โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Ergonomics ศาสตร์การออกแบบที่ตั้งคำถามถึงนิยามของพื้นที่และเวลาในสังคมสมัยใหม่อีกครั้ง

นิตยสารคิด

อัพเดต 14 มี.ค. 2567 เวลา 23.54 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2567 เวลา 23.54 น.
ergonomics-cover

หากย้อนกลับไปสัก 20 ปีก่อน และนำภาพโต๊ะทำงานของคนทำงานนั่งโต๊ะในยุคนั้น มาเทียบกับภาพโต๊ะทำงานในปัจจุบัน คงจะต่างกันราวฟ้ากับเหว

เก้าอี้สำหรับทำงานที่รองรับหลังของเราให้ตรงอยู่ตลอดเวลา พร้อมเบาะรองนั่ง โต๊ะปรับระดับ ขาตั้งโน้ตบุ๊ก มอนิเตอร์ต่อเชื่อมจากโน้ตบุ๊กแยกต่อมาอีกที ไปจนถึงแท่นรองขาใต้โต๊ะ ของเหล่านี้ ย้อนไปสัก 20 ปีที่แล้ว หลายคนอาจคิดว่าเป็นสิ่งไม่จำเป็นและรุงรังเหลือเกิน แต่ปัจจุบัน มันกลายมาเป็นสิ่งที่เหมือนจะขาดไปไม่ได้ไปเสียแล้วสำหรับคนทำงาน

ใช่แล้ว! เรากำลังพูดถึง “การยศาสตร์” (Ergonomics) ที่ถูกผสมผสานเข้ากับวิถีการทำงานของคนในปัจจุบัน ศาสตร์ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาบัญญัติความหมายเอาไว้ว่า คือ “การศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำงานกับสภาพแวดล้อมของการทำงาน และพัฒนาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เหมาะสม เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น การออกแบบเมาส์ให้เหมาะกับสรีระมนุษย์”

Dick Sheldon / Library of Congress

ทำความรู้จัก Ergonomics
Ergonomics คำนี้มีรากศัพท์มาจากสองคำด้วยกัน คำแรกคือคำว่า “Ergon” ที่แปลว่า “งาน” และ “Nomos” ที่แปลว่า “กฎหรือธรรมชาติ” เมื่อมาผสมกันจึงเกิดความหมายว่า “กฎของการทำงาน (Law of Work)” (โดยต่อจากนี้ไป ขอใช้คำว่า Ergonomics แทนคำว่า การยศาสตร์) กล่าวอย่างง่ายก็คือศาสตร์ที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่าง “แรงงาน” และ “สุขภาพ”

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 18 เบอร์นาร์ดิโน ราแมซซินี (Bernardino Ramazzini) แพทย์ชาวอิตาเลียนได้ทำการศึกษา เก็บบันทึกผล และเชื่อมโยงปัญหาสุขภาพของแรงงานกับสภาพการทำงานของแรงงานอย่างเป็นระบบเป็นคนแรก จากนั้นเขาได้ตีพิมพ์รายละเอียดต่าง ๆ ที่เขาได้ค้นพบลงในหนังสือชื่อ De Morbis Artificum Diatriba (Diseases of Workers)

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะแค่โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืดหรือวัณโรค อันเกิดจากฝุ่นละอองละเอียดขนาดเล็ก แต่ยังกล่าวถึงผลกระทบของท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสมต่อร่างกายของคนงาน ซึ่งจัดเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนงานเหมืองแร่อีกด้วย

จากผลงานที่แพทย์ชาวอิตาเลียนได้ศึกษานี้ ส่งผลให้เขาถูกขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งอาชีวเวชศาสตร์ (Occupational medicine)” สาขาเวชศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนงานในสถานที่ทำงาน

การศึกษาด้านนี้ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมถึงการขยับขยายขนาดของพื้นที่โรงงานและกำลังแรงงาน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในขณะนั้นยังเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้ามากกว่าสุขภาพของแรงงาน ทว่า เมื่อการเกิดขึ้นของคอมพิวเตอร์มาถึง ตามมาด้วยโครงข่ายของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พร้อมถูกเร่งเร้าด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ส่งผลให้ Ergonomics กลายมาเป็นคำที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่แรงงานนั่งโต๊ะอีกครั้ง

Peggy Anke / Unsplash

Digital Nomad กับมิติของเวลาและพื้นที่ในยุคสมัยใหม่
คำว่า Nomad แปลว่า ผู้เร่ร่อน เมื่อมาผสมกับคำว่า ดิจิทัล จึงหมายถึง คนที่เร่ร่อนไปได้ทุกที่ เพียงขอแค่มีโน้ตบุ๊กและสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็เพียงพอต่อการทำงาน โดยคำ ๆ นี้ เป็นที่นิยมในวงกว้างจากหนังสือเล่มหนึ่งในปี 1997 ที่ชื่อว่า Digital Nomad เขียนโดย สึกิโอะ มากิโมโตะ (Tsugio Makimoto) และ เดวิด แมนเนอร์ส (David Manners)

สาเหตุหลักที่สร้าง Digital Nomad ให้เกิดขึ้นมาได้ นั้นคือการพัฒนาของเทคโนโลยีส่งสัญญาณทางไกลด้วยความเร็วสูง การเปลี่ยนผ่านจากโลกแอนะล็อกสู่โลกดิจิทัล ที่เอื้อให้การทำงานสามารถเกิดที่ใดก็ได้ คนกลุ่มนี้จึงใช้ชีวิตเสมือนคน “พเนจร” ไปตามที่ต่าง ๆ ได้ด้วยอิสระของตัวเอง อิสระจากรูปแบบการทำงานแบบเดิม ๆ ในระบบออฟฟิศ ตอกบัตร และโต๊ะสำนักงานที่วางเรียงติดกันเป็นแนวยาว เป็นต้น นอกเหนือจากอิสรภาพในการพเนจรแล้ว เขาเหล่านี้ยังทลายมิติเชิงพื้นที่และเวลาให้แตกออก คือไม่จำกัดอยู่แค่ในกรอบพื้นที่เดิมอย่างในออฟฟิศ หรือกรอบเวลาเดิมอย่างการทำงานแบบ 9 to 5

ควรกล่าวด้วยว่า ไม่เพียงแค่กลุ่ม Digital Nomad ยังมีกลุ่มคนที่ทำงานแบบ Work from Anywhere, Hybrid Working หรือ Remote Working เป็นต้น ที่การรับรู้ในมิติของพื้นที่และเวลาของพวกเขาถูกสลายออก แตกกระจาย และพร่าเลือน

เศษเสี้ยวที่แตกกระจายถูกโอบรับด้วยความยินดีจากภาวะความเป็นปัจเจกที่คนยุคสมัยนี้ยึดถือ เพราะการทำงานที่อิสระ สร้างความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในชีวิตตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่เพียงแค่นี้ คุณค่าของปัจเจกและการทำงานในลักษณะนี้ ยังแฝงไปด้วยความพึงพอใจสูงสุดต่อตนเอง สามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมได้รับการเชิดชูว่าเป็นคน “โปรดักทีฟ” อย่างที่ยุคสมัยต้องการ

ทว่า กรอบคิดเรื่องความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในชีวิตตนเอง หากถลำลึกจนเกินไป ก็จะไปบดบังสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอย่างเช่นปัจจัยเชิงสถานที่ ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงานของเราได้ แม้จะอยู่นอกออฟฟิศก็ตาม

Nenad Stojkovic / Wikimedia Commons

Office Syndrome ที่ไม่ได้อยู่แค่ใน Office อีกต่อไป
เมื่อทำงานที่ใดก็ได้เกิดขึ้นไปสักระยะหนึ่ง เราก็จะประสบกับความไม่สะดวกสบายในแต่ละสถานที่ ตัวอย่างเช่น โต๊ะในร้านกาแฟที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อนั่งประชุมนาน ๆ เก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง หรือเสียงรบกวนรอบข้างที่ไม่อาจควบคุมได้ เป็นต้น นั่นหมายความว่า สภาพแวดล้อมนั้นเป็นสิ่งที่แยกไม่ขาดจากชีวิตเรา จึงเกิดการก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของ Home Office หรือ ออฟฟิศในบ้าน

การพัฒนาออฟฟิศในบ้านพุ่งถึงจุดพีกในช่วงโรคระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่แทรนด์นี้ไม่ได้จบไปตามการหายไปของสภาวะโรคระบาด ด้วยศักยภาพของความสามารถในการควบคุมชีวิตตัวเองทั้งในเชิงพื้นที่และเวลาตามที่ได้กล่าวไป เหล่า Digital Nomad และคนที่ทำงานนอกสถานที่ จึงเป็นลูกค้าเบอร์ต้น ๆ ของสินค้าจำพวก Ergonomics ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ โต๊ะ เม้าส์ จอมอนิเตอร์ เป็นต้น

ทว่า ความตลกร้ายก็คือ ชาวพเนจรเหล่านี้ที่หวังถึงอิสรภาพในการทำงาน กลับกลายเป็นว่าต้องมาให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่เฉพาะของตัวเองให้ “อยู่กับที่” ได้นานที่สุด โดยไม่เสียสุขภาพมากที่สุด

“ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือ อาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (myofascial pain syndrome) สาเหตุมาจากการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทำให้มีอาการเมื่อยหรือชาได้ โดยเฉพาะบริเวณคอ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ” คือคำนิยามของออฟฟิศซินโดรมจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

แต่ปัจจุบัน เป็นที่รู้กันโดยทั่วว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่นั่งทำงานในออฟฟิศอีกต่อไป เนื่องด้วยโต๊ะทำงานได้เข้ามาสู่พื้นที่ส่วนตัวอย่างที่บ้านของแต่ละคนไปเสียแล้ว ผู้ประสบปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมมักได้รับการแนะนำว่า ให้เปลี่ยนท่านั่ง และสังเกตร่างกายตัวเองอยู่เสมอว่าอยู่ในท่วงท่าที่สบายหรือไม่ รวมทั้งควรจะมีการยืดเส้นยืดสายทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง คำแนะนำเหล่านี้วางอยู่บนหลักคิดที่ว่า คนเหล่านี้เลือกที่จะนั่งเป็นระยะเวลานาน ๆ และไม่ฟังเสียงจากร่างกายตัวเองมากเพียงพอ

แต่ครั้นจะขยับเขยื้อนอยู่แทบตลอดเวลา ก็จะทำให้การทำงานของเรานั้นไม่ “โปรดักทีฟ” ต่อเนื่อง และยังเป็นการขัดขวางประสิทธิภาพการทำงานของเราอีกด้วย ดังนั้นสินค้า Ergonomics จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองให้สามารถอยู่ในท่วงท่าที่สบายได้อย่างสม่ำเสมอนั่นเอง เสมือนโครงสร้างที่บังคับให้เราอยู่ในท่าที่สบายให้ได้นานที่สุด

Minh Phuc / Pexels

Work from Anywhere
ด้วยแนวโน้มของการทำงานนอกสถานที่ ในที่นี้จะขอเรียกรวมกันว่า Work From Anywhere มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามรายงานจากนิตยสาร Forbes พบว่า ภายในปี 2025 แรงงานในสหรัฐอเมริกาที่ทำงานในรูปแบบ Work From Anywhere จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 32.6 ล้านคน คิดเป็น 22% ของแรงงานทั้งหมด และในปีที่ผ่านมามีบริษัทที่ดำเนินการในรูปแบบ Work from Anywhere 100% แล้วอยู่ที่ 16%

อย่างไรก็ดี สินค้า Ergonomics กลับยังเป็นการลงทุนที่สูงสำหรับคนส่วนใหญ่ การจะจัดให้โต๊ะทำงานถูกต้องตามหลักสรีระร่างกายนั้น มีเพียงเก้าอี้อย่างเดียวเหมือนจะไม่เพียงพอ ยังต้องมีจอมอนิเตอร์ โต๊ะที่ปรับระดับขึ้นลงได้พร้อมเสียงเตือนเพื่อให้ลุกสลับกับการนั่งเป็นระยะเวลานาน นี่ยังไม่รวมถึงอุปกรณ์เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก อย่างเช่น แผ่นรองข้อมือเวลาจับเม้าส์ แผ่นรองเบาะนั่งเสริมเข้าไปในเก้าอี้เพื่อสุขภาพ ข้อต่อเพื่อยึดมอนิเตอร์หลายจอเข้าด้วยกันเป็นต้น

สิ่งที่เราควรตั้งคำถามต่อถึงการเข้ามาของสินค้า Ergonomics ก็คือ ปัจจัยอะไรบ้างที่กำลังกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพของแรงงาน เพราะเพียงแค่การบริโภคสินค้า Ergonomics ไม่สามารถหยุดยั้งความเจ็บป่วยทางร่างกายได้เพียงลำพัง ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลให้แรงงานต้องตรากตรำร่างกายตัวเอง ตัวอย่างเช่น หากพื้นที่และเวลาถูกผสานเข้าด้วยกัน ก็จะกลายเป็นว่าการทำงานเกิดขึ้นมากกว่าเวลางานในออฟฟิศเสียด้วยซ้ำ ลำพังสินค้า Ergonomics ก็คงไม่ใช่ของวิเศษที่จะช่วยให้ร่างกายเราไม่บอบช้ำจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำได้

ยิ่งไปกว่านั้น คุณค่าสังคมกำลังเชิดชูอย่างชีวิตที่ต้องโปรดักทีฟอยู่ตลอดเวลา หากปฏิเสธไป ก็จะกลายเป็นคนเกียจคร้านและไม่สู้งาน ความล้มเหลวของแรงงานกำลังถูกผลักไปเป็นความล้มเหลวส่วนตน

ฉะนั้น จากแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นของสินค้า Ergonomics จึงเป็นจังหวะที่ดีในการใช้เป็นจุดยกเครื่อง เพื่อทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ เวลา และคุณภาพชีวิตของแรงงาน เพื่อแสวงหานิยามใหม่ของประสิทธิภาพการทำงานในยุคสมัยใหม่นี้ร่วมกัน

ที่มา : บทความ “Ergonomics: คำตอบ (เกือบ) สุดท้ายของแรงงานนั่งโต๊ะ” โดย วริษา สุขกำเนิด
บทความ “Digital nomads: rising number of people choose to work remotely” โดย Suzanne Bearne
บทความ “A New Way to Solve Old Problems: The History of Ergonomics” โดย UC Berkeley School of Public Health
บทความ “What Is a Digital Nomad? A Complete Guide + Career Options (2024)” โดย Mighty Team
บทความ “Remote Work Statistics And Trends In 2024” โดย Katherine Haan
บทความ “What is Ergonomics” โดย The Japan Ergonomics Society

เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

จั๋ง จากวง PERSES ร่วมร้องเพลงประกอบซีรีส์ อย่าขอพี่เจน ในเพลง ‘Colorblind’

THE STANDARD

'จอร์จิน่า' ทำฮือฮา ชาวเน็ตแซวสนั่น "เงินในบัญชีต่างกัน แต่เรื่องผิวเหมือนกัน"

คมชัดลึกออนไลน์

Callum Turner ยังคงเก็บเงียบเรื่องการรับบท James Bond แม้ George Clooney ออกปากสนับสนุน

THE STANDARD

18 มิถุนายน ค.ศ. 1965 สหรัฐเปิดฉากยุทธการอาร์กไลต์ ส่งเครื่องบิน “B-52” ทิ้งระเบิดโจมตีเวียดกง

ศิลปวัฒนธรรม

"ปาลเลอกัวซ์" พระอาจารย์ของ "เจ้าฟ้ามงกุฎ" ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ศิลปวัฒนธรรม

18 มิถุนายน 1815 “สมรภูมิวอเตอร์ลู” ความพ่ายแพ้สุดท้ายของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1

ศิลปวัฒนธรรม
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...