"รวิศ สอดส่อง" โพสต์แจง! ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ
">
เมื่อวันที่ 18 ม.ค.69 นายรวิศ สอดส่อง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "รวิศ สอดส่อง - Ravit Sodsong" ระบุว่า ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ? : เมื่อ “กติกาชีวิต” ต้องจับต้องได้ และเป็นของประชาชน
หลายคนอาจมองว่า "รัฐธรรมนูญ" เป็นเรื่องที่ดูไกลตัว เป็นเรื่องของนักกฎหมายหรือนักการเมืองในสภา แต่ในความเป็นจริง รัฐธรรมนูญ คือ "กฎหมายสูงสุดของประเทศ" ที่เปรียบเสมือน "กติกาชีวิต" ที่กำหนดว่า เราจะมีสิทธิรักษาพยาบาลแบบไหน ลูกหลานเราจะได้เรียนฟรีถึงเมื่อไหร่ และเกษตรกรจะขายผลผลิตได้ราคาหรือไม่ หากกติกาเบื้องต้นคดเคี้ยว ชีวิตของคนทำมาหากินย่อมลำบาก
หาก “กติกา” ถูกออกแบบมาอย่างไม่เป็นธรรม ต่อให้คนไทยทำงานหนักแค่ไหน ก็อาจจะยังวนเวียนอยู่กับความยากจน เพราะกติกานี้เองที่เป็นตัวกำหนดว่าใครจะเข้าถึงทรัพยากร ใครจะได้ประโยชน์จากที่ดิน และใครจะมีอำนาจตัดสินใจแทนเราในเรื่องปากท้อง
การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่เรื่องการเมืองนามธรรม แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างที่กดทับโอกาสของประชาชน ให้กลายเป็นกติกาที่ “จับต้องได้” และ “ตอบสนองความต้องการของประชาชน” เพื่อให้ชีวิตของคนทำมาหากินดีขึ้นอย่างยั่งยืน นี่คือเหตุผลสำคัญว่า ทำไมถึงต้องร่วมกันเขียนกติกาใหม่ ให้เป็น ”รัฐธรรมนูญที่มาจากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง“
หากลองพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เราจะพบว่าหลายเรื่องมีต้นตอมาจากกติกาที่ไม่ได้คำนึงถึงประชาชนอย่างแท้จริง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ สิทธิการรักษาพยาบาล ที่ถูกลดทอนความเสมอภาคจากการเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" กลายเป็นการ "สงเคราะห์เฉพาะผู้ยากไร้"
คำว่า "สิทธิเสมอกัน" และ "บริการที่ได้มาตรฐาน" ที่เคยมีในรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 ถูกตัดออกไป ประชาชนอาจต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ผู้ยากไร้” ถึงจะได้รับบริการฟรีจากรัฐ ซึ่งทำลายหลักการ "หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" หรือ “บัตรทอง” ที่เคยทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาอย่างมีศักดิ์ศรี หากไม่ใช่ผู้ยากไร้ แต่มีรายได้น้อยหรือปานกลาง คุณอาจต้องจ่ายค่ารักษาในราคาเดียวกับคนรวยในโรงพยาบาลเอกชน หรือจ่ายแพงขึ้นในโรงพยาบาลรัฐเพื่อให้ได้บริการที่ "ได้มาตรฐาน"
เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษาที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันลดระยะเวลาเรียนฟรีให้สั้นลง จากเดิมที่เคยเรียนฟรีอย่างน้อย 12 ปี (ครอบคลุมถึงมัธยมปลาย หรืออาชีวะ) รัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาให้ไม่เกิน 12 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) เท่านั้น
หลังจากจบ ม.3 พ่อแม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเอง หรือต้องให้ลูกหลานไปกู้หนี้ยืมสินจากกองทุนของรัฐ ทั้งที่การศึกษาควรเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส ไม่ใช่เครื่องมือสร้างหนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อรับรองความเสมอภาค ปัญหาเรื่องค่าครองชีพ และหนี้สิน จึงกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับฝ่ายเดียว
ทางออกของเรื่องนี้ คือ การสร้าง "ประชาธิปไตย" ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับ 4 เสาหลักสำคัญ
เริ่มจากเรื่องปากท้องและการทำมาหากินที่ต้องไม่ถูกทุนใหญ่หรือรัฐส่วนกลางผูกขาดทรัพยากร
การเปลี่ยนสิทธิในที่ดินทำกินให้เป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่ต้องคอยร้องขอให้อนุญาตตลอดชีวิต
การประกันโอกาสของลูกหลานผ่านการศึกษาที่เสมอภาค ตั้งแต่ต้นทางโดยไม่ต้องเป็นหนี้
ที่สำคัญที่สุด คือ การคืนอำนาจตัดสินใจให้ประชาชนมีสิทธิเลือก กำหนด และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงแค่การเข้าคูหาเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี แล้วกลับมาเป็นผู้ถูกปกครองที่ไร้สิทธิไร้เสียง
สุดท้ายแล้ว หัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ การทำให้กฎหมายสูงสุดฉบับนี้ "มาจากประชาชน" และเป็นกติกาที่ทุกคนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน
"ชีวิตเราจะดีขึ้นได้ไหม ขึ้นอยู่กับกติกาที่เรามี" ดังนั้น รัฐธรรมนูญใหม่ต้องเป็น "กติกาที่กินได้" คือ กติกาที่ทำให้คนทำงานหนักแล้วลืมตาอ้าปากได้ มีสิทธิทำกินอย่างเสมอภาค และลูกหลานมีอนาคตที่เท่าเทียม
การร่วมกันเขียนกติกาใหม่จึงไม่ใช่แค่การรื้อโครงสร้างทางการเมือง แต่คือการสร้างรากฐานของชีวิตที่มั่นคงและเสมอภาคสำหรับคนไทยทุกคน
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันผลักดันให้รัฐธรรมนูญกลับมาเป็นของประชาชน ร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศไทย
มาร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยไปด้วยกันครับ
#รวิศสอดส่อง #รัฐธรรมนูญประชาชน #กติกาชีวิต #ประชามติ #กำหนดอนาคตไทย #8กุมภา69