โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

Thai PBS

อัพเดต 6 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

วันนี้ (20 พ.ค.2569) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 1.7% ชะลอลงจากปีก่อนที่ 2.4% จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรง และยาวนานกว่าคาด จนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ โดยส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก ตลอดจนกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ขณะที่ยังมีแรงส่งด้านบวกจากมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.4-0.8% ของจีดีพี

เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

โดยตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ดีกว่าคาด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งนำเข้าส่งออกสินค้า ซึ่งเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 0.7% สะท้อนแรงส่งที่ชัดเจนจากภาคการลงทุนและภาคการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนรวมที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น นำโดยการลงทุนหมวดยานพาหนะ รวมถึงการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เติบโตสูงถึง 11.7%

สอดคล้องกับการเร่งนำเข้าสินค้าหมวดคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงเดียวกัน ขณะที่ภาคการส่งออกก็ได้รับแรงหนุนสำคัญจากความต้องการในตลาดสหรัฐอเมริกา เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ในไตรมาสนี้ที่ขยายตัวถึง 41.9% โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นการส่งออกที่กระจุกตัวในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการยกเว้นมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว

เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี มองว่า ตัวเลขการส่งออกในปี 2569 จะเติบโตชะลอลงจากปีก่อนที่ 6.7% มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งตลอดครึ่งแรกของปี โดยได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุน Data Center ทั่วโลก ควบคู่กับการเร่งส่งออกสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ระลอกใหม่

อย่างไรก็ดี การเติบโตส่วนหนึ่งสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะทางผ่าน (Transshipment) และกำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากความเข้มงวดของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในการจัดระเบียบกับประเทศที่เกินดุลการค้าอย่างมีนัย รวมถึงการบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มข้น

ขณะเดียวกัน แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก จากผลกระทบของความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการส่งออกไทย โดยเฉพาะการค้ากับตลาดสำคัญอย่างตะวันออกกลาง ที่เผชิญข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์มากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อสินค้าหลัก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน ไฟเบอร์บอร์ด ข้าว อาหาร และผลิตภัณฑ์ไม้

เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

สำหรับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความหวังของเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา กลับส่งสัญญาณแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาท่องเที่ยวในไทยจะอยู่ที่ 32.0 ล้านคน หรือหดตัว 2.9% ซึ่งความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางบั่นทอนความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการเดินทาง ตลอดจนการปรับลดจำนวนเที่ยวบิน หรือเลี่ยงเส้นทางบินให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น

หากสงครามยืดเยื้อ 6 เดือน อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปถึง 2-3 ล้านคน จะส่งผลให้รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมากถึง 1.6-2.1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 10-14% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปีที่ผ่านมา

เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

ทั้งนี้คาดว่า ราคาน้ำมันดิบพุ่งสวนทางโมเมนตัมการส่งออกและการท่องเที่ยว ฉุดตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นําเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 5.3% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย กดดันดุลการค้าผ่านราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก หากราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.7% ของจีดีพี

หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ และกดดันราคาน้ำมันดิบให้ค้างสูงยาวนานกว่าที่ประเมินไว้ ประกอบกับดุลบริการที่มีแนวโน้มลดลง จากรายรับของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอลง และยังไม่ฟื้นกลับไปเท่าช่วงก่อนวิกฤต จึงอาจส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้เสี่ยงกลับมาขาดดุลอีกครั้งในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่อาจส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงได้ในระยะยาว

เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี วิเคราะห์ต่อว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อถึงไตรมาส 3 แต่ราคาพลังงานโลกตลอดช่วงที่เหลือของปีจะยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับก่อนวิกฤต โดยได้ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อไทยปี 2569 เป็น 3.7% โดยเป็นผลจากราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้าง ตามทิศทางราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงและมีแนวโน้มค้างสูงยาวนาน

ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ มีแนวโน้มสูงกว่าในอดีต จากการทยอยลอยตัวราคาตามราคาพลังงานในตลาดโลกเพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตลอดจนความเสี่ยงจากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อราคาสินค้าเกษตร ก็เป็นปัจจัยกดดันให้เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูง ที่จะเร่งขึ้นอย่างมีนัย

เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

อย่างไรก็ตามศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผ่านพ้นจุดวิกฤตไปแล้ว แต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังค้างสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต โดยในกรณีฐาน (Base Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปราว 6 เดือนนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากความขัดแย้ง คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปี 2569 โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงตลอดไตรมาส 2 และ 3 ก่อนจะทยอยปรับตัวลดลงบ้างในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤต ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.7% ในปี 2569

สำหรับในกรณีที่แย่กว่า (Worse Case) หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป 6-12 เดือน คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะทยอยปรับลดลงในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 6.6% และทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Stagflation เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยจากเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี มองว่า 3 ปรากฎการณ์เชิง นโยบายที่ต้องจับตาในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยปรากฎการณ์แรก ความไม่แน่นอนจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ จะกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง (US Tariff and Trade Policy Uncertainty) โดยสหรัฐฯ ภายใต้การทำงานของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เร่งกระบวนการสอบสวนทางการค้าตามมาตรา 301 เกี่ยวกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในการผลิตภาคอุตสาหกรรม

เพื่อให้สามารถบังคับใช้ภาษีศุลกากรใหม่ได้ทันก่อนที่การเรียกเก็บภาษีนำเข้าศุลกากรจากประเทศผู้ค้าทั่วโลก (Global Tariff) ในอัตรา 10% ตามมาตรา 122 จะสิ้นสุดการบังคับใช้เร็วกว่าคาด โดยเดิมมาตรา 122 จะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 เนื่องจากศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (CIT) วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และให้ระงับการบังคับใช้มาตรการภาษี Global Tariff)

ส่วนกระบวนการสอบสวนการค้าตามมาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจรวมถึงไทย เกี่ยวกับประเด็นเรื่องอุปทานส่วนเกินเชิงโครงสร้างและการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มความเสี่ยงแก่ภาคการผลิต และส่งออกของไทยมากขึ้น เนื่องจากการสอบสวนรอบนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การต่อต้านการทุ่มตลาดแบบ รายสินค้า หรือ Anti-dumping แต่เป็นการมุ่งเป้าในระดับ นโยบายของประเทศซึ่งสหรัฐฯ มองว่าอาจเข้าข่ายบิดเบือนกลไกตลาด เช่น การอุดหนุนการผลิต การกดค่าจ้าง หรือ การให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น

ปรากฎการณ์ที่สอง นโยบายการเงินคาดว่าจะยังมีทิศทางผ่อนคลายต่อไป แม้ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้นอย่างมีนัย (Monetary Policy Dilemma) ทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก Stagflation สูงขึ้นอย่างมีนัย แต่วิกฤตพลังงานรอบนี้กลับเพิ่มความเสี่ยงของการเร่งขึ้นของเงินเฟ้อ แตกต่างจากวิกฤตพลังงาน จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2564

เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมานาน และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวต่ำกว่ากรอบล่างเป้าหมาย และ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอตัว ส่งผลทำให้ความกังวลต่อความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นต่อเนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น (Demand-pull Inflation) มีน้อยกว่าในช่วงปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงการเปิดเมืองและเศรษฐกิจฟื้นหลังผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาด

ปรากฎการณ์ที่สาม ความท้าทายระหว่างความจำเป็นในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น กับการรักษาเสถียรภาพการคลังระยะยาว (Fiscal Policy Trade-off) จากข้อจำกัดด้านภาระทางการคลังของไทย เนื่องจากไทยขาดดุลการคลังมานานตลอดหลายสิบปี และมีแนวโน้มขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นในระยะหลัง จากการจัดเก็บรายได้รัฐลดลง

สวนทางกับข้อจำกัดในการปรับลดงบประมาณด้านรายจ่าย โดยหนี้สาธารณะของไทย เดือน มี.ค.2569 อยู่ที่ 66.4% ของจีดีพี ทำให้เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ความเสี่ยงที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะทะลุเพดานเร็วกว่าที่ประเมินไว้ย่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ประเมินว่า การกู้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจอีก 4 แสนล้านบาท จะยังไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเกินกรอบเพดาน 70% ต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2569-2570 หากบริหารจัดการภาระหนี้อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบเสถียรภาพการคลังในระยะยาว เนื่องจากรัฐบาลกำลังพิจารณากลไกการดึงงบประมาณปี 2569 ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวจะแบ่งออกเป็นมาตรการระยะสั้น เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบในกรอบระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย. 2569) และมาตรการระยะปานกลาง-ยาว เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) ซึ่ง ttb analytics ประเมินว่า เม็ดเงินจากภาครัฐจะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจในปี 2569 ได้ราว 0.4-0.8% ของจีดีพี

อ่านข่าว:

หวั่นตกขบวน ไทยเร่งเจรจา FTA หลัง EU เดินสายปิดดีลทั่วโลก

Crafts Bangkok “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ต่อยอดหัตถกรรมไทยสู่ตลาดโลก

รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม.ยกเลิก “ฟรีวีซา 60 วัน” กลับไปใช้เกณฑ์เดิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

UHosNet ร่วมหารหนี้ 235 ล้าน แทนระบบ Point System “ปม OP Refer กทม.” ถาม สปสช.เอาด้วยไหม ?

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คลิปอ้าง “นักรบฮิซบอลลาห์” ถล่มทหารของอิสราเอลในเลบานอน แท้จริงเป็นคลิปตาลีบันถล่มทหารปากีสถานปี 2022

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คนระนอง ถามซ้ำ คุ้มจริงหรือ ? ทรัพยากรแลก แลนด์บริดจ์ (20 พ.ค.69) I ตรงประเด็น

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประกาศ สธ. "คองโก-ยูกันดา" เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย "ไวรัสอีโบลา"

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ธุรกิจ-เศรษฐกิจ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...