โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

"ปาลเลอกัวซ์" พระอาจารย์ของ "เจ้าฟ้ามงกุฎ" ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 05.37 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น.
ฌัง-บัปติสต์ ปาลเลกัวซ์ [Jean-Baptiste Pallegoix] หรือสังฆราช ปาลเลกัวซ์ ผู้บันทึกเกี่ยวกับสยามสมัยรัชกาลที่ 4

“พระสังฆราชปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ

การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ

การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และปรากฏผลชัดเจนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยทั้งสองพระองค์ทรงใช้พวกมิชชันนารีเป็นสื่อกลางในการติดต่อกับชาติตะวันตกทั้งหลาย เพื่อนำวิทยาการความรู้ต่างๆ เข้ามาในประเทศ

สาเหตุหนึ่งที่พระองค์ทรงเลือกใช้พวกมิชชันนารีก็คือ ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อกันระหว่างพวกมิชชันนารีกับพระเจ้าแผ่นดิน อันมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่คราวที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชอยู่ที่วัดราชาธิวาส ส่วนมิชชันนารี ปาลเลอกัวซ์ (24 ตุลาคม พ.ศ. 2348 18 มิถุนายน พ.ศ. 2405) ยังมิได้เป็นพระสังฆราช

ในขณะนั้น เจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงกำลังศึกษาวิทยาการต่างๆ อยู่ เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงความสามารถรอบรู้ของปาลเลอกัวซ์ จึงได้ทรงขอให้ช่วยสอนวิทยาการต่างๆ เพิ่มเติม คือ ภูมิศาสตร์, ฟิสิกส์, เคมี, ดาราศาสตร์, ภาษาฝรั่งเศส และภาษาลาติน ซึ่งการเยี่ยมเยียนไปมาระหว่างกันได้สร้างความเข้าใจและมิตรภาพขึ้นมา

ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงได้แจ้งแก่พระสังฆราชปาลเลอกัวซ์ว่า บัดนี้ไม่มีอุปสรรคอันใดขัดขวางมิให้พวกมิชชันนารีที่ถูกเนรเทศไปเกือบสองปีแล้ว กลับเข้ามาในประเทศไทยในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1851 (พ.ศ. 2394) มิชชันนารีที่ถูกเนรเทศทั้งหมดจึงได้กลับเข้ามาในประเทศอีกครั้งหนึ่ง

จนกระทั่งวันที่ 21 กุมพาพันธ์ ค.ศ. 1852 (พ.ศ. 2395) พระเจ้าแผ่นดินโปรดให้พระสังฆราชปัลเลอกัวมาเข้าเฝ้า ในระหว่างที่พระสังฆราชปาลเลอกัวซ์เข้าเฝ้าและมีการสนทนากัน พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าทรงอนุญาตให้พวกคริสตังทุกคนไม่ต้องถือน้ำพิพัฒน์สัตยาอีกต่อไป รวมไปถึงการให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างเป็นทางการว่า

“การเบียดเบียนศาสนาเป็นวิธีการไม่ดี เราเห็นควรปล่อยให้ทุกคนมีเสรีภาพที่จะถือศาสนาใดๆ ที่ตนสมัคร เมื่อพวกท่านสอนให้คนเข้าศาสนาที่ใดมีจำนวนพอสมควร ก็จงบอกให้เราทราบ เราจะจัดให้เขามีหัวหน้าคริสตัง มิให้พวกเจ้าเมืองรังแกเขาได้”

ดังนั้น การต่อต้านศาสนาคริสต์ในสยามจึงได้เงียบสงบไป และทางมิชชันนารีกับพระเจ้าแผ่นดินยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผลจากการที่มีความสัมพันธ์ที่ดีนี้จึงเป็นเหตุให้ได้รับความไว้วางใจจากทางพระเจ้าแผ่นดินให้นำเอาวิทยาการจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ เนื่องจากไม่ได้จำกัดการเดินทางอีกต่อไป

การปรับปรุงประเทศจึงได้พัฒนาเรื่อยมา โดยมีการปฏิรูปสำคัญที่ส่งผลต่อทัศนคติชาวไทยคือ “การศึกษา” อันจะทำให้ชาวไทยมีความเข้าใจศาสนาคริสต์และคริสตังมากขึ้น การปฏิรูปการศึกษานี้ได้เปิดโอกาสให้ราษฎรสามัญสามารถเข้ารับการศึกษาแบบใหม่นี้ได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะราชวงศ์หรือข้าราชการผู้ใหญ่เท่านั้นที่มีสิทธิที่จะศึกษาในโรงเรียนรัฐบาล ดังที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำรัสไว้ว่า

“…เจ้านายตั้งแต่ราชตระกูลตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นลงไปตลอดถึงราษฎรที่ต่ำที่สุด จะได้มีโอกาสเล่าเรียนเสมอกันไม่ว่าเจ้าว่าขุนนางว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตส่าห์จัดขึ้นให้เจริญจงได้…”

ผลจากการปรับปรุงระบบการศึกษาใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ไม่ใช่เพียงแค่อ่านออกเขียนได้ หรือได้รับความรู้ต่างๆ แต่ยังช่วยในเรื่องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม ระหว่างชาวไทยกับชาวต่างชาติที่อพยพมาทั้งที่มาก่อนหน้าและที่เพิ่งมาถึง ซึ่งตามโรงเรียนจะมีหลักสูตรให้เรียนทั้งภาษาไทยและเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทย ทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกว่าตนไม่ได้แปลกแยกไปจากชาวไทย

ส่วนชาวไทยที่ได้รับการศึกษา หรืออย่างน้อยได้ติดต่อกับชาวตะวันตกในระดับชั้นต่างๆ เริ่มมีความนิยมและชื่นชมชาวตะวันตกว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นผู้มีความเจริญหรือศิวิไลซ์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เคียว อุค ลี. (2539). การเผยแพร่ศาสนาคริสต์กับการตอบสนองของชาวพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างค.ศ. 1511-1990. สารนิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สำนักงานสารสาสน์. (2510). ประวัติพระศาสนจักรสากลและพระศาสนจักรในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สํานักงานสารสาสน์.

เกริกฤทธี ไทคูนธนภพ. (2555). รัชกาลที่ 5 ปฏิรูปสังคมสยาม และหมายเหตุมรกดความทรงจำของโลก. กรุงเทพฯ : สยามความรู้

เสรี พงศ์พิศ. (2527). คาทอลิกกับสังคมไทย : สี่ศตวรรษแห่งคุณค่าและบทเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 กรกฎาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...