โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิญญูชนคนยุทธจักร “เราคือผู้กล้าหาญที่ยิ่งใหญ่...!”

สยามรัฐ

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“…ในวิถีหนึ่งของชีวิต เราอาจมีโอกาสเรียนรู้ จิตวิญญาณของการมีชีวิตอยู่ ด้วยท่วงท่าแห่งความเข้าใจอันยอกย้อน เหมือนดั่งกลไกและรสชาติอันสลับซับซ้อนของประพันธกรรม เป็น ’ยุทธจักรจำแลง’ ที่กั้นขวางอยู่ในสัจธรรมที่เป็นทั้งความจริงแท้..และเป็นเสมือนดั่งความเคลือบแคลงอันไม่รู้จบ นัยแห่งชีวิตตามครรลองดังกล่าวนี้..จึงกลายเป็นประหนึ่งความหมาย ที่ดำรงอยู่และดำเนินไป ..ท่ามกลางแบบแผนของการเป็น ’ผู้กล้า’ อันยิ่งใหญ่ด้วยตัวตนเหนือตัวตน..!

สิ่งต่างๆ อันบังเกิดขึ้นนี้..คือรากฐานแห่งความเป็นชีวิตของ ’วิญญูชนคนยุทธจักร’ ..ที่สร้างบทเรียนแห่งการเรียนรู้ในความทรงจำ ที่ฝังบทบาทอยู่กับใจ ผ่านรูปรอยของความเป็นนิรันดร์กาล..เช่นนั้น!

“ปกครองด้วยใจอันใสซื่อ

ชีพยึดถือวิถีที่ตรงมั่น

ก้านน้อยยืนยงคงกระพัน

สักวันคือเสาหลักปักแผ่นดิน…”

นี่คือสาระสำคัญ..ของความงดงามและความซาบซึ้ง ผ่านท่วงทำนองการเขียนสร้างสรรค์ของ “จอหงวนคะนอง” ที่ปรากฏในหนังสือ “วิญญูชนคนยุทธจักร” หนังสือที่สื่อสัมผัส..ทะลุถึงแก่นแห่งยุทธภพ “ทะลวงจอมยุทธ์บนหน้าประวัติศาสตร์” จาก 6 อมตะนิยายของ “กิมย้ง” ..แปดเทพอสูรมังกรฟ้า/มังกรหยก ภาค 1/มังกรหยก ภาค 2/ดาบมังกรหยก/กระบี่เย้ยยุทธจักร/อุ้ยเสี่ยวป้อ/

เหล่านี้..ล้วนคือนิยายกำลังภายในเรื่องเยี่ยมของเขา..เป็นชุมนุมที่ฉายแสงให้ถึงก๊กและชนชาติ ผ่านความสนุกสนานและความลึกซึ้งของความนัยแห่งการประพันธ์..ยิ่งถ้าใครได้เรียนรู้และล่วงรู้ถึงประวัติศาสตร์จีน ก็ยิ่งจะได้พบกับความบันเทิงและตื่นเต้น ราวกับได้พบ “ขุมทรัพย์ในประวัติศาสตร์” ที่ทั้งถูกเสกสรรค์และเจียระไนจนกลายเป็น มรดกอันล้ำค่าทางวรรณกรรม..!

“ประวัติศาสตร์จีน ล้วนบอกเล่าทั้งด้านต่ำช้า และความประเสริฐของบุคคลโดยเท่าเทียมกัน เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้พิจารณาด้วยตนเอง หาใช่พงศาวดารเลอะเทอะที่ป่าวประกาศความดีของผู้หนึ่ง แต่กลับมอบความบัดซบแก่ฝ่ายตรงข้าม!”

มีคำกล่าวประการหนึ่ง ที่เป็นดั่งภาษิตข้อคิดที่เตือนตนข้อสำคัญ ด้วยการระบุว่า.. “คนในยุทธจักร..มิอาจทำตามใจชอบ” จากยุคแรกเริ่มของยุทธจักร จนถึงยุคของนักเลง ภาษิตนี้ก็ยังอยู่ในความหมายที่ว่า..คนที่อยู่ในสังกัด ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม และก็เช่นกัน..คนอยู่ในยุทธจักร ก็ต้องเคารพหลักการของวงการนั้น

“ต่อให้โฉดชั่วเพียงใด เพียงอยู่ในกฎเกณฑ์ของวงการ ก็ไม่ถึงกับเป็นพรรคมารแล้ว..!”

คำถามสำคัญประการหนึ่งที่มักจะต้องถามไถ่กัน..ก็คือคำถามที่ว่า “บู๊ลิ้ม..อยู่ ณ แห่งหนใดเล่า?” คำตอบก็คือว่า..บู๊ลิ้มคือ ป่าแห่งการฟาดฟัน เป็นส่วนหนึ่งของยุทธจักร..คนในยุทธจักรเป็น “นักเลง” แต่นักเลงทุกคนหาใช่จอมยุทธ์ผู้มีฝีมือและคุณธรรมน้ำมิตร ในยุทธจักรมีสังกัดพรรคมากมาย แต่ไม่ใช่ทุกพรรคที่จะได้รับการยอมรับให้เข้ามาร่วมประลอง ในป่าแห่งการฟาดฟัน และภายหลังการประลอง ต้องมีการสถาปนา “เจ้าแห่งบู๊ลิ้ม” ไว้คอยกำกับดูแลความเป็นไปในวงการที่แสนจะ “เขี้ยวลากดิน” นี้..ดังนั้น..

“คนในบู๊ลิ้มจึงสมควรเป็นยอดฝีมือ สังกัดพรรคมีชื่อ และสมควรเป็นคนในบุคลิกของนิยายกำลังภายใน คนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เรียกว่า.. ’จอมยุทธ์’ …” ที่สำคัญ..จอมยุทธ์คือมนุษย์จำพวกใดกันแน่?

จอมยุทธ์..ประกอบด้วยคำสองคำ..คำหนึ่งหมายถึงการต่อสู้ (การสัปยุทธ์)..ส่วนอีกคำหนึ่งหมายถึง วีรชนในอุดมคติ (มีคุณธรรมน้ำมิตร)..ครั้นเมื่อรวมคำสองคำเข้าด้วยกันจะได้ความหมายใกล้เคียงกับ “จอมยุทธ์” อันหมายถึงผู้มีวิชาการต่อสู้ มีบุคลิกที่ห้าวหาญ มีคุณธรรม มีน้ำใจต่อมิตรสหาย..

แท้จริง..คำๆ นี้ใช่ว่าเพิ่งจะมีในนิยายกำลังภายใน และบุคคลเหล่านี้ ก็ใช่ว่าจะมีแต่ในโลกของจินตนาการ แต่พวกเขาคือมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่อยู่ในแผ่นดินจีนมานานหลายพันปี เป็นทั้งแม่แบบของผู้กล้า รวมทั้งเป็นตัวที่ร้ายกาจในสายตาของ “ปัญญาชน”!

“หานเฟยจื่อ” นักปรัชญาแห่งสำนัก “นิติธรรมนิยม” มองคนกล้าในยุทธจักรด้วยสายตาที่ชิงชังยิ่งนัก เขามองด้วยสายตาของนักปราชญ์ใหญ่..มองจากสายตาของขุนนางชั้นสูง.. เขาจัดวางเหล่าคนกล้าเหล่านี้ให้เป็นดั่ง “แมลงร้ายทั้งห้า” ..เป็นพวกกาฝากสังคมที่สร้างความเดือดร้อน..ซึ่งก็ประกอบด้วย พวกบัณฑิต พวกนักต่อรอง พวกนักเลงคนกล้า พวกกาฝากสังคม และพวกพ่อค้ากับนายช่าง.. ว่ากันว่า..ในสังคมเชิงอุดมคติเช่นนี้ กฎหมายและเจ้าผู้ปกครองที่โหดเหี้ยม ย่อมมองเห็นคนเหล่านี้เป็นคนที่ไร้ค่า..

“แต่ใครเล่าจะปฏิเสธได้ว่า..ในสังคมที่ดีขึ้น ’แมลงร้ายทั้งห้า’ ก็อาจเป็นแมลงที่มีคุณค่าได้เช่นกัน” ในทางตรงข้าม.. “ซือหม่าเซียน” นักประวัติศาสตร์แห่งสมัยราชวงศ์ฮั่นกลับยกย่อง “จอมยุทธ์” เหล่านี้ โดยระบุว่า “วีรชนคนกล้า” ย่อมเป็นคนรักษาสัจจะรักษาคำมั่นสัญญา ไม่เสียดายชีวิตในการปกป้องสิ่งที่ดีงามจากภยันตราย ที่เขาระบุเช่นนี้เนื่องเพราะ..ตัวเขาชอบคลุกคลีกับประชาชน พานพบผู้คนมากมาย ถ่อมตนรับฟังเรื่องราวของพวกเขา เพื่อนำมาบันทึกเป็นตำรา “ประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการ” เล่มแรกของจีน!

ที่น่าสนใจ..ก็คือ “กิมย้ง” ได้สอดแทรกอิทธิพลของพุทธศาสนาเอาไว้กับงานเขียนของเขาหลายเรื่อง อย่างเช่น “แปดเทพอสูรมังกรฟ้า” ซึ่งมีกลิ่นอายของความเป็นศาสนามากที่สุด.. ความเข้าใจของกิมย้งต่อพุทธศาสนามีขึ้น หลังจากที่เขาต้องสูญเสียลูกชายคนโตไป..ทำให้เขาบังเกิดความทุกข์ใจอย่างยิ่งจนถึงขนาดจะฆ่าตัวตาย..

ที่สุด..เขาเกิดความคิดที่จะศึกษาศาสนาเพื่อค้นหาความจริงของการเกิดการตาย และมาจบลงที่ศาสนาพุทธ ได้ศึกษาพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท จนเข้าใจความนัยอันลึกซึ้ง เป็นการวางรากฐานสำคัญทางความคิดและความเชื่อ กระทั่งได้อ่านพระสูตรสำคัญอีกหนึ่งเล่ม คือ “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” ซึ่งนำเขาให้ได้พบกับการถูกจริตอย่างยิ่ง เพราะมันเต็มไปด้วยพจนาอันลึกซึ้ง อุปมาอุปไมยอันแหลมคม โดยในพระสูตรนี้ บรรดาแปดเทพอสูรมังกรฟ้า ได้มีบทบาทอย่างมาก ต่างพากันเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อสดับพระสูตรนี้ และประกาศตนว่าจะปกป้องพระสูตร..!

จึงนับได้ว่า..เป็นเรื่องบังเอิญอย่างยิ่ง ที่พระสูตรซึ่งช่วยเยียวยาจิตใจกิมย้ง คือพระสูตรที่เป็นรากฐานแห่งนิยายที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา.. ”เพียงแต่เขาได้อ่านมัน หลังจากที่ได้เขียน แปดเทพอสูรมังกรฟ้าจบไปนานหลายปี และยังวางปากกาที่จะไม่เขียนนิยายอีกแล้ว”

ในเรื่อง “จอมยุทธ์ยิงอินทรี” หรือ “มังกรหยก ภาคแรก” มิใช่นิยายแห่งคุณธรรมน้ำมิตร หรือจริตแห่งวิญญูชนอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจเท่านั้น..แต่ยังเป็นเรื่องราวแห่งการรักถิ่นฐานบ้านเมือง ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ ที่ส่งผลต่อการสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศจีน และยังประกอบสร้างขึ้นด้วยสรรพวิชา ที่ถูกเขียนและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยกระบวนฝีมือการเขียนที่พิสดาร ไม่ต่างอะไรกับพงศาวดารที่มีชีวิต สารานุกรมที่มีบทสนทนา หรือนิยายที่มีลมหายใจของความเป็นจริง!!

ด้วยเหตุนี้.. “มังกรหยก” จึงมิได้ขับเคลื่อนด้วยตัวละครเท่านั้น แต่ยังเคลื่อนไหวไปด้วยครรลองประวัติศาสตร์ที่รายล้อมชีวิตอันน่าตื่นตาตื่นใจของ “วีรชนคนกล้า” ราชันผู้ต้อยต่ำ และนักฉวยโอกาสที่พลาดพลั้ง..

“ทั้งหมดล้วนต่างเป็นผู้สูงศักดิ์ แต่มีชีวิตอยู่บนครรลองที่ต่างกัน..คนหนึ่งเกิดแต่ดินแต่กลายเป็นดาว คนหนึ่งเกิดจากดาวแต่ร่วงสู่ดิน และคนหนึ่งเป็นทั้งดินและดาวในห้วงหาวอันเดียวกัน..!”

“มังกรหยก ภาคแรก” ตัวเอกทั้งสอง “ก๊วยเจ๋ง” และ “อึ้งย้ง” ต่างเป็นผู้เยาว์ ที่ถึงแม้ต่างจะมีจิตใจที่รักชาติ แต่ก็มีหัวใจที่แสวงหารักต่อกัน ต่างใช้ชีวิตเสรีตามใจชอบไร้กรอบจำกัด.. แต่พอมาถึง “ภาคที่สอง” แม้แต่อึ้งย้งที่มีท่าทีเสรีและโอนอ่อนผ่อนตามมาโดยตลอด ก็กลับมีท่าทีแข็งกร้าวและขู่เข็ญมากขึ้น ..อาจเนื่องเพราะ เมื่อกาลเวลาผ่านไป คนที่มีจิตใจเสรีไม่ยึดกรอบ เคยเป็นผู้เยาว์ที่แสวงหาความไร้ขอบเขต ก็กลับกลายมาอยู่ในขอบเขต เคร่งครัดในจริยา และกลายเป็นคนหัวอนุรักษนิยม..

“เพราะมนุษย์เรามีพัฒนาการไม่หยุดหย่อน แม้มีหลักการ แต่หลักการนั้นเป็นหลักการกว้างๆ เช่นมีความรักในแผ่นดินถิ่นเกิด มีความกตัญญู มีใจรักมนุษยธรรม..แต่ ’หลักรองๆ’ นั้น มักแปรเปลี่ยนเสมอ อย่างอึ้งย้งซึ่งไม่ติดกรอบในภาคแรก แต่พอนางมีลูกและเป็นผู้ใหญ่ในภาคที่สอง..นางก็ติดกรอบไปโดยปริยาย..!”

นวนิยายเรื่อง “ดาบมังกรหยก” กิมย้ง..ได้นำเอาประวัติศาสตร์ช่วงปลายของราชวงศ์หยวนมาเป็นพื้นฐานของเรื่องราว..! บริบทของยุคสมัยนี้คือ ฮ่องเต้โฉดเขลา..มองโกลไม่หยุดความเหี้ยมโหด สภาวการณ์โดยรวมอ่อนแอ เพราะไปนับถือศาสนาลี้ลับ “ชาวฮั่น” หมดความอดทนจึงลุกฮือขึ้นต่อต้านมองโกลครั้งใหญ่..

กิมย้ง..ได้ผูกเรื่องราวของเขากับประวัติศาสตร์ส่วนนี้อย่างไร้รอยต่อ ร้อยเรียงเรื่องราวจากมังกรหยกสองภาคแรก ให้เข้ากับภาคนี้ดั่ง “ภูษิตฟ้าไร้ตะเข็บ” ว่ากันว่า “ดาบมังกร” มีไว้เพื่อใช้ฆ่ามังกรจริงๆ มังกรในที่นี้..คือ “เจ้าแผ่นดินที่ทรยศต่อมหาชน เป็นทรราชที่ไร้ปัญญา เมื่อ ’ยอดยุทธ์’ ผู้ปราดเปรื่องเรืองวิชาได้ครอบครองดาบนี้.. “ก็จงไปฆ่ามังกร ปราบทุกข์เข็ญให้มวลประชาเสีย”…”

มาถึงนิยายเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” นิยายเพียงเรื่องเดียวที่กิมย้งไม่ได้อิงเข้ากับประวัติศาสตร์ทั้งเหตุการณ์และตัวบุคคล ซึ่งก็แปลกไปจากแนวทางการสร้างสรรค์ที่เคยเป็นมายาวนาน แต่ก็ยังมีนัยที่ลี้ลับซับซ้อน เป็นที่ถกเถียงกันมายาวนาน เกิดการตีความกันอย่างตลบหน้าตลบหลัง.. ที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือว่า..นิยายเรื่องนี้เคยทำให้กิมย้งถูกหมายหัวเอาชีวิตจากผู้ไม่หวังดีมาแล้ว..!

..ความยอกย้อนของความดีชั่วที่ปรากฏในนิยายเรื่องนี้ มักถูกยกขึ้นมาเปรียบเทียบในคราที่บ้านเมืองแห่งโลกตกอยู่กับความเป็นกลียุค อย่างเช่น เมื่อตอนสงครามเวียดนามในช่วงทศวรรษ 60-70 นักการเมืองของเวียดนามมักจะเรียกขานนักการเมืองด้วยกันเองในทำนองหยามหมิ่นว่า “มือถือสากปากถือศีล” และไม่ผิดอะไรกับตัวละคร “งักปุ๊กคุ้ง” บ้าง ทะเยอทะยานไม่เลือกดีชั่วเหมือน “จ้อแน่เชี้ยง” บ้าง

“สองตัวละครนี้ ว่าโฉดชั่วสามานย์แล้ว แต่ในนิยายยังมีคนประเภทนี้อีกมาก..แม้จะไม่อิงประวัติศาสตร์ แต่ก็ใกล้เคียงกับสันดานมนุษย์จนน่ากลัว !!!”

เนื่องในวาระ “ตรุษจีน” ที่เพิ่งผ่านพ้นมาได้ไม่นาน และเนื่องใน “กาลโอกาส” ที่บ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราต้องตกอยู่ในเงื้อมเงาของนักการเมืองขี้ฉ้ออันโฉดชั่ว เหมือนเช่นในขณะนี้..

“วิญญูชน คนยุทธจักร” จักเป็นหนังสือแห่งกระจกเงา ที่จักส่องสะท้อน “ความจริงแห่งความจริง” แก่เรา ผ่านทั้งความรัก ความจริง ความไร้เดียงสา ความปลิ้นปล้อนลวงหลอก ความชั่วช้าโสมม กระทั่งความไร้ยางอายในกมลสันดานอันมืดดำ.. ทั้งหมดมีรายละเอียดแห่งสัจจะ ความเป็นธรรมยุทธ์ และอาการตัวอย่างของความต่ำช้าในก้นบึ้งแห่งกมลสันดานของผู้คน..

ผู้เขียนและเรียบเรียง “จอหงวนคะนอง” ให้รายละเอียดแห่งสาระของหนังสือผ่านทั้งกระบวนการทางประวัติศาสตร์ การปลูกสร้างยุทธภูมิแห่งความเป็นจริง กระทั่งการตีความในรายละเอียดแห่งเรื่องราวที่รุ่มร้อนน่าอดสู…!

ความเป็น “ปรัชญาพิจารณ์” ซ่อนอยู่ในทุกๆ บรรทัดของหนังสือ ซึ่งไม่ได้เกินเลยแต่อย่างใดเลย ที่จะกล่าวว่า..นี่คือ “ภาพสะท้อนของภาพสะท้อน” ความสับปะรังเคอย่างเหลือแสนของการเมืองและ “นักการเมือง” ของเรา ณ ยามนี้!

*กวีพเนจรผู้หนึ่งไถ่ถาม “สำหรับชีวิตของบุคคลหนึ่ง ท่านว่าสิ่งใดควรอัปยศที่สุด?”

บัณฑิตผู้โง่งมตำรากล่าวว่า.. “เป็นบุตร แต่มิได้คำนึงถึงกตัญญุตาธรรม กำเนิดบนแผ่นดิน กลับอกตัญญูต่อแผ่นดิน”

*จอหงวนบู๊ลุกขึ้นกล่าว..

”เป็นชายชาตรีแกร่งกล้ากว่าเหล็ก แต่ปราศจากปณิธานยิ่งใหญ่!!!”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...