โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

แนะนโยบายสิ่งแวดล้อมก่อนเลือกตั้ง เลิกขายฝัน คืนความเป็นธรรมให้คนรุ่นอนาคต

Thai PBS

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และตัวแทนเยาวชน ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที Policy Forum: ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม ชี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่คือ “ภัยเชิงโครงสร้าง”จากความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวระหว่าง “รัฐ” และ “ทุน” แนะไทยต้องกล้าทำแพ็กเกจเปลี่ยนโครงสร้าง “กระจายอำนาจ-เก็บภาษีคนรวย-แก้รัฐธรรมนูญ” เพื่อหยุดวงจรมรดกบาปส่งต่อให้ลูกหลาน

ภายใต้งาน Policy Watch Connect 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐสภา โดยเป็นกระบวนการที่มีตัวแทนจากภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย มาพูดคุยกันในหลากหลายโจทย์สำคัญของประเทศ ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างการระดมความเห็นจากนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และตัวแทนเยาวชน ในเวที Policy Forum: ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม พบข้อสรุปที่น่าตกใจว่า รากฐานของปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยเกิดจากความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวระหว่าง “รัฐ” และ “ทุน” ที่ทำให้ความยุติธรรมกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าไม่ถึง โดยหลายฝ่ายเสนอทางรอดของไทยต้องกล้า “กระจายอำนาจ-เก็บภาษีคนรวย-แก้รัฐธรรมนูญ” เพื่อหยุดวงจรมรดกบาปที่ส่งต่อให้ลูกหลาน

เจาะลึกรากปัญหา “รัฐซ้อนทุน” และกฎหมายที่บิดเบี้ยว

วงเสวนาชี้ชัดว่า “ศัตรูตัวจริง” ของสิ่งแวดล้อมไทยไม่ใช่พลาสติกหรือควันรถ แต่คือ โครงสร้างอำนาจ รัฐธรรมนูญและกฎหมาย อย่างรัฐธรรมนูญปี 2560 และมรดกคำสั่ง คสช.ลดทอนสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วม ทำให้เกิดโรงงานขยะและโครงการขนาดใหญ่โดยประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ส่วนความยุติธรรมที่เลือกปฏิบัติ ประเด็นนี้คนตัวเล็กตัวน้อยถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า แต่กลุ่มทุนรุกที่ดินหรือปล่อยมลพิษกลับลอยนวล หรือใช้กลไกกฎหมายฟ้องปิดปาก ภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่ล้มเหลว กรณีระบบการศึกษาไม่ได้สร้าง “ความฉลาดทางนิเวศ” ให้กับคนรุ่นใหม่ แต่เน้นท่องจำ ทำให้ขาดจิตสำนึกรักธรรมชาติอย่างแท้จริง

วิกฤตโครงสร้าง: เมื่อ “รัฐ” และ “ทุน” เป็นเนื้อเดียวกัน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเทคโนโลยี แต่เกิดจาก “ระบอบอำนาจ” ที่รัฐและกลุ่มทุนขนาดใหญ่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน นโยบายการพัฒนาประเทศมุ่งเน้นการเติบโตของ GDP และภาคอุตสาหกรรม โดยผลักภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้กับประชาชน

กฎหมายเอื้อนายทุน มีการตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายและนโยบายหลายฉบับถูกเขียนขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนผูกขาด เช่น การอนุญาตให้นำเข้าขยะ การขยายโรงงานอุตสาหกรรมโดยไม่ทำ EIA อย่างเข้มงวด หรือการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) เช่น แลนด์บริดจ์ โดยไม่คำนึงถึงระบบนิเวศ

ผู้กำกับดูแลคือผู้เล่น ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์” ในโครงสร้างคณะกรรมการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม ที่มักมีตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมหรือกลุ่มทุนเข้าไปนั่งเป็นผู้กำหนดกติกา ทำให้กฎหมายที่ออกมา เช่น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด หรือ พ.ร.บ.โลกร้อน กลายเป็นการ “ฟอกเขียว” ให้กับผู้ก่อมลพิษ

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ จากการติดตามผลกระทบด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน พบว่าทิศทางการพัฒนาประเทศของไทยมุ่งเน้น “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” เป็นหลัก (เทหมดหน้าตัก) จนทำให้มิติอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันอย่าง สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม กลายเป็นสิ่งที่ “มองไม่เห็น” ในนโยบายระดับชาติ แม้ระยะหลังจะมีการพูดถึงมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ได้รับความสำคัญเพียงพอ ปัญหา ความไม่สมดุลของนโยบาย การให้ความสำคัญกับตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดช่องว่างและความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากร ความเสี่ยงที่จะพังทลายแม้อุตสาหกรรมจะโตเร็วและการแข่งขันทางการค้าไปได้ไกล แต่หากฐานรากอย่างสิ่งแวดล้อมเสียหายและสุขภาพประชาชนเสื่อมถอย ความเจริญทางเศรษฐกิจนั้นจะ “พังครืนลงมาอย่างรวดเร็ว”

ทางออกที่ต้องขับเคลื่อนผ่าน “เจตจำนงทางการเมือง”มีข้อเสนอ สร้างสมดุลเชิงนโยบายด้วยการต้องยกระดับเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้มีความสำคัญ “เทียบเท่า” กับเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องรอง ขณะเดียวกันอยากเรียกร้องให้นักการเมืองและว่าที่รัฐบาลใหม่ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าแค่เรื่องปากท้อง แต่ต้องมองให้เห็นภาพรวมว่าสังคมและสิ่งแวดล้อมจะอยู่รอดอย่างไรไปพร้อมกัน”ทางออกไม่ใช่การหยุดพัฒนาเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างสมดุล เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตบนความหายนะของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ คือความสำเร็จที่ไม่ยั่งยืนและพร้อมจะล่มสลายได้ทุกเมื่อ”

ความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร: ที่ดิน-น้ำ-ประมง คนรวยผูกขาด คนจนไร้สิทธิ

ด้านประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ระบุว่า ความไม่เป็นธรรมยังสะท้อนผ่านการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน อย่างที่ดินจาก ข้อมูลเผยว่า คนไทย 10% ถือครองที่ดินที่มีโฉนดกว่า 70% ของประเทศ ขณะที่กลุ่มทุนตระกูลเดียวถือครองที่ดินมากกว่า 3 แสนไร่ เท่าจังหวัดอ่างทองในขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไร้ที่ดินทำกิน สะท้อนความล้มเหลวของการกระจายถือครองที่ดินและระบบภาษีที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่ประมงกฎหมายประมงปัจจุบันเอื้อต่อเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ 20% ของจำนวนเรือ แต่ได้โควตาสัตว์น้ำ 80% ในขณะที่ประมงพื้นบ้านเรือเล็ก (80% ของจำนวนเรือ) เข้าถึงทรัพยากรได้เพียงน้อยนิด

ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมมีรากฐานมาจากโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไปและการมองคนไม่เท่ากัน โดยเฉพาะวิกฤตความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินและทรัพยากร ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนที่ดิน หากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม คนไทยทุกคนจะมีสิทธิ์ในที่ดินเฉลี่ยคนละ 2 ไร่ครึ่ง แต่ความเป็นจริงกลับพบว่ามีเพียงตระกูลเดียวที่ถือครองที่ดินสูงถึง 300,000 กว่าไร่ ในขณะที่ที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนเพียง 70 ตระกูลในทางกลับกัน พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนในเขตป่ากว่า 4,000 ชุมชน ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาป่าต้นน้ำ กลับถูกกฎหมายอุทยานฯและการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับที่ทำกิน จำกัดสิทธิการอยู่อาศัยเพียงชั่วคราว 20 ปี ทั้งที่พื้นที่เมืองในปัจจุบันหรือแม้แต่ย่านรังสิต ก็ล้วนเคยเป็นป่ามาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติระหว่างคนเมืองที่มีเอกสารสิทธิ์กับคนชายขอบที่ถูกมองข้าม

“ไม่มีที่ดินแปลงไหนที่ไม่เคยเป็นป่ามาก่อน… ถ้าเราจะทำให้ความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น เราต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องมองเห็นคนทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน”

“การแก้ปัญหา” ที่สร้าง “ปัญหาใหม่” ธุรกิจโลกร้อน

เตือนภัยรูปแบบใหม่ของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใช้ “กลไกตลาด” เป็นตัวนำ เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งท้ายที่สุด ประโยชน์จะตกอยู่กับกลุ่มทุนเดิมที่ผันตัวมาทำธุรกิจพลังงานสะอาด หรือขายเทคโนโลยีการเกษตรให้ชาวนา ในขณะที่เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการปรับตัว และกลายเป็นจำเลยสังคมว่าเป็นผู้เผาป่า ทั้งที่โครงสร้างการผลิตถูกกำหนดโดยบริษัทใหญ่อีกทอดหนึ่ง

เสียงจากคนรุ่นใหม่ ความยุติธรรมข้ามรุ่น

ตัวแทนเยาวชนสะท้อนว่า พวกเขาคือผู้รับมรดกบาปจากคนรุ่นก่อน และเรียกร้องให้หยุดมองเยาวชนเป็นเพียง “ไม้ประดับ”ในเวทีรับฟังความคิดเห็น สิ่งที่ต้องการคือสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี: ต้องถูกบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อรับรองความปลอดภัยของคนรุ่นอนาคต การมีส่วนร่วมจริงเยาวชนต้องมีพื้นที่ในการกำหนดนโยบาย (Policy Maker) ไม่ใช่แค่ผู้ถูกขอความเห็น

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักสื่อสารงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีช ประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ไม่เกิดความเป็นธรรมคือกลไกกระบวนการยุติธรรมที่มันไม่เป็นธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อม คือตัวปัญหาหลักที่ไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อม หลายๆครั้งเราจะคิดกรอบนโยบายที่เป็นนโยบายที่เป็นวิกฤตซ้ำซ้อนใช้คำนี้เลย เพราะว่า โพลีซี ไคซิส มันไปกดทับ ปัญหาเดิม โดยที่ไม่ได้คิดทบทวนว่า เราควรจะมุ่งหน้าไปทางไหน ยกตัวอย่างเช่น ในเวทีระดับโลก คนรุ่นก่อนมุ่งเน้นสร้างกติการะหว่างประเทศที่โฟกัสเพียง 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยหลงลืมมิติของ “สิ่งแวดล้อม” ไป กว่าที่สหประชาชาติ (UN) จะออกความเห็นทั่วไป ยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในมิติของ สิทธิมนุษยชน ก็ต่อเมื่อทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลงไปมากแล้ว

ขณะที่การมุ่งเน้น GDP และผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ ความคุ้มค่าที่จะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินมูลค่าความเสียหายได้ยาก ปัจจุบันภาครัฐยังคงผลักดันนโยบายที่เน้นการเติบโตทาง GDP และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) หรือท่าเรือน้ำลึกเป็นต้น อีกประเด็นการใช้ทรัพยากรเกินตัวในยุคนี้ คนรุ่นปัจจุบัน (ผู้กำหนดนโยบาย) ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองเพื่อตอบสนองความต้องการในยุคสมัยของตน คำถามถึงผู้กำหนดนโยบาย ประเด็นสำคัญที่สุดคือ “ความยุติธรรมข้ามรุ่น” โดยตั้งคำถามว่า หากคนรุ่นปัจจุบันใช้ทรัพยากรจนหมด จะเหลือทรัพยากรใดไว้ให้คนรุ่นลูกหลานหรือคนรุ่นอนาคตใช้บ้างหรือไม่

ทางออกและข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 เสาหลักสู่ความยั่งยืน

เพื่อให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม รัฐบาลใหม่ต้องทำ ในเวทีมองถึง “แพ็กเกจเปลี่ยนโครงสร้าง” ทันที ไม่ใช่แค่ทำโครงการ CSR

  • ปฏิรูปที่ดินและทรัพยากร แก้ปัญหาที่ดินกระจุกตัวใช้ระบบ “ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า” เก็บภาษีคนถือครองที่ดินแปลงใหญ่ เพื่อนำเงินและที่ดินมาจัดสรรให้คนจน รื้อโควตาประมงเปลี่ยนระบบโควตาสัตว์น้ำจากที่เอื้อเรือพาณิชย์ (20% ของเรือ ได้ 80% ของปลา) ให้เป็นธรรมต่อประมงพื้นบ้าน

  • กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด & พ.ร.บ.โลกร้อน: ต้องไม่เขียนกฎหมายให้เอกชนผู้ปล่อยมลพิษเข้ามานั่งเป็นกรรมการกำกับดูแล (Regulator)กฎหมาย PRTR: บังคับเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษจากโรงงานสู่สาธารณะ โดยอ้าง “ความลับทางการค้า” ไม่ได้ ปฏิรูป EIA ตัดวงจร “บริษัทที่ปรึกษารับเงินนายทุน” โดยตั้งกองทุนกลางจ้างผู้ประเมินผลกระทบที่เป็นกลาง

  • ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน แก้รัฐธรรมนูญ บรรจุ “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน มีกฎหมายคุ้มครองประชาชนจากการถูกฟ้องปิดปากเมื่อออกมาปกป้องชุมชน กระบวนการยุติธรรม: ตั้ง “ศาลสิ่งแวดล้อม” หรือแผนกคดีสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้าใจบริบทนิเวศและชุมชน เพื่อพิจารณาคดีรวดเร็วและเป็นธรรม

  • หยุดการฟอกเขียว รู้ทันทุนนิยมโลก: อย่าหลงกลไกตลาดอย่าง “คาร์บอนเครดิต” จนละเลยการลดการปล่อยมลพิษที่ต้นทาง และต้องไม่ให้นโยบาย Climate Change กลายเป็นการแย่งยึดที่ดินชาวบ้านไปปลูกป่าขายเครดิต

  • กระจายอำนาจและการศึกษา ท้องถิ่นจัดการตนเอง: ให้อำนาจและงบประมาณท้องถิ่นในการจัดการไฟป่า ขยะ และภัยพิบัติ การศึกษาฐานนิเวศ: ปรับหลักสูตรให้เด็กเรียนรู้จากการสัมผัสธรรมชาติจริง เพื่อสร้างพลเมืองที่ตื่นรู้ ไม่ใช่แค่เรียนในห้องแอร์

ในเวทีสะท้อนภาพลักษณ์นโยบายของแต่ละพรรค

พรรคประชาชน เสนอนโยบายครอบคลุมและลงลึกที่สุด ตั้งแต่การปฏิรูป EIA (ให้คนทำรายงานเป็นคนกลาง ไม่ใช่บริษัทที่รับจ้างนายทุน), การเปลี่ยนสัดส่วนคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ภาคประชาชนเข้าไปมีอำนาจตัดสินใจ ประกาศชัดว่า “คาร์บอนเครดิต” ไม่ใช่พระเอก แต่เป็นเพียงเครื่องมือการเงิน ต้องระวังการ “ฟอกเขียว” เน้นมาตรการ “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย”ผ่านระบบภาษีคาร์บอนและการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ

พรรคประชาธิปัตย์ ตัวแทนพรรคยอมรับกลางเวทีว่าเป็นคนรุ่นที่ “ปล้นอนาคต” ของเด็กๆ ไป และเสนอแนวคิดว่าการทำลายสิ่งแวดล้อมต้องถือเป็น “อาชญากรรม” ประชาชนต้องฟ้องรัฐและเอกชนได้ทันที มีข้อเสนอ ระหว่างรอกฎหมายใหญ่ เสนอให้มี “การคุ้มครองชั่วคราว” เพื่อยับยั้งความเสียหาย และเน้นการสร้างจิตสำนึกแบบญี่ปุ่น (ให้เด็กเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ตำรา)

พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ นโยบายยังคงเน้นการ “ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” “เศรษฐกิจชีวภาพ” หรือ “การจัดการน้ำ” ซึ่งเป็นการมองสิ่งแวดล้อมเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจมากกว่าการมองเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมทางนิเวศ และยังขาดความชัดเจนเรื่องการกระจายการถือครองทรัพยากร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว การเมือง อื่น ๆ

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ขอคะแนน คนเมืองจันท์ ขายนโยบาย 'แก้เศรษฐกิจ-บันเทิงไทยสากล'

MATICHON ONLINE

"รวิศ สอดส่อง" โพสต์แจง! ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ

สยามรัฐ

ผบ.ทบ. นำสวนสนามวันกองทัพบก เปล่งคำสัตย์ ปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

เท้ง นำทีมแกนนำช่วยหาเสียงเชียงใหม่ วิโรจน์ ประกาศ อย่าคิดว่าทุนเทา หยุดพรรคปชน.ได้

MATICHON ONLINE

นายกฯเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ น้อมรำลึก‘สมเด็จพระนเรศวรมหาราช’

เดลินิวส์

'จิราพร' ชี้หากไม่อยากได้นายกฯชื่อ 'อนุทิน' ให้กาเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค

Khaosod
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...