โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา KTC หลัง “กองทุน” ช้อนซื้อบิ๊กล็อต อนาคตเป็นอย่างไรต่อ?

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 12.23 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 13.15 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

เชื่อว่าทุกสายตาต่างจับจ้องไปยัง บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC หลังเกิดปรากฏการณ์ราคาหุ้นในช่วงวันที่ 23-24 มิถุนายน 2568 ที่ปรับตัวลงถึงราคาฟลอร์ติดต่อกัน 2 วันติด จากราคาปิดที่ 34.75 บาท ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2568 ก่อนจะลดลงมาปิดที่ 25 บาทในวันที่ 24 มิถุนายน 2568 เทียบเท่าการปรับตัวลดลงประมาณ 28%

โดยสาเหตุสำคัญที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ คือการนำหุ้นจำนวนมากถึง 420,204,381 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 16.30% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วของผู้ถือหุ้นรายใหญ่หนึ่งราย ไปวางเป็นหลักประกันบัญชีมาร์จิ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงขายแบบฟอร์ซเซล (Forced Sell) ออกมา

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ราคาหุ้น KTC สามารถฟื้นตัวอย่างร้อนแรง ปิดที่ระดับ 26.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 6% ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 25,055.99 ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าการซื้อขายรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีมูลค่าซื้อขายรวม 62,662 ล้านบาท โดยราคาหุ้นเคลื่อนไหวในช่วงต่ำสุดที่ 21.80 บาท และสูงสุดที่ 27.00 บาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ 2 วัน ราคาหุ้นปิดตลาดที่ระดับฟลอร์ หรือ -15% ตามมาตรการชั่วคราวของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ขณะเดียวกัน รายงานพบรายการบิ๊กล็อตหุ้น KTC จำนวน 14 รายการ รวมปริมาณกว่า 129.20 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 2,672.84 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 20.69 บาทต่อหุ้น ซึ่งสอดคล้องกับข่าวที่รายงานก่อนหน้านี้ว่า มี “กองทุน” ขนาดใหญ่เข้ามารับซื้อหุ้น KTC หลังราคาหุ้นปรับลดลงต่อเนื่องจนพื้นฐานหุ้นมีความน่าสนใจและคุ้มค่าต่อการลงทุน

แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งเปิดเผยว่า หุ้น KTC ที่ถูกบังคับขาย (Forced Sell) น่าจะถูกขายหมดแล้ว โดยจำนวนหุ้นที่ใช้วางบัญชีมาร์จิ้นมีประมาณ 420.20 ล้านหุ้น ขณะที่ในวันดังกล่าวมีการซื้อขายหุ้น KTC กว่า 942.40 ล้านหุ้น

ขณะที่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 25.50 บาท ลบไป 1.00 บาท หรือ 3.77% โดยมีปริมาณหุ้น 187 ล้านหุ้น ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4,963.36 ล้านบาท

ดังนั้น จำเป็นต้องติดตามว่าการทำรายการบิ๊กล็อตดังกล่าวได้รับการแจ้งผ่านสำนักงาน ก.ล.ต. ว่ากองทุนใดเข้ามารับซื้อบ้าง? ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญที่เปิดโอกาสให้กองทุนอื่นๆ เข้ามาถือหุ้น KTC เพิ่มขึ้น ในระยะถัดไปในอนาคต หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีนักลงทุนรายใหญ่รายหนึ่งถือหุ้น KTC เป็นจำนวนมากถึง 1 ใน 3 ของหุ้นทั้งหมด และใช้บัญชีมาร์จิ้นควบคุมหุ้นดังกล่าวมายาวนานกว่า 10 ปี

ทั้งนี้ หากดูข้อมูลภาพรวมผู้ถือหุ้นรายใหญ่จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ วันที่ 18 เมษายน 2568 พบว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับหนึ่งคือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) ที่ถือหุ้นจำนวน 1,270,908,500 หุ้น คิดเป็น 49.29% อันดับสอง นายมงคล ประกิตชัยวัฒนา ถือหุ้นจำนวน 327,466,600 หุ้น สัดส่วน 12.0% และอันดับสาม นางสาวฉันทนา จิรัฐิติภัทร์ ถือหุ้นจำนวน 127,563,900 หุ้น สัดส่วน 4.95% ส่วนที่เหลือดูจากข้อมูลประกอบด้านล่าง

ด้วยโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มีเจ้ามือหลักควบคุมหุ้นจำนวนมากนี้ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาไม่มีผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามาถือหุ้นมากนัก รวมถึงกองทุนต่างๆ ก็รับทราบสถานการณ์ดังกล่าว โดยมีเพียง “กองทุนวายุภักษ์” เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนเพียง 0.57% หรือ 14,779,600 หุ้น

ดังนั้น เมื่อมีการปล่อยขายหุ้นออกมาให้กระจายสู่กลุ่มกองทุนขนาดใหญ่มากขึ้น เชื่อว่ากองทุนอื่นๆ จะทยอยเข้ามาถือหุ้น KTC อย่างต่อเนื่องในอนคต?

นอกจากนี้ นางพิทยา วรปัญญาสกุล กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC ได้แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงกรณีราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ถึงปัจจุบัน (25 มิถุนายน 2568) ว่า แม้การปรับตัวของราคาหุ้นจะเป็นผลจากปัจจัยภายนอกและกลไกการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ได้รับการสอบถามอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการดำเนินงาน จึงขอแจ้งให้ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียได้รับข้อมูลอย่างเท่าเทียมกันว่า ปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง ไม่มีเหตุการณ์สำคัญใดที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทฯ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานด้วยความโปร่งใส และหากมีข้อมูลที่มีสาระสำคัญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ บริษัทฯ จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างถูกต้อง ทันเวลา และเท่าเทียม

สำหรับแผนธุรกิจปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อรวมที่ 4-5% พร้อมควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2% และยังเดินหน้าพัฒนาระบบเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดเพื่อเพิ่มเสถียรภาพ โดยระบบดังกล่าวจะเริ่มใช้งานตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เป็นต้นไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...