โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ภาษีทรัมป์’ไทยเจอ36% ยังเหลือโอกาสใดบ้างในตลาดสหรัฐฯ-การค้าโลก?

แนวหน้า

เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

10 ก.ค. 2568 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โพสต์บทความ “มองไปข้างหน้า ยังมีโอกาสเหลือสำหรับไทยหรือไม่ ? กับกำแพงภาษีในการนำเข้าสหรัฐฯที่ถูกยืนยันตัวเลข 36%” ทางเพจเฟซบุ๊ก เนื้อหาดังนี้

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัย นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนา และ ผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก ทีดีอาร์ไอ มีมุมมองในเรื่องนี้

โอกาสที่เหลืออยู่ของไทยในเวทีการค้าโลก

-ก่อนที่จะถึงเส้นตายในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ยังพอมีโอกาส ที่สหรัฐฯจะพิจารณาอีกครั้งตามข้อเสนอที่ไทยเสนอไปใหม่ แต่อัตราภาษีจะสูงกว่า 10% อย่างแน่นอน

-พฤติกรรมผู้บริโภคในสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนใจจากสินค้าไทยไปซื้อสินค้าในประเภทเดียวกันจากประเทศคู่แข่งที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำกว่าไทย

-อย่าเพิ่งหมดหวังกับตลาดสหรัฐฯ เพราะในบางสินค้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ราคา“ เพียงอย่างเดียว แต่สู้กันด้วย “คุณค่า” อย่างงานจิวเวอร์รี่ฝีมือช่างไทย

-จีนถูกเรียกเก็บภาษีสูงกว่าไทย มีโอกาสที่สินค้าไทยจะเข้าไปทดแทนสินค้าจีนในบางประเภท เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ในการแพทย์อย่างเข็มฉีดยา ซึ่งจีนครองตลาดถึง 13% ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 0.13% จึงมีช่องว่างที่ไทยจะสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งจากจีนในตลาดสหรัฐฯ ได้

สงครามการค้ากับเค้กที่มีอยู่ก้อนเดียว

-สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ มี 2 ส่วน ส่งออกทางตรง 18% ของจำนวนสินค้าที่ส่งออกทั้งหมด และสินค้าส่งออกทางอ้อม (วัตถุดิบ-ชิ้นส่วน) ที่ถูกสั่งซื้อโดยประเทศอื่นเพื่อนำไปผลิตส่งออกสหรัฐฯ อีก 6% เท่ากับไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ราวๆ 24%

-ผลจากสงครามการค้า ทำให้เศรษฐกิจโลกโตช้าลง ซ้ำเติมการส่งออกของไทย เพราะประเทศคู่ค้าต่างๆ ย่อมถูกผลกระทบจากนโยบายนี้เช่นกัน คาดว่าการส่งออกของไทยจะโตน้อยลงเหลือ 1-2% เห็นผลได้ชัดในต้นปีหน้า (ปีนี้ผู้นำเข้าของสหรัฐฯสต๊อกสินค้าไว้หมดแล้ว)

-ไทยต้องพยายามทำ Free Trade Agreement (FTA) กับประเทศอื่น ๆ ให้มากขึ้นเพื่อเป็นทางรอดให้กับสินค้าส่งออก ซึ่งไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงกับสหภาพยุโรป(EU) คาดว่าจะลงนามได้ในปีหน้า นั่นหมายความว่าไทยจะส่งออกไปยังEUได้มากขึ้น

ความเสี่ยงต่อการย้ายฐานการผลิต

-มีโอกาสที่ธุรกิจจะย้ายฐานการผลิตไปผลิตสินค้าที่เวียดนามผลิตได้เหมือนไทย เช่น การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพราะภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ถูกกว่า

-แต่ภาคธุรกิจจากบางประเทศ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึง Geopolitics ด้วย ซึ่งไทยมีท่าทีที่เป็นมิตรกับทุกฝ่ายทำให้ได้เปรียบในประเด็นนี้

-มีสินค้าหลายประเภทที่ผู้ผลิต ไม่ได้มุ่งตลาดสหรัฐฯ แต่เน้นส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอื่น และไทยสามารถผลิตได้ดี อย่างอุตสาหกรรม Bioproducts ในกลุ่มของอาหาร วิตามิน ingredients เครื่องสำอางค์

-ไทยยังพอมีหวังกับสินค้าที่ต้องการแรงงานทักษะสูง สินค้าที่ใช้ดีไซน์ ฝีมือ และความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งอาหารแปรรูป และอาหารเสริม

สหรัฐฯ อยากได้อะไร?

-รายงานประเมินข้อกีดกันทางการค้า โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุต้องการให้แต่ละประเทศ Fair trade กับสหรัฐฯ มากขึ้นโดยผ่านการลดภาษี เพิ่มโควตานำเข้า รวมถึงการปรับมาตรฐานสินค้านำเข้าสินค้าบางประเภทให้กับสินค้าจากสหรัฐ

-สหรัฐฯ มีความพยายามส่งออกเนื้อหมูและเครื่องในหมูมายังไทย แต่ติดมาตรฐาน “สารเร่งเนื้อแดง” ของไทย สหรัฐฯต้องการให้ไทยปรับมาตรฐานตัวนี้ลง

อย่าลืมเกมรับ สินค้านำเข้าทะลักเข้าประเทศ

-กำแพงภาษีของสหรัฐฯ ทำให้สินค้าของหลายประเทศที่เคยส่งเข้าสหรัฐฯ ต้องหาช่องทางระบายสินค้า สินค้าบางประเภทที่ผู้บริโภคและธุรกิจในประเทศไทยมีความต้องการจะทะลักเข้าใทยมากขึ้น ธุรกิจไทยต้องตั้งรับการไหลเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศ โดยผู้ผลิตเหล็ก ปิโตรเคมี พลาสติก และสิ่งทอ ได้รับผลกระทบมากที่สุด

-ไทยคงไม่ขึ้นภาษีนำเข้า เพราะจะทำให้ไทยรับศึกหลายด้านจากภาษีตอบโต้จากประเทศอื่น

-ธุรกิจไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการนำเข้าชิ้นส่วน วัตถุดิบ และเครื่องจักร อุปกรณ์ที่ราคาถูกลงกว่าก่อนเพื่อนำไปต่อยอดในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและในภาคบริการ

ทางรอด-ข้อเสนอ

-ในระยะสั้น เปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯในสินค้าบางประเภทที่ไทยไม่ผลิตหรือผลิตไม่พอต่อความต้องการในประเทศ โดยการลดอัตราภาษีนำเข้าและเพิ่มโควตาการนำเข้าสินค้าเช่น ไวน์ ถั่วเหลือง ข้าวโพด

-ยึดประโยชน์ของผู้บริโภคในประเทศเป็นตัวตั้ง ขณะเดียวกันภาครัฐต้องช่วยภาคเกษตรกรและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ SME ไทย ที่ได้รับผลกระทบในการปรับตัวเพื่อให้แข่งขันได้ ซึ่งรวมการทำธุรกิจที่แตกต่างหรือต่อยอดจากเดิม

-หาโอกาสใหม่ๆที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์สงครามการค้าครั้งนี้ เช่น หาตลาดใหม่ (เช่น EU และตะวันออกกลาง) ทดแทนสินค้าบางประเภทของจีนในตลาดสหรัฐ ต่อยอดจากสินค้านำเข้าที่มีราคาถูกลง และหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่กับบริษัทต่างชาติที่กำลังลงทุนเพิ่มขึ้นในไทย

ขอบคุณเรื่องจาก

https://www.facebook.com/share/p/1AXG9dNN2f/

043…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...