โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ย้ำแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ต้องรักษาหลักการถ่วงดุล

Thai PBS

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

อดีตประธานแพทย์ชนบท ชี้ “อย่าให้การเมืองครอบงำบัตรทอง” เตือน! แก้ กฎหมายต้องไม่ทำลายสมดุล ผู้ซื้อ-ผู้ให้บริการ-ประชาชน แนะ ฟื้นระบบปฐมภูมิ ใช้กลไกเดิมแก้ขัดแย้ง ยันยังไม่ใช่เวลาผลักดันร่วมจ่าย

นพ.วชิระ บถพิบูลย์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพวง จ.นครราชสีมา และอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท (ปี 2543-2545) ผู้ร่วมขับเคลื่อนโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในช่วงเริ่มต้น เปิดเผยกับ The Active ยอมรับว่าแม้ระบบบัตรทองจะเผชิญความขัดแย้งมาตลอดกว่า 20 ปี แต่ยังคงยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง

นพ.วชิระ บถพิบูลย์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพวง จ.นครราชสีมา และอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท

โดยเตือนว่าการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบ “หลักการถ่วงดุล” ระหว่างผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และผู้ซื้อบริการ พร้อมเสนอให้ฟื้นความเข้มแข็งของระบบบริการปฐมภูมิ และใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่คลี่คลายปัญหาก่อนเดินหน้าแก้กฎหมาย

นพ.วชิระ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การถกเถียงร่างแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่า ในฐานะอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วง ปี 2543-2545 ตรงกับช่วงเริ่มต้นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยขณะนั้นได้ร่วมเป็นกรรมการและอนุกรรมการหลายชุด รวมทั้งช่วยสร้างความเข้าใจกับบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน ตั้งแต่การนำร่อง 8 จังหวัด ขยายเป็น 20 จังหวัด และครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2545

บัตรทองเกิดจากแนวคิด “Social Safety Net”

นพ.วชิระ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา ระบบหลักประกันสุขภาพมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญอุปสรรคและความเห็นต่างเป็นระยะ แต่หลักคิดตั้งต้นของผู้ผลักดันในขณะนั้น คือการสร้าง Social Safety Net หรือระบบหลักประกันทางสังคมด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย ทั่วถึง และเป็นธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือพื้นที่ห่างไกล

“หลักการสำคัญคือการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข นำเงินมารวมกันแล้วจัดสรรใหม่ ภายใต้การควบคุมไม่ให้เป็นภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว”

นพ.วชิระ บถพิบูลย์

โดยระบบงบประมาณแบบเหมาจ่ายรายหัวได้รับการปรับปรุงต่อเนื่อง ทั้งการคำนึงถึงโครงสร้างอายุ ภาระโรค และความจำเป็นด้านสุขภาพ แม้งบประมาณจะไม่ได้รับครบตามที่เสนอทุกปีเหมือนหน่วยงานรัฐอื่น แต่แนวโน้มงบรายหัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่กว่า 5,000 บาทต่อคน

เตือนอย่าทำลายหลักการ “ผู้ซื้อ-ผู้ให้บริการ” ต้องมีคนกลางถ่วงดุล

อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ย้ำว่า หัวใจของระบบหลักประกันสุขภาพไม่ได้อยู่แค่เรื่องงบประมาณ แต่คือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการถ่วงดุลระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ

พร้อมอธิบายว่า โดยธรรมชาติ ผู้ให้บริการและประชาชนมีข้อมูลไม่เท่าเทียมกัน จึงจำเป็นต้องมีองค์กรทำหน้าที่เป็น “ผู้ซื้อบริการ” หรือ Third Party เพื่อเจรจาต่อรองแทนประชาชน ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คล้ายระบบ NHS ของสหราชอาณาจักร

“ข้อควรระวังคือ อย่าละเลยหลักการถ่วงดุลนี้ เพราะหาก Third Party อ่อนแอลง ก็จะไม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างประชาชนกับผู้ให้บริการได้”

นพ.วชิระ บถพิบูลย์

ชี้ปัญหา 5-6 ปีหลัง เกิดจากการละเลยระบบปฐมภูมิ

นพ.วชิระ มองว่า จุดอ่อนสำคัญในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา คือการให้น้ำหนักกับการเข้าถึงบริการ “ทุกที่” มากกว่าการเสริมความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิ

เห็นว่า ระบบควรส่งเสริมให้ประชาชนเริ่มรับบริการที่หน่วยปฐมภูมิใกล้บ้าน เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตเมือง ซึ่งสามารถดูแลสุขภาพ สร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และคัดกรองผู้ป่วยก่อนส่งต่อโรงพยาบาล

“เมื่อประชาชนข้ามปฐมภูมิไปโรงพยาบาลโดยตรง โรงพยาบาลก็ต้องรับภาระหนักเกินไป”

นพ.วชิระ บถพิบูลย์

ทั้งนี้หน่วยปฐมภูมิเป็นบริการที่ประชาชนตรวจสอบคุณภาพได้ง่าย อยู่ใกล้ชุมชน และมีบทบาทสำคัญทั้งด้านการรักษาและควบคุมโรคระบาด

มองความสัมพันธ์ สธ.-สปสช. ดีขึ้นในยุคปัจจุบัน

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับ สปสช. ซึ่งถูกมองว่ามีความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน นพ.วชิระ ยอมรับว่าเคยมีการกระทบกระทั่งหลายช่วง แต่ปัจจุบันเห็นพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น

ชื่นชม นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่พยายามสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง สปสช. สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

“บริการสุขภาพเพียงอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องจัดการปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพควบคู่กัน”

นพ.วชิระ บถพิบูลย์

เสนอใช้กลไก 7×7 และ 5×5 ลดความขัดแย้ง

นพ.วชิระ ระบุด้วยว่า ในอดีตเคยมีกลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. เช่น คณะทำงาน “7×7” ในระดับส่วนกลาง และ “5×5” ในระดับเขตสุขภาพ ซึ่งช่วยหารือปัญหาร่วมกัน รวมถึงนำไปสู่การปรับระบบจัดสรรงบประมาณ เช่น การใช้ K-Factor เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล

นอกจากนี้ ยังมีกลไกคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และภาคธุรกิจร่วมกำหนดทิศทางสุขภาพในพื้นที่

โดยเห็นว่าหากใช้กลไกเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยลดความขัดแย้งได้ โดยไม่จำเป็นต้องเร่งแก้กฎหมายทันที

แก้ พ.ร.บ.ทำได้ แต่ต้องรับฟังทุกฝ่าย

นพ.วชิระ ยืนยันว่า การแก้ไขพระราชบัญญัติเป็นกลไกตามระบอบประชาธิปไตย สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น การพิจารณาในรัฐสภา และการทบทวนอย่างรอบด้าน ซึ่งใช้เวลาพอสมควร

“ระหว่างนี้ควรใช้กลไกที่มีอยู่ช่วยลดปัญหาไปก่อน เพราะสุดท้ายยังมีทางออกที่ประนีประนอมกันได้ หากมีการปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. ต้องระวังไม่ให้สัดส่วนเอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง จนเสียหลักการถ่วงดุลของระบบ”

นพ.วชิระ บถพิบูลย์

ไม่เห็นด้วยรีบร้อนผลักดัน “ร่วมจ่าย”

ในประเด็นการร่วมจ่าย (Co-payment) นพ.วชิระ กล่าวว่า แม้กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะประชาชนได้ร่วมจ่ายผ่านระบบภาษีอยู่แล้ว โดยเฉพาะภาษีทางอ้อมที่ทุกคนต้องเสียในชีวิตประจำวัน

ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ การเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอาจกระทบประชาชน จึงเห็นว่าควรรักษาชุดสิทธิประโยชน์เดิมไว้ และทบทวนการเพิ่มสิทธิประโยชน์เป็นรายปีตามความเหมาะสม มากกว่าลดสิทธิหรือเพิ่มภาระประชาชน

แนะ สปสช. สื่อสารให้ชัดเมื่อถูกตั้งคำถาม

สำหรับข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจ่ายชดเชย การออกสิทธิประโยชน์ใหม่ รวมถึงประเด็นวัคซีนและฮอร์โมนข้ามเพศ นพ.วชิระ เห็นว่า สปสช. ควรทบทวนบทบาทและสื่อสารต่อสาธารณะด้วยข้อมูล หลักฐาน และเหตุผลที่ชัดเจน

“ถ้าสังคมมีข้อสงสัย ก็ต้องทบทวน ชี้แจง และอธิบายให้เกิดความเข้าใจ”

นพ.วชิระ บถพิบูลย์

ฝากถึงทุกฝ่าย อย่าให้การเมืองครอบงำระบบ

นพ.วชิระ ฝากถึงทุกฝ่ายว่า ผู้บริหารหน่วยงานด้านสุขภาพต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ขณะที่ฝ่ายการเมืองควรรักษาระยะห่างที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดภาพของการแทรกแซงหรือครอบงำระบบ

“ความเห็นต่างสามารถหาจุดร่วมได้ หากทุกฝ่ายรับฟังกันด้วยเหตุผล ปราศจากอคติ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมย้ำว่า หลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพที่ควรรักษาไว้ คือการมีส่วนร่วม การถ่วงดุลอำนาจ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนควบคู่กับการดูแลผู้ให้บริการอย่างเป็นธรรม”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกาะยั่งยืนฯ | ตรงประเด็น | ( 17 ก.ค.69 )

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ถึงเวลาแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง? | ตรงประเด็น | ( 17 ก.ค.69 )

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สุขภาพ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...