้เกิดขึ้นมาได้ นั้นคือการพัฒนาของเทคโนโลยีส่งสัญญาณทางไกลด้วยความเร็วสูง การเปลี่ยนผ่านจากโลกแอนะล็อกสู่โลกดิจิทัล ที่เอื้อให้การทำงานสามารถเกิดที่ใดก็ได้ คนกลุ่มนี้จึงใช้ชีวิตเสมือนคน “พเนจร” ไปตามที่ต่าง ๆ ได้ด้วยอิสระของตัวเอง อิสระจากรูปแบบการทำงานแบบเดิม ๆ ในระบบออฟฟิศ ตอกบัตร และโต๊ะสำนักงานที่วางเรียงติดกันเป็นแนวยาว เป็นต้น นอกเหนือจากอิสรภาพในการพเนจรแล้ว เขาเหล่านี้ยังทลายมิติเชิงพื้นที่และเวลาให้แตกออก คือไม่จำกัดอยู่แค่ในกรอบพื้นที่เดิมอย่างในออฟฟิศ หรือกรอบเวลาเดิมอย่างการทำงานแบบ 9 to 5
ควรกล่าวด้วยว่า ไม่เพียงแค่กลุ่ม Digital Nomad ยังมีกลุ่มคนที่ทำงานแบบ Work from Anywhere, Hybrid Working หรือ Remote Working เป็นต้น ที่การรับรู้ในมิติของพื้นที่และเวลาของพวกเขาถูกสลายออก แตกกระจาย และพร่าเลือน
เศษเสี้ยวที่แตกกระจายถูกโอบรับด้วยความยินดีจากภาวะความเป็นปัจเจกที่คนยุคสมัยนี้ยึดถือ เพราะการทำงานที่อิสระ สร้างความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในชีวิตตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่เพียงแค่นี้ คุณค่าของปัจเจกและการทำงานในลักษณะนี้ ยังแฝงไปด้วยความพึงพอใจสูงสุดต่อตนเอง สามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมได้รับการเชิดชูว่าเป็นคน “โปรดักทีฟ” อย่างที่ยุคสมัยต้องการ
ทว่า กรอบคิดเรื่องความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในชีวิตตนเอง หากถลำลึกจนเกินไป ก็จะไปบดบังสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอย่างเช่นปัจจัยเชิงสถานที่ ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงานของเราได้ แม้จะอยู่นอกออฟฟิศก็ตาม
Nenad Stojkovic / Wikimedia Commons
Office Syndrome ที่ไม่ได้อยู่แค่ใน Office อีกต่อไป
เมื่อทำงานที่ใดก็ได้เกิดขึ้นไปสักระยะหนึ่ง เราก็จะประสบกับความไม่สะดวกสบายในแต่ละสถานที่ ตัวอย่างเช่น โต๊ะในร้านกาแฟที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อนั่งประชุมนาน ๆ เก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง หรือเสียงรบกวนรอบข้างที่ไม่อาจควบคุมได้ เป็นต้น นั่นหมายความว่า สภาพแวดล้อมนั้นเป็นสิ่งที่แยกไม่ขาดจากชีวิตเรา จึงเกิดการก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของ Home Office หรือ ออฟฟิศในบ้าน
การพัฒนาออฟฟิศในบ้านพุ่งถึงจุดพีกในช่วงโรคระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่แทรนด์นี้ไม่ได้จบไปตามการหายไปของสภาวะโรคระบาด ด้วยศักยภาพของความสามารถในการควบคุมชีวิตตัวเองทั้งในเชิงพื้นที่และเวลาตามที่ได้กล่าวไป เหล่า Digital Nomad และคนที่ทำงานนอกสถานที่ จึงเป็นลูกค้าเบอร์ต้น ๆ ของสินค้าจำพวก Ergonomics ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ โต๊ะ เม้าส์ จอมอนิเตอร์ เป็นต้น
ทว่า ความตลกร้ายก็คือ ชาวพเนจรเหล่านี้ที่หวังถึงอิสรภาพในการทำงาน กลับกลายเป็นว่าต้องมาให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่เฉพาะของตัวเองให้ “อยู่กับที่” ได้นานที่สุด โดยไม่เสียสุขภาพมากที่สุด
“ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือ อาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (myofascial pain syndrome) สาเหตุมาจากการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทำให้มีอาการเมื่อยหรือชาได้ โดยเฉพาะบริเวณคอ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ” คือคำนิยามของออฟฟิศซินโดรมจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
แต่ปัจจุบัน เป็นที่รู้กันโดยทั่วว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่นั่งทำงานในออฟฟิศอีกต่อไป เนื่องด้วยโต๊ะทำงานได้เข้ามาสู่พื้นที่ส่วนตัวอย่างที่บ้านของแต่ละคนไปเสียแล้ว ผู้ประสบปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมมักได้รับการแนะนำว่า ให้เปลี่ยนท่านั่ง และสังเกตร่างกายตัวเองอยู่เสมอว่าอยู่ในท่วงท่าที่สบายหรือไม่ รวมทั้งควรจะมีการยืดเส้นยืดสายทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง คำแนะนำเหล่านี้วางอยู่บนหลักคิดที่ว่า คนเหล่านี้เลือกที่จะนั่งเป็นระยะเวลานาน ๆ และไม่ฟังเสียงจากร่างกายตัวเองมากเพียงพอ
แต่ครั้นจะขยับเขยื้อนอยู่แทบตลอดเวลา ก็จะทำให้การทำงานของเรานั้นไม่ “โปรดักทีฟ” ต่อเนื่อง และยังเป็นการขัดขวางประสิทธิภาพการทำงานของเราอีกด้วย ดังนั้นสินค้า Ergonomics จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองให้สามารถอยู่ในท่วงท่าที่สบายได้อย่างสม่ำเสมอนั่นเอง เสมือนโครงสร้างที่บังคับให้เราอยู่ในท่าที่สบายให้ได้นานที่สุด
Minh Phuc / Pexels
Work from Anywhere
ด้วยแนวโน้มของการทำงานนอกสถานที่ ในที่นี้จะขอเรียกรวมกันว่า Work From Anywhere มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามรายงานจากนิตยสาร Forbes พบว่า ภายในปี 2025 แรงงานในสหรัฐอเมริกาที่ทำงานในรูปแบบ Work From Anywhere จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 32.6 ล้านคน คิดเป็น 22% ของแรงงานทั้งหมด และในปีที่ผ่านมามีบริษัทที่ดำเนินการในรูปแบบ Work from Anywhere 100% แล้วอยู่ที่ 16%
อย่างไรก็ดี สินค้า Ergonomics กลับยังเป็นการลงทุนที่สูงสำหรับคนส่วนใหญ่ การจะจัดให้โต๊ะทำงานถูกต้องตามหลักสรีระร่างกายนั้น มีเพียงเก้าอี้อย่างเดียวเหมือนจะไม่เพียงพอ ยังต้องมีจอมอนิเตอร์ โต๊ะที่ปรับระดับขึ้นลงได้พร้อมเสียงเตือนเพื่อให้ลุกสลับกับการนั่งเป็นระยะเวลานาน นี่ยังไม่รวมถึงอุปกรณ์เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก อย่างเช่น แผ่นรองข้อมือเวลาจับเม้าส์ แผ่นรองเบาะนั่งเสริมเข้าไปในเก้าอี้เพื่อสุขภาพ ข้อต่อเพื่อยึดมอนิเตอร์หลายจอเข้าด้วยกันเป็นต้น
สิ่งที่เราควรตั้งคำถามต่อถึงการเข้ามาของสินค้า Ergonomics ก็คือ ปัจจัยอะไรบ้างที่กำลังกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพของแรงงาน เพราะเพียงแค่การบริโภคสินค้า Ergonomics ไม่สามารถหยุดยั้งความเจ็บป่วยทางร่างกายได้เพียงลำพัง ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลให้แรงงานต้องตรากตรำร่างกายตัวเอง ตัวอย่างเช่น หากพื้นที่และเวลาถูกผสานเข้าด้วยกัน ก็จะกลายเป็นว่าการทำงานเกิดขึ้นมากกว่าเวลางานในออฟฟิศเสียด้วยซ้ำ ลำพังสินค้า Ergonomics ก็คงไม่ใช่ของวิเศษที่จะช่วยให้ร่างกายเราไม่บอบช้ำจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำได้
ยิ่งไปกว่านั้น คุณค่าสังคมกำลังเชิดชูอย่างชีวิตที่ต้องโปรดักทีฟอยู่ตลอดเวลา หากปฏิเสธไป ก็จะกลายเป็นคนเกียจคร้านและไม่สู้งาน ความล้มเหลวของแรงงานกำลังถูกผลักไปเป็นความล้มเหลวส่วนตน
ฉะนั้น จากแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นของสินค้า Ergonomics จึงเป็นจังหวะที่ดีในการใช้เป็นจุดยกเครื่อง เพื่อทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ เวลา และคุณภาพชีวิตของแรงงาน เพื่อแสวงหานิยามใหม่ของประสิทธิภาพการทำงานในยุคสมัยใหม่นี้ร่วมกัน
ที่มา : บทความ “Ergonomics: คำตอบ (เกือบ) สุดท้ายของแรงงานนั่งโต๊ะ” โดย วริษา สุขกำเนิด
บทความ “Digital nomads: rising number of people choose to work remotely” โดย Suzanne Bearne
บทความ “A New Way to Solve Old Problems: The History of Ergonomics” โดย UC Berkeley School of Public Health
บทความ “What Is a Digital Nomad? A Complete Guide + Career Options (2024)” โดย Mighty Team
บทความ “Remote Work Statistics And Trends In 2024” โดย Katherine Haan
บทความ “What is Ergonomics” โดย The Japan Ergonomics Society
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล