โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

คุยกัน7วันหน : เบื้องลึก-เบื้องหลัง เหตุไฟป่ารุนแรงในยุโรป

แนวหน้า

เผยแพร่ 23 ก.ค. 2565 เวลา 17.00 น.

สถานการณ์คลื่นความร้อน หรือฮีตเวฟรุนแรง ในทวีปยุโรป ระลอกใหม่ของปีนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลอุณหภูมิเฉลี่ยในหลายประเทศพุ่งสูงทําสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้บางพื้นที่ทางตอนเหนือของยุโรปเริ่มมีอากาศร้อนลดลง โดยเฉพาะที่ประเทศอังกฤษเผชิญกับอุณหภูมิเฉลี่ยถึง 40.2 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก เกิดสถิติใหม่วันร้อนที่สุดในเยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม และยอดผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อนจัดทั่วยุโรปทะลุ 1,700 ราย ในจำนวนนี้กว่า 1,000 รายอยู่ในโปรตุเกสท่ามกลางการเกิดไฟป่าในหลายพื้นที่

องค์การอุตุนิยมวิทยา โลกหรือ ดับเบิลยูเอ็มโอ ระบุว่า สถานการณ์อากาศร้อนจัดจากฮีตเวฟ ที่กําลังเกิดขึ้นในทวีปยุโรปยังไม่จบและอาจทวีความรุนแรงขึ้นอีก โดยฮีตเวฟรุนแรงเช่นนี้จะเกิดขึ้นทุกปีและจะมีระดับอุณหภูมิมากขึ้น รวมถึงกินระยะเวลานานมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องมาจากปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือโลกร้อน โดยนายปีเตอร์รี ทาลาสผู้อํานวยการดับเบิลยูเอ็มโอ กล่าวว่าคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นแบบนี้จะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตามปกติในอนาคตและมนุษย์จะมีโอกาสได้พบกับฮีตเวฟที่รุนแรงยิ่งกว่านี้ด้วย

คลื่นความร้อนจัด ทำให้ความชื้นผิวดินลดลงมาก นำมาสู่การเกิดไฟป่ารุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาคซึ่งปีนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าปีที่ผ่านๆ มาและยังมีแนวโน้มที่จะเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ สร้างความเสียหายมากขึ้นและยากที่จะหยุดยั้งได้มากขึ้นนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สถานการณ์ไฟป่าในยุโรปจะย่ำแย่ลงอีก เว้นเสียแต่ว่าแต่ละประเทศจะมีมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน

นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมอธิบายว่า การที่ชาวยุโรปอพยพจากพื้นที่ชนบทเข้าสู่พื้นที่เมืองมากขึ้นเพื่อแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในช่วงราว 50 ปีที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ป่าแถบชนบทถูกทอดทิ้ง เมื่อพื้นที่ป่าไม้ที่เปราะบางเหล่านั้นถูกทิ้งร้างต้นไม้จำนวนมากยืนต้นตาย กลายเป็นซากไม้ ซ้ำเติมด้วยภัยแล้งและคลื่นร้อนที่รุนแรง ดังนั้น ประกายไฟเพียงจุดเดียวก็สามารถเผาผลาญทั้งป่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว

โจฮัน โกลแดมเมอร์ ผู้อำนวยการศูนย์จับตาอัคคีภัยโลกแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า นี่คือเหตุผลทำให้เกิดความเสี่ยงไฟป่ารุนแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในรอบ 2,000 ปีที่ผ่านมา

ความประมาทเลินเล่อ ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัคคีภัยปะทุรุนแรง อย่างในโปรตุเกส ซึ่งพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากไฟป่าในปี 2017 มากกว่า 100 คน เจ้าหน้าที่ระบุว่ามากกว่า 62% ของสาเหตุไฟป่าเกิดขึ้นจากกิจกรรมทางการเกษตรเช่น การเผาซังไม้ ที่ทำให้ไฟลุกลามเป็นวงกว้างในเวลาต่อมา

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้เพิ่มมิติที่น่ากลัวให้กับไฟป่า ที่คุกคามโลกใบนี้มากขึ้น ประโยคนี้ไม่เกินจริง อย่างน้อยก็ในพื้นที่ทางใต้ของยุโรป ที่พบว่า
มีสภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่ามากคือทั้ง อุณหภูมิสูง ความแห้งแล้งและลมแรง ซึ่งทำให้ไฟป่าช่วงฤดูร้อนกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ไปเสียแล้ว

สหภาพยุโรป เปิดเผยข้อมูลพบว่า เดือนนี้เป็นเดือนที่เผชิญกับไฟป่าที่เข้มข้นและรุนแรงมากที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา และความแล้งในภูมิภาคมีโอกาสจะรุนแรงกว่านี้อีก ซึ่งแถบเมดิเตอร์เรเนียน มีอากาศที่อุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกถึง 20% อีกทั้งพื้นที่ป่าในสหภาพยุโรปในปีนี้ ถูกเผามากกว่าปีที่ผ่านๆ มาถึง 3 เท่า โดยไฟป่าผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 2.8 ล้านไร่เทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนหน้านี้ที่ราว 680,000 ไร่ ระหว่างปี 2006-2021

และในปีนี้ ยุโรปเผชิญไฟป่าแล้วมากถึง 1,900 ครั้ง เทียบกับค่าเฉลี่ย 470 ครั้่งต่อปี ระหว่าง 2006-2021

ไฟป่าปีนี้ ต่างจากปีก่อนๆเนื่องจากความแห้งแล้งและคลื่นร้อนที่มีมากขึ้น ทำให้ยากที่จะรับมือกับไฟป่า ประกอบกับเงื่อนไขของสภาพอากาศ ทำให้ไฟลามอย่างรวดเร็ว และหากสภาพอากาศยิ่งเลวร้าย ไฟป่าก็จะยิ่งเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการเกิด “megafires” หรือ“มหาไฟป่า” ที่ยากจะหยุดยั้งได้

แล้วเราจะอยู่ร่วมกับไฟป่าที่มากขึ้นได้อย่างไร?

นักวิทยาศาสตร์ได้ขอให้ประชาชน “อย่าสูญสิ้นความหวัง” แม้ว่าภาพแห่งความน่ากลัวของกำแพงแห่งไฟจะยังหลอกหลอนเราอยู่ก็ตาม เรามีงานอีกมากที่จะต้องทำเพื่อปรับตัว เช่น การยุติการเผ่าไม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิส และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงเรื่องโลกร้อน อีกทั้งการจำเป็นต้องมีการทบทวนมาตรการการจัดการผืนป่า,การสรรสร้างโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการปลูกป่า ที่แม้จะไม่ได้เห็นผลในระยะเวลาอันใกล้ แต่นับเป็นแผนการระยะยาว ที่อย่างน้อย 50 ปีข้างหน้า พื้นฐานสำคัญเหล่านี้จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้

โดย ดาโน โทนาลี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...