The Power of Break: พักเบรกสักนิด เพิ่มพลังคิดได้มากขึ้น
เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยของการทำงานที่อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงวัยแห่งความท้าทาย ทั้งจากภาระหน้าที่ในแต่ละวัน การเฝ้ารอเวลาเลิกงานเพื่อให้ได้ลุกจากเก้าอี้ตัวเดิม ไปจนถึงการต้องรับมือกับการเดินทางและสภาพอากาศที่ไม่อาจควบคุมได้ ไม่เพียงแค่นั้น แต่วัยทำงานยังนับเป็นช่วงชีวิตส่วนใหญ่ของมนุษย์ เพราะในแต่ละสัปดาห์ เราทำงานกันถึง 5-6 วัน จะดีกว่าไหม ถ้าระหว่างวันทำงาน จะมีเวลาพักเบรกสั้น ๆ สัก 10-20 นาที เพื่อผ่อนคลายจากความเครียดและให้สมองได้รีเซ็ทตัวเอง “คิด” ชวนเจาะลึกถึงความสำคัญของการพักเบรกระหว่างการทำงาน ที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังเปลี่ยนวันที่แสนจะหนักให้กลายเป็นเบา
(Glenn Diaz / Unsplash)
เบรกมาพัก เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า
หลายคนอาจยังเชื่อว่าการทำงานแบบไม่มีหยุดพัก คือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จในการเร่งให้งานเสร็จเร็วขึ้น เช่น การฝืนทนกับความเหนื่อย นั่งจดจ่ออยู่กับหน้าจอทั้งวันเพื่อให้ถึงเป้าหมายโดยเร็ว แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เพราะการหักโหมทำงานโดยไม่หยุดพัก ไม่เพียงไม่ได้ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ซ้ำร้ายยังส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมอีกด้วย จากการสำรวจของ Aflac พบว่า พนักงานมากกว่า 59% รู้สึกหมดไฟในการทำงาน และระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานในสหรัฐอเมริกาก็ลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด
การหยุดพักระหว่างวันจากการทำงานเพียงไม่กี่นาที อาจเป็นโอกาสที่ช่วยให้สมองที่อ่อนล้าได้รีเซ็ตตัวเองอีกครั้ง โดยตามหลักวิทยาศาสตร์ การพักเบรกเป็นระยะ ๆ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยจำนวนมากกล่าวว่า สมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้จดจ่อหรือมีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน The Wellbeing Thesis หรือทฤษฎีความเป็นอยู่ที่ดีระบุว่า การพักสั้น ๆ ระหว่างวัน ช่วยเสริมทั้งสุขภาวะทางกายและใจ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความเครียด และยังเพิ่มระดับพลังงานที่ส่งผลให้สุขภาพดีขึ้นในระยะยาว พร้อมกับสร้างกิจวัตรในการทำงานที่ดีอย่างยั่งยืนมากขึ้นอีกด้วย
เหตุผลที่การพักเบรกสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ ก็เป็นเพราะจิตใจของเราใน 2 โหมดหลัก ได้แก่ โหมดจดจ่อ (Focused) และโหมดกระจาย (Diffused) โดยในช่วงที่ต้องใช้สมาธิจดจ่อกับงานหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณตัวเลข เขียนรายงาน หรือแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน เราจะอยู่ในโหมดจดจ่อ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว เราจะสามารถจดจ่อกับงานได้เพียง 25-30 นาที ก่อนที่ทรัพยากรทางจิตใจและสมาธิของเราจะเริ่มหมดลง
เมื่อเราหยุดพัก สมองของเราจะสลับไปสู่โหมดกระจาย ซึ่งเป็นสถานะที่ผ่อนคลายและเปิดรับความคิดใหม่ที่เป็นอิสระมากขึ้นเข้ามาแทนที่ โหมดนี้เองที่จะทำให้เรามีความคิดดี ๆ ผุดขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ ทั้งยังเป็นการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มรีเฟรชให้กลับมาจดจ่อกับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
(z ww / Unsplash)
ประโยชน์จากการพักเบรกระหว่างทำงาน
- ในทางจิตวิทยาระบุว่า การพักเบรกจะช่วยจัดการอุปสรรคทั่วไปในการทำงานที่เรียกว่าภาระทางจิตใจจากงานที่ยังไม่สำเร็จลุล่วง ซึ่งจะทำให้เราเสียสมาธิระหว่างวันในการทำงานได้ การได้พักเบรกสักนิดเพื่อจัดระเบียบความคิดที่ยุ่งวุ่นวาย ช่วยให้เรากลับมาทำงานด้วยความแจ่มใสและสมองที่ปลอดโปร่ง นอกจากนี้ การพักเบรกยังเปรียบเหมือนการได้ตั้งหลักใหม่ ลดความเครียด ช่วยให้มองเห็นภาพรวมได้ดีขึ้น และกลับมาโฟกัสกับงานได้อีกครั้ง
- การได้พักเบรกระหว่างการทำงานจะช่วยให้สมองของเราได้รีเซ็ตและประมวลผล จดจำข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เช่น เราอาจคิดไอเดียดี ๆ ออกขณะที่กำลังพักจากงานไปทำอย่างอื่นอยู่ นับเป็นการได้ปล่อยสมองให้โลดแล่นและค้นหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แทนที่จะบังคับตัวเองในการค้นหาคำตอบ
- ในด้านของความคิดสร้างสรรค์ ศาสตราจารย์คิมเบอร์ลี่ เอลสบัค (Kimberly Elsbach) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียร์ เดวิส กล่าวว่า “การทำงานหรือการคิดงานโดยไม่หยุดพัก อาจทำให้ความสามารถในการรับรู้และความคิดสร้างสรรค์ลดลง” การให้เวลาสมองได้พักและชาร์จพลังใหม่จะเป็นผลดีทั้งต่องานและสุขภาพของเรา เช่นเดียวกับนักกีฬาที่ให้ร่างกายได้พักหลังจากการแข่งขัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันครั้งต่อไป
- การพักเบรกยังช่วยส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพในระหว่างวันทำงาน เช่น การพักรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่มักถูกละเลย การจัดเวลาพักอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรืองีบหลับสั้น ๆ ซัก 20 นาที ก็สามารถช่วยเคลียร์พื้นที่ในสมองให้พร้อมรับข้อมูลใหม่ ๆ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นั่นเอง
How to พักเบรกอย่างไรให้ได้ผลดี
วิธีง่าย ๆ สำหรับการพักเบรกที่สามารถทำได้ง่ายเพียงไม่กี่นาที แต่กลับทำให้สมองปลอดโปร่งและพร้อมกลับมาทำงานต่ออย่างมีประสิทธิภาพ
- ทำสมาธิ การทำสมาธิและฝึกสติเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งและลดความเครียดได้ แอปพลิเคชันอย่าง Headspace ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตในชีวิตประจำวัน จะช่วยเป็นเครื่องมือช่วยสำหรับผู้ที่ต้องการรีเซ็ตจิตใจอย่างรวดเร็ว
- เดินเล่นให้เย็นใจ การเดินโดยเฉพาะการเดินเล่นกลางแจ้งในช่วงเวลาพักเบรก จะช่วยให้อารมณ์ดีและเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน เพื่อพร้อมกลับไปทำงานด้วยมุมมองใหม่ ๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้นอีกด้วย
- งีบหลับสักนิด หากรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ การงีบหลับสั้น ๆ เพียง 10-20 นาที จะช่วยให้รู้สึกสดชื่น ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้ให้ดียิ่งขึ้น
- พักผ่อนอย่างสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์ระหว่างพักเบรกที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น การใช้เวลาไปกับงานอดิเรกอย่างการวาดรูป เล่นดนตรี กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้สมองได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน พร้อมกลับมาลุยกับงานที่ค้างเอาไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง
(Jud Mackrill / Unsplash)
การสร้างวัฒนธรรมการทำงานให้เป็นมิตรต่อการพักผ่อน
แม้เราจะรู้ดีว่า การได้พักเบรกระหว่างทำงานมีข้อดีอยู่มาก ทว่าอุปสรรคที่คนส่วนใหญ่มักประสบนั่นก็คือ วัฒนธรรมองค์กรและเทคโนโลยีที่ทำให้เรา “ทำงานได้ตลอดเวลา” จนกลายเป็นเรื่องปกติ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวเลือนรางลง ในบางอุตสาหกรรม การทำงานล่วงเวลากลายเป็นสัญลักษณ์ของความขยันและความสำเร็จ ขณะที่การหยุดพักกลับถูกมองว่าเป็นความไม่ทุ่มเท
การสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่สนับสนุนการพักผ่อน จึงต้องเริ่มจาก “ผู้นำ” ผู้จัดการหรือหัวหน้าคือผุ้กำหนดแบบอย่างสำคัญ หากให้คุณค่าและสร้างนโยบายที่ให้ความยืดหยุ่นกับการพักเบรก ก็จะส่งผลให้พนักงานรู้สึกว่าการพักผ่อนไม่ใช่เรื่องต้องกังวลหรือเป็นภาระต่อทีม นอกจากนี้ ยังช่วยให้พนักงานรู้สึกได้รับการดูแลในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในที่ทำงาน ส่งผลให้พวกเขาทุ่มเทให้กับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดยหลายบริษัทชั้นนำได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้และได้รับผลลัพธ์เชิงบวก เช่น
- Google ส่งเสริมการพักเบรกมาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับงีบหลับ ห้องออกกำลังกาย และพื้นที่กลางแจ้งเพื่อการผ่อนคลาย สะท้อนถึงความเข้าใจว่าการพักผ่อนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์
- Deloitte มี “ห้องสุขภาพ” สำหรับนั่งสมาธิ ยืดเส้นยืดสาย หรือใช้เวลาคลายเครียด พร้อมนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น เพื่อให้พนักงานจัดสรรเวลาทำงานและชีวิตส่วนตัวได้อย่างเหมาะสม
- Etsy นำแนวคิด “ความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม” มาปรับใช้ ทั้งในรูปแบบของคลาสโยคะ การฝึกสติ และกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานได้พักผ่อนอย่างแท้จริง และกลับมาทำงานด้วยแรงบันดาลใจใหม่
- Buffer ใช้วัฒนธรรม Remote-First ที่ให้พนักงานทำงานจากที่ใดก็ได้ พร้อมเปิดโอกาสให้พักเบรกตามต้องการโดยไม่จำกัดตารางเวลา ซึ่งเน้นความไว้วางใจและสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน
การผลักดันให้ “การพักผ่อน” กลายเป็นเรื่องปกติในที่ทำงาน ไม่เพียงช่วยให้พนักงานมีความสุข สุขภาพดี และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีพลัง สร้างสรรค์ และพร้อมจะเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
ที่มา : บทความ “The importance of regular breaks at work” โดย Louis Wellings
บทความ “A Guide to Taking Better Breaks at Work” โดย Kira Schabram และ Christopher M. Barnes
บทความ “How to Take Better Breaks at Work, According to Research” โดย Zhanna Lyubykh และ Duygu Biricik Gulseren}
บทความ “You Should Take More Breaks During Work. Here’s How to Make Time for Yourself.” โดย Kaitlyn Wells
บทความ “ช่วงพักเบรคในวันทำงาน สำคัญไฉน?” จาก peacepleasestudio.com