โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อาหารสำเร็จรูปโอดกระทบหนักต้นทุนพุ่งเงินบาทผันผวน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
ปัญหาต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่งโลจิสติกส์และค่าเงินบาทผันผวน ส่งผลกระทบผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปแม้จะขายของได้แต่ต้นทุนพุ่งขึ้น 10-30%

สำหรับผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน และผู้ประกอบการที่เห็นชัดทางกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่ส่งสัญญาณว่าไตรมาส 2 เริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่กดดันราคานํ้ามัน ค่าขนส่งเรือ แพ็กเกจจิ้ง และวัตถุดิบเกษตรขยับขึ้น โดยนายองอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA) ระบุว่า ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นทันทีของสงครามตะวันออกกลาง คือ “พลังงาน” และตามมาด้วย “โลจิสติกส์” ซึ่งไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลนสินค้า แต่เป็นต้นทุนที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว บางรายการเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ขณะที่ค่าเงินบาทยังผันผวน ทำให้ผู้ส่งออกต้องรับความเสี่ยงพร้อมกันหลายด้าน

นอกจากนี้ต้นทุนพลังงานยังส่งผลต่อการขนส่งทุกประเภทไม่เฉพาะสินค้าสำเร็จรูป แต่รวมถึงวัตถุดิบที่ต้องขนจากต้นทาง เช่น ผลพลอยได้จากน้ำตาล ถ่านหิน หรือวัตถุดิบที่ใช้ในโรงงาน แม้ราคาสินค้าบางตัวอาจยังไม่ได้ขึ้นโดยตรง แต่ค่าขนส่งจากโรงงานต้นทางถึงโรงงานผู้ผลิตอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งผู้ประกอบการเริ่มจับตาความเสี่ยงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายนเป็นต้นไป โดยเฉพาะแพ็กเกจจิ้งที่เกี่ยวข้องกับเม็ดพลาสติก กล่อง กระป๋อง และวัสดุบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและสินค้าเกษตรส่งออก

แม้สถานการณ์สงครามจะยุติลงในระยะสั้น แต่ผลกระทบด้านต้นทุนจะไม่หายไปทันที เพราะต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วอาจลากยาวอีก 3-6 เดือน ทั้งจากสต๊อกวัตถุดิบเดิม ค่าขนส่งที่ยังสูง และต้นทุนแพ็กเกจจิ้งที่ทยอยปรับขึ้นตามรอบสัญญา

นายองอาจย้ำว่า ปัญหาไม่ใช่ว่าลูกค้าหายไปหรือความต้องการสินค้าไม่ได้ชะงัก แต่ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างการค้า ธุรกิจอาหารส่งออกส่วนใหญ่ไม่ได้ขายแบบสปอต แต่ทำสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ ห้างค้าปลีก หรือผู้นำเข้าในต่างประเทศล่วงหน้าเป็นปี หากปิดดีลตั้งแต่ต้นปีเมื่อต้นทุนปรับขึ้นภายหลังจึงไม่สามารถบวกกลับไปยังลูกค้าได้ทั้งหมด ผู้ประกอบการบางรายสามารถเจรจาขอปรับราคากับลูกค้าที่เข้าใจสถานการณ์ได้บางส่วน แต่หลายรายต้องรับภาระต้นทุนไว้เอง เพราะสัญญาระบุราคาไว้แล้ว

ดังนั้นภาพรวมธุรกิจอาหารในช่วงต้นปีถึงปัจจุบันจึงเกิดภาวะย้อนแย้ง คือ รายได้เพิ่ม ความต้องการตลาดเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนสูงขึ้น 10-30% ทำให้กำไรลดลง และหลายบริษัทต้องประคับประคอง

มาร์จิ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีต้นทุนโลจิสติกส์และแพ็กเกจจิ้งสูง และจากนี้ก็ยังต้องติดตามปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อม ปัญหาภัยแล้งที่จะมีผลกระทบด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้สมาคมต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ 7 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท 2. หนุนเทคโนโลยีลดต้นทุน 3. พิจารณาภาษีนำเข้าสหรัฐอย่างมีเงื่อนไข 4. ขยายตลาดใหม่ ลดพึ่งพาอเมริกา 5. เร่งเจรจา FTA ใหม่ 6. สร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยในระดับโลก 7. จัดทำข้อมูล Local Content เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ

ขณะที่นายพงษ์ดนัย หวังธำรงศ์วิทย์ อุปนายกและประธานกลุ่มผู้ผลิตปลาทูน่าและอาหารทะเล มองว่าไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบเต็มจากสงครามและราคาพลังงาน โดยต้นทุนหลักของการจับปลาคือ “น้ำมันเรือ” ขณะที่โรงงานในไทยส่วนใหญ่ต้องนำเข้าวัตถุดิบทูน่าจากมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอยู่ไกล เมื่อน้ำมันเรือแพงขึ้นต้นทุนจับปลาและค่าขนส่งวัตถุดิบเข้าประเทศไทยจึงเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

ทางผู้ประกอบการจึงฝากข้อเสนอถึงรัฐบาล 3 ประการสำคัญ ข้อแรก รัฐบาลต้องช่วยลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อย่างเร่งด่วน แม้อาจต้องใช้มาตรการอุดหนุนเฉพาะช่วงเวลา เพราะต้นทุนพลังงานกระทบทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจและซัพพลายเชนประเทศ

ข้อที่สอง รัฐบาลต้องสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าให้เอื้อต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการหาตลาดใหม่ การเจรจาเอฟทีเอ และการต่อรองกับต่างประเทศในลักษณะที่ “ได้ไป-ได้มา” ไม่ใช่ปล่อยให้ไทยเป็นฝ่ายรับเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว เพราะไทยมีศักยภาพสูงในสินค้าเกษตรและอาหาร

ข้อที่สาม รัฐบาลต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารไทยในฐานะ “ฟู้ดซีเคียวริตี้” ของโลก เพราะหลายประเทศเริ่มพูดถึงการกักตุนอาหาร จากเดิม 3 ปีเป็น 5 ปี ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการจึงไม่ใช่การขอความช่วยเหลือแบบให้เปล่า แต่เป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ มีความโดดเด่น และสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารที่ไทยเป็นผู้นำโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...