ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง
วันนี้ (11 มิ.ย.2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน พ.ค. 2569 ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 เป็น 49.5 ต่ำสุดในรอบ รอบ 42 เดือน หรือ 3 ปีครึ่ง นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.2565
เนื่องจากผู้บริโภคกังวลปัญหาสงครามสหรัฐฯ -อิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และค่าครองชีพของประชาชน รวมทั้งผลการสำรวจครั้งนี้ มาตรการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่มีผลบังคับใช้
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย.2569 คาดว่าจะปรับดีขึ้น หลังจากรัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ก.ย.2569 คาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 50,000-60,000 ล้าน หากรวมกับวงเงินงบประมาณ 1.7 แสนล้านบาทของรัฐบาลแล้ว ก็จะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจราว 2- 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจได้ เพราะเงินไทยช่วยไทยพลัสส่วนใหญ่ จะไหลเข้าไปยังเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานราก เชื่อว่าช่วยประคองให้เอสเอ็มอีไม่ต้องปิดกิจการ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทย ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ยังมีการเติบโตแบบเคเชฟกระจายไม่ทั่วถึง เชื่อว่าหลังจากนี้จะเริ่มฟื้นตัวไปจนถึงสิ้นปี คาดว่าทั้งปีนี้จีดีพีจะโต 1.6-2% และมีโอกาสโตเกิน 2% ต้องรอดูผลบวกจากไทยช่วยไทยพลัส ว่าจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจได้แค่ไหน รวมไปถึงสถานการณ์สงครามว่าจะยืดเยื้อรุนแรงหรือไม่
ด้านนายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจ) ในเดือน พ.ค.2569 ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 42.2 เป็น 41.7
โดยเป็นการลดลง 3 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากภาคธุรกิจยังกังวลภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันขายดีเซลขายปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร จากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 40.70 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน พ.ค.2569, ต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจทุกรายการปรับลดลง ทั้งเศรษฐกิจ การบริโภค ลงทุน ท่องเที่ยว และค้าชายแดน
การจ้างงานปรับลดลงมากสุด ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจยังกังวลเรื่องการจ้างงาน เริ่มมีการชะลอการจ้างงาน และเริ่มการเลย์ออฟพนักงานแล้วในช่วงที่ผ่านมา จากปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน โดยเป็นการปลดพนักงานออก เพื่อประคองต้นทุนของธุรกิจให้อยู่ต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจขอให้ภาครัฐเร่งเข้ามาช่วยเหลือ โดยดำเนินการตามข้อเสนอดังนี้ หาแนวทางรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงาน โดยตรึงราคาดีเซลและก๊าซหุงต้มอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระต้นทุนภาคขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้า, เตรียมความพร้อมระบบชลประทานรองรับภัยแล้ง ออกมาตรการแก้หนี้ โดยขยายหรือสานต่อโครงการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
อ่านข่าว:
เปิดเทอม เงินสะพัด 66,376 ล้านบาท ม.หอการค้า เผย ขยายตัวสูงสุดรอบ10ปี
สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงฉุดGDP ไทย ร่วง 1.1%
“บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี