คุยกับ “เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์” ผู้ Breaking the Cycle ชีวิตในเมืองใหญ่ สู่การเริ่มต้นก้าวใหม่ของชีวิตที่บ้านเกิด
เทศกาล Pakk Taii Design Week กำลังจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 12 - 20 สิงหาคมนี้ ซึ่งเราจะได้เห็นเหล่านักสร้างสรรค์มากมายจาก “ภาคใต้” ออกมาแสดงฝีไม้ลายมือที่ผสมกลิ่นอายความเป็นใต้ในมุมมองใหม่ ๆ ผ่านกิจกรรมน่าสนใจจำนวนมาก และหากใครที่เป็นคอหนังโดยเฉพาะเทศกาลภาพยนตร์ซิงกอรามา (Singorama Film Festival) ซึ่งจะจัดขึ้นในย่านเมืองเก่าสงขลาภายใต้เทศกาลฯนี้ คงดึงดูดใจผู้ชมได้ไม่ยาก เพราะเป็นเทศกาลหนังมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงคนในชุมชนทั้งรุ่นเก่าและใหม่ให้มาร่วมเฉลิมฉลองวัฒนธรรมอันหลากหลายของภาคใต้ ในพื้นที่อันเต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตอย่าง “ถนนนางงาม” พร้อมซึมซับบรรยากาศของการดูหนังเรื่องโปรดร่วมกับคนอื่น ๆ ที่อาจแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการดูสตรีมมิงแบบจอเดี่ยวที่บ้าน
เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนเดินทางเข้าสู่โรงฉายหนัง Creative Thailand ได้พูดคุยกับเอก - เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ ผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์ซิงกอรามานี้ เกี่ยวกับบทบาทใหม่ในฐานะคนจัดเทศกาลหนัง และประสบการณ์ของการเป็นนักตัดต่อในเมืองใหญ่ กระทั่งตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดที่สงขลา พร้อม ๆ กับสำรวจการทางเดินของสารคดีการเมืองไทยอันเข้มข้นเรื่อง “Breaking the Cycle” ซึ่งเขาใช้เวลาสร้างนานถึง 5 ปี ก่อนเปิดตัวสู่สาธารณชนภายในสิ้นปีนี้
ช่วยรีวิวชีวิตการทำงานในกรุงเทพฯ ก่อนกลับมาบ้านให้ฟังหน่อย
พอเรียนจบนิเทศฯ จุฬา สาขาภาพยนตร์ ก็รับงานเป็นฟรีแลนซ์อยู่กรุงเทพฯ โดยงานส่วนใหญ่เป็นงานตัดต่อโฆษณา ทำให้ชีวิตเลยวนเวียนอยู่กับงานโฆษณาเสียมาก ซึ่งจริง ๆ เป็นเรื่องปกติของของเด็กฟิล์มเลยนะที่มักได้งานโฆษณาหลังจากจบออกมา มีอยู่น้อยมากที่จะได้เข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จริง ๆ
ตอนที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ในสายโฆษณา ก็ทำให้เจอแต่กลุ่มคนชนชั้นกลางในสายโฆษณา ทั้งลูกค้า เอเจนซี คนทำโฆษณา โปรดิวเซอร์ ฯลฯ ชีวิตเลยวนเวียนอยู่กับคนกลุ่มนี้เป็นเวลาหลายปี กลายเป็นว่าเราไม่รู้เรื่องราวโลกภายนอกเลย หรือไม่ได้รู้มุมมองอื่น ๆ จากคนที่ทำงานต่างจากเราด้วย เลยหันมาสนใจอยากทำหนังสารคดี ด้วยเหตุผลหลักคือต้นทุนในการสร้างต่ำ คือเราสามารถหยิบกล้องกับไมค์แล้วออกไปถ่ายได้เลยโดยไม่ต้องใช้เวลาเตรียมงานหรือต้องมีทีมงานมากมาย
ทำไมเราถึงชอบภาพยนตร์ขนาดตัดสินใจมาเรียนสายนี้
เราชอบดูหนัง และรู้สึกว่ามีหนังเป็นเพื่อนมาตลอด เนื่องจากชีวิตวัยเด็กที่บ้านเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างเงียบ ไม่ได้มีการพูดคุยกันมากนัก เหมือนเขาก็เลี้ยงดูเราทางกายภาพนะ แต่ในเชิงการเติบโตทางอารมณ์หรือความคิดก็ไม่ได้เน้น การดูหนังเลยเป็นเหมือนประตูสู่การเรียนรู้ชีวิตในมุมที่เราไม่เคยได้สัมผัส เป็นเหมือนโลกภายนอกให้เราได้รู้จัก แล้วยังได้เรียนรู้การจัดการกับความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งบางอย่างก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากที่บ้าน
ตอนนั้นอยากเป็นอะไรในวงการหนัง
อยากเป็นผู้กำกับ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะทำหนังเกี่ยวกับอะไรนะ เพียงแค่มีความตั้งใจว่าจะเป็นผู้กำกับ อยากทำหนังให้คนชอบ
ผิดหวังไหมที่พอเรียนจบแล้วไม่มีงานหนัง แต่ต้องไปทำงานสายอื่น
ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่ามีคนชวนไปทำงานด้วยก็ดีใจแล้ว เพราะงานหายาก แล้วเราก็มีค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตด้วย
ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มากี่ปีก่อนที่จะกลับมาบ้านเกิด
เข้าเรียนตอนปี 2555 จบปี 2558 แล้วก็กลับมาสงขลาตอนปี 2565 รวม ๆ เลยก็ไม่ได้อยู่บ้านมาประมาณ 11 ปี แต่ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย ตัวเองก็มาเรียนที่หาดใหญ่นะ ทำให้ไม่ได้อยู่บ้านมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ซึ่งตอนนั้นก็โอเค เพราะส่วนตัวเวลาอยู่บ้านมักรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ ก็เลยไม่ค่อยชอบอยู่บ้าน เวลาเรากลับมาบ้านทุกครั้ง ก็มักจะไม่มีเพื่อนที่อยู่สงขลาเลย
เป็นคนไม่ชอบอยู่บ้าน แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่บ้าน
พอดีตอนนั้นเป็นช่วงที่เราต้องเริ่มตัดต่อหนังสารคดีเรื่อง Breaking the Cycle เราก็เก็บเงินมาก้อนหนึ่งจากการทำงานเพื่อกลับบ้านมาตัดต่องานให้เสร็จ ในเวลาเดียวกัน แฟนที่เป็นนักวาดภาพประกอบก็กำลังทำงานของตัวเองด้วย เราเลยตัดสินใจกันว่าจะกลับมาอยู่บ้านแค่สามเดือนเพื่อทำงานให้เสร็จ แล้วก็จะกลับไปอยู่กรุงเทพฯ เหมือนเดิม
แล้วเหตุผลที่เลือกมาอยู่สงขลาแทนที่จะเป็นสมุทรปราการบ้านของแฟนก็เพราะค่าครองชีพที่นี่ถูกกว่า แต่พอเวลาผ่านไปช่วงที่อยู่บ้าน ทั้งเราทั้งแฟนก็มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ และก็รู้สึกว่าสามารถทำงานออนไลน์ได้ ไม่จำเป็นต้องกลับกรุงเทพฯ ก็ทำงานได้ และอีกเหตุผลเลยคืออยากตั้งใจหาเพื่อนในสงขลาด้วย เพราะคิดว่าถ้าเรามีสังคมแล้ว เราก็น่าจะอยู่ได้
ตลอด 11 ปีที่ออกไปตามความฝันตัวเอง ครอบครัวเคยอยากให้เรากลับมารับช่วงต่อธุรกิจไหม
การที่บ้านทำธุรกิจร้านซ่อมแอร์ พ่อก็หวังมาโดยตลอดแหละว่าจะให้เรามารับช่วงต่อร้าน ซึ่งจุดเปลี่ยนต้องย้อนกลับไปตอนที่เรียนปีสาม ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตของเราจะเป็นยังไงเพราะยังไม่ได้ที่ฝึกงาน และยังไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จในสายที่เราเลือกไหม แต่ตอนนั้นเองเราได้โจทย์จากวิชาทำสารคดี ว่าให้ถ่ายสารคดีที่บอกถึงตัวเราโดยไม่ต้องถ่ายตัวเอง ก็เลยใช้พ่อตัวเองเป็นประเด็นหลักของเรื่อง ระหว่างที่ทำสารคดีส่งอาจารย์ก็เกิดคำถามว่า พ่อของเรามีความสุขกับธุรกิจของเขาไหม ต่างจากเราที่กำลังทำตามความฝันของตัวเองรึเปล่า ตอนนั้นเลยตัดสินใจบอกพ่อว่าจะไปทำหนังนะ จะไม่ทำร้านแอร์ต่อจากพ่อ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นสิ่งที่พ่อคิดไว้ แล้วเขาก็บอกว่าถ้าอยากทำหนังก็ไปลองทำดู
มีความรู้สึกอยากพิสูจน์ตัวเองไหม
ก่อนหน้านั้นไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น แต่หลังจากที่บอกพ่อแม่ว่าจะไม่ทำร้านซ่อมแอร์ต่อ ก็เลยเป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากพิสูจน์ตัวเอง ละพยายามไม่ขออะไรจากพวกเขา คือตั้งใจจะอยู่ได้ด้วยตัวเองด้วย ซึ่งจริง ๆ พ่อแม่ก็ยังหวังลึก ๆ อยู่แหละ คงคิดว่าเราคงอยู่กรุงเทพฯ ไปสัก 5 ปี 10 ปี แล้วก็จะกลับมาสานต่อธุรกิจ แต่พอสารคดี Breaking the Cycle ออกมา ก็ทำให้ที่บ้านเริ่มเข้าใจว่าเราจะไปทางสายนี้จริง ๆ และก็เป็นการยอมรับตัวเราไปด้วย
อะไรเป็นสิ่งกระตุ้นให้เราทำสารคดี Breaking the Cycle
เราเริ่มติดตามตั้งแต่เห็นวิดีโอเปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ แล้วได้เห็นสมาชิกที่เป็นคนจากหลากหลายที่มา ต่างวัย ต่างเพศ ต่างความถนัด คนรุ่นเดียวกับเราก็ยังมี ทำให้รู้สึกว่าพรรคนี้มีความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นที่เราเคยเห็น แล้วยิ่งสนใจมากขึ้นตอนที่พวกเขาประกาศว่าจะหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของคสช.
คือมันทำให้เรายิ่งสนใจเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ว่าทำไมประเทศไทยถึงมีการรัฐประหาร 13 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ มีนายกฯ กี่คนที่อยู่ไม่ครบวาระ เราเลยเห็นด้วยกับพรรคอนาคตใหม่ว่าวงจรแบบนี้มันควรจบได้แล้ว เลยคิดว่าไปลองติดตามถ่ายเขาดีไหม แต่ไม่ได้คิดว่าเราจะถ่ายไปถึงกี่ปี เราแค่อยากมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เหมือนตัวละครในหนังที่มีภารกิจของตัวเอง แล้วเราก็ลองติดตามไปดู ว่ามันจะจบลงยังไง
เริ่มทำโปรเจ็กต์นี้มากี่ปีแล้ว
เริ่มถ่ายตอนเดือนพฤศจิกายนปี 2561 ระหว่างนั้นเราก็ทำงานอย่างอื่นไปด้วย ซึ่งหนังตอนนี้ก็เสร็จไป 70 เปอร์เซนต์แล้ว คิดว่าน่าจะได้ฉายช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ก็ครบห้าปีพอดี
ก่อนจะทำสารคดีเรื่องนี้ เราคิดถึงผลลัพธ์ยังไงบ้าง
ตอนตัดสินใจทำก็คิดว่าจะมีคนด่าเราไหม จะโดนหาว่าเราหลงเชื่อนักการเมืองไหม หรือใครจะมาว่าเราโง่หรือเปล่า แต่เมื่อมองดูชีวิตการทำงานที่วนเวียนเหมือนเดิมมาตลอดหลายปี ก็คิดว่าลองทำหนังเรื่องนี้ดูก็ไม่เสียหาย ถ้าใครจะมาด่าว่าเราทำหนังไม่ดี หรือแย่ไปกว่านั้นถ้ามีคนด่าว่าเราโง่ หลงเชื่อนักการเมืองก็ยิ่งดี เพราะเราจะได้รู้ตัวว่าโง่ ดีกว่าเป็นคนโง่ที่ไม่รู้ตัว
คาดหวังผลตอบรับจากคนดูยังไง
ลึก ๆ แล้ว คิดว่าคนไทยรอหนังเรื่องนี้อยู่ เพราะท่ามกลางหนังในกระแสก็ล้วนแต่เป็นหนังฟิกชัน มีเรื่องราวในจินตนาการ พาผู้ชมหลบหนีจากชีวิตจริง ถึงแม้ในช่วงที่เหตุการณ์ทางการเมืองร้อนแรง เราก็ยังเห็นว่าหนังในโรงมันสวนทางกับโลกภายนอกมาก หนังเรื่องนี้จึงเป็นเหมือนการบันทึกประสบการณ์ร่วมกันของคนไทย และเชื่อว่าคนไทยก็น่าจะอยากดูภาพความจริงที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย
ส่วนผลตอบรับจะดีหรือไม่ดี เราไม่ได้คิดถึงจุดนั้น จุดประสงค์คือเราได้บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของเมืองไทยไว้ เหมือนเป็น shortcut ให้คนรุ่นหลังที่อยากศึกษาการเมืองไทยได้ศึกษาบางอย่างจากหนังเรื่องนี้ไปเลย เพราะอย่างตัวเราก็เพิ่งได้มาเรียนรู้เรื่องการเมืองแบบจริง ๆ จัง ๆ ก็ตอนอายุ 27 นี่เอง
ตั้งแต่กลับบ้านมาตัดต่อ Breaking the Cycle จนมาถึงตอนนี้ เราได้เห็นอะไรเปลี่ยนไปในบ้านเกิดของเราบ้าง
ทุกครั้งที่กลับบ้านคือจะเบื่อทุกครั้งเพราะไม่มีเพื่อนคุยด้วย ไม่มีสถานที่ให้ไปนอกจากบ้านตัวเอง ตอนตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านทำให้เราต้องออกไปหาสังคมในเมืองสงขลา ไปคุยกับเจ้าของธุรกิจต่าง ๆ ในเมือง ทำให้เราได้รู้ว่าในสงขลาก็มีสังคมของคนรุ่นเดียวกันที่กลับบ้านมาสานต่อความฝันของตัวเองเหมือนกับเรา
เราได้รู้จักกับคนเปิดร้านกาแฟ ร้านไวน์ คนทำขนม คนจัดดอกไม้ บาร์ที่มีดีเจเปิดแผ่นเสียง ทำให้เราเห็นความแตกต่างของย่านเมืองเก่าอย่างถนนนางงามที่เปลี่ยนไปภายใน 1 - 2 ปี ตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา จากเดิมมีแต่ร้านเก่าแก่อยู่มานาน ก็กลายเป็นร้านใหม่ของคนรุ่นใหม่เปิดขึ้นมาเยอะ ร้านส่วนใหญ่ก็มีเจ้าของที่เป็นคนเคยทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่ต้องกลับมาเพราะไม่มีงาน หรือสู้ค่าครองชีพในเมืองไม่ไหว และอยากเปิดธุรกิจเล็ก ๆ เพื่อฆ่าเวลา แต่ในที่สุดก็กลายเป็นธุรกิจหลักจนถึงปัจจุบัน
เราเห็นว่าเจ้าของร้านเปิดใหม่หลาย ๆ คนก็ล้วนแต่เป็นคนสร้างสรรค์ โดยเฉพาะคนที่เปิดร้านอาหารหรือคาเฟ่ขายเครื่องดื่ม เพราะพวกนี้ไม่ได้เป็นแค่การขายของกิน แต่มันเป็นการให้ประสบการณ์ซึ่งมีความแตกต่างกันไปทั้งกาแฟ ไวน์ หรือการจัดเวิร์กช็อปงานฝีมือ ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นได้จากการแต่งร้านที่มันแตกต่าง ไม่เหมือนร้านเก่าแก่ในย่าน
เมืองสามารถสนับสนุนการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านไปแบบเราได้ไหม
ปัจจัยสำคัญคือการสื่อสารระหว่างคนต่างรุ่น อย่างในสังคมที่เมืองสงขลา พื้นที่ของเมืองส่วนใหญ่คือมีเจ้าของหมดแล้ว คนรุ่นเราที่มีความสามารถและอยากเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองก็ต้องการตัวกลางเป็นผู้ช่วยแนะนำในเรื่องต่าง ๆ อย่างในย่านถนนนางงามตรงนี้ เราก็มีตัวกลางอย่างพี่เอ๋ ปกรณ์ รุจิระวิไล ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง a.e.y.space เป็นตัวเชื่อมกลุ่มคนเจนวายกับคนสูงอายุซึ่งอาศัยอยู่ในถนนนางงามและเป็นเจ้าของตึกส่วนใหญ่ที่นี่ จนทำให้เกิดร้านใหม่ ๆ ขึ้นมาในย่านนี้ และการมีตัวกลางแบบนี้ก็ยังทำให้เกิดงานใหญ่ ๆ ในพื้นที่ได้ อย่างงานเทศกาล Pakk Taii Design Week ก็น่าจะได้เกิดขึ้นมาด้วย
ช่วยเล่าถึงงาน Singorama Film Festival ที่สงขลาครั้งนี้หน่อยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง
ตอนแรกเราก็ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาทำเพราะงานจัดอีเวนต์ฉายหนังเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด แต่พอได้คำชวนจากพี่เอ๋ a.e.y.space ก็เริ่มคิดว่า จะทำยังให้คนในพื้นที่รู้จักกับหนังหลากหลายประเภท และมีเรื่องราวที่พวกเขาเข้าถึงได้ง่ายด้วย เพราะคนส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับหนังตามกระแส เราเลยคัดเลือกเนื้อหาให้หลากหลายเช่นหนังใหม่ที่ทุกคนรู้จัก ผสมกับหนังเก่าคลาสสิก โดยแทรกหนังนอกกระแส หรือหนังอาร์ตเฮ้าส์ลงไปด้วย ส่วนความกังวลว่ากลุ่มผู้สูงอายุจะสนใจงานนี้ไหม เพราะการประชาสัมพันธ์ส่วนใหญ่เน้นไปทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจไม่ได้เข้าถึงคนในพื้นที่มากนัก เลยคิดว่าจะทำใบปลิวไปติดตามที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มการรับรู้มากขึ้นด้วย
หนังเด่น ๆ ในโปรแกรมก็เช่น “เทริด” โดย เอกชัย ศรีวิชัย หรือหนังคลาสสิกอย่าง “ผีเสื้อและดอกไม้” โดย ยุทธนา มุกดาสนิท เก่าไปกว่านั้นก็มีเรื่อง “ดรรชนีนาง” หนังเก่าปีพ.ศ. 2496 และยังได้ฟิล์มการรำมโนราห์ที่เคยฉายช่อง 10 มาจากหอภาพยนตร์ด้วย นอกจากโปรแกรมฉายหนังแล้ว ยังมีการจัดฉายซีรีส์ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” แบบมาราธอน ซึ่งเมื่อประชาสัมพันธ์ออกไป ก็ได้ผลตอบรับค่อนข้างดีจากผู้ที่สนใจ เพราะมีน้อง ๆ แฟนซีรีส์ตื่นเต้นมาก และอยากมานั่งดูพร้อมกับเพื่อน ๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในยุคสตรีมมิง ก็รู้สึกดีที่เทศกาลฯ ทำให้เกิดประสบการณ์ดูหนังร่วมกันกลับมาอีกครั้ง
ธีมงาน “หลบเรินแล้วผลิบาน” (Homecoming) ของงาน Pakk Taii Design Week ในความหมายของเราคืออะไร
มันเป็นเรื่องการมองบ้านเราในแง่ดีมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนอายุ 30 ที่เราไม่เคยอยากอยู่บ้าน เราอยากออกไปสร้างความสำเร็จ การไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ ของคนเราก็เหมือนการเรากำลังเข้ามาตีเมืองหลวงได้ แต่การมีบ้านเกิด ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังมีต้นทุนชีวิต ช่วงหลังมานี้ เราเลยประนีประนอมกับชีวิตมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์เพื่อให้รู้สึกสำเร็จหรอก แต่การกลับบ้านก็ช่วยเราจัดการกับความฝันของตัวเองจากทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัวไปพร้อมกันได้
คิดยังไงกับคนที่บอกว่า คนที่กลับบ้านคือคนแพ้
เราก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกันนะ ว่าการกลับบ้านคือยอมแพ้แล้ว ยอมแพ้จากเมืองหลวงแล้ว แต่พอได้กลับมาจริง ๆ เรากลับรู้สึกว่าคนที่กลับมาบ้านได้นี่ต้องใจถึงมากนะ แล้วยังต้องเจอเรื่องท้าทายกว่าเดิมในการที่ต้องมาเริ่มทุกอย่างใหม่ด้วย
คนอื่นชอบบอกว่าเรากลับมาต่างจังหวัดแล้วชีวิตจะช้าลง ชีวิตจะ slow life แต่เราว่าชีวิตไม่ได้ช้าลงนะ กลับกันมันเป็นชีวิตแบบ fast life มากกว่า เพราะเราสามารถจัดการธุระหลายเรื่องให่เสร็จได้ภายในวันเดียว แล้วเราไม่ได้รู้สึกว่าต้องรีบด้วย พอมองย้อนไปดูการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เราใช้เวลาทั้งวันจัดการธุระอย่างมากได้แค่สองเรื่อง แถมเจอกับรถติดหรือต้องต่อรถไฟฟ้าไปใช้เวลาเป็นชั่วโมง ผมว่ามันเป็นแค่เรื่องมุมมองที่คนกรุงเทพฯ มีชีวิตเร่งด่วนตลอดเวลา เลยคิดว่าชีวิตต่างจังหวัดดำเนินอย่างช้า ๆ มากกว่า
อยากเห็นอะไรในบ้านเกิด
อยากมีโรงหนังที่ฉายหนังหลากหลาย เพราะในด้านการเสพศิลปะ กรุงเทพฯ มันมีทุกอย่างพร้อม แต่ในต่างจังหวัดมันไม่มีทางเลือกมากนัก เราก็อยากดูในสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ได้ดูบ้าง อีกอย่างคือพอได้มาทำ Pakk Taii Design Week ก็เห็นว่า มีคนใต้เยอะมากที่ทำงานในสายงานสร้างสรรค์ ซึ่งคนเหล่านี้เวลาทำงานก็จะถูกกลืนไปกับคนอื่น ๆ ในวงการ มันไม่มีการไฮไลต์ว่าเป็นคนจากใต้นะ คือภาคใต้ยังไม่ค่อยถูกนำเสนอด้านนี้ให้คนทั่วประเทศรับรู้มากกว่า คนส่วนใหญ่มักมองว่า ภาคใต้เป็นดินแดนของคนกรีดยาง ปลูกทุเรียน หรือมีแต่คนกินน้ำท่อม
อย่างการทำเทศกาลหนังกลับมาฉายใหม่ ก็ทำให้คนได้รู้ว่าภาคใต้มีทรัพยากรที่น่าสนใจเหมือน ๆ กับภาคอื่นเหมือนกันนะ ทั้งเรื่องราว สถานที่ และตัวนิยายต้นฉบับที่แต่งโดย อ. มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ซึ่งก็เป็นคนสงขลาด้วย คือมันเป็นการทำให้คนใต้รุ่นใหม่ ๆ ได้รู้ว่าบ้านเกิดของตัวเองก็มีคนเจ๋ง ๆ ที่ล้วนเคยทำงานสร้างสรรค์กันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผมว่ามันช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้คนรุ่นต่อไปได้ เพราะตอนเราเป็นวัยรุ่น สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้เราก็คือ การมีต้นแบบสักคนที่เราอยากทำตาม แล้วยิ่งเป็นคนที่มีพื้นเพเดียวกัน ก็จะยิ่งจุดประกายเรามากขึ้น
Creative Ingredients
ภาพยนตร์ที่ให้แรงบันดาลใจ
Goodbye, Dragon Inn (2003) โดย Tsai Ming-liang
สถานที่โปรดในเมืองสงขลา
ป่าสนริมหาดสมิหลา
งานอดิเรกที่ชอบ
ยังหาอยู่
อยากบอกอะไรกับคนที่ตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้านเกิด
มาอยู่เป็นเพื่อนกันนะ
ภาพ : เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์
เรื่อง : นพกร คนไว